เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 861 ตระกูลฉู่จะเกิดเรื่องไม่ได้
ฉู่หร่านรีบคว้าแขนฉู่จิง “พี่รองอย่าวู่วามนะคะ หนู… หนู… หนู
คือผู้บริสุทธิ์ คนไม่ผิดต้องไม่เป็นไร ไม่ต้องรีบร้อนให้บริษัทออกหน้า
นะคะ”
“ตอนนี้พี่ใหญ่ยุ่งอยู่กับเรื่องของบริษัท พวกเราช่วยเขาไม่ได้ ยิ่ง
ไม่ควรเพิ่มปัญหาให้เขาในตอนนี้”
ฉู่จิงแย้ง “แต่เรื่องของเธอสำคัญที่สุด”
“ไม่เป็นไรค่ะพี่รอง หนูจัดการเองได้! ช่วงเวลาสำคัญอย่างนี้
อย่ารบกวนพี่ใหญ่เลยค่ะ!”
ฉู่จิงยืนมองจนอีกฝ่ายกลับไป กระทั่งไม่เห็นแผ่นหลังของฉู่หร่าน
แล้ว แววความห่วงใยจึงหายไปจากสายตา สีหน้าของเขาค่อย ๆ เย็น
ชาลง
เหอะ!
แต่ก่อนฉันคิดได้ยังไงว่าน้องสาวคนนี้จิตใจดีไร้เดียงสา
ฉู่จิงหันหลังเข้าห้องผู้ป่วย
…
ฉู่หร่านสวมแว่นดำและหมวก ปกปิดตัวเองมิดชิด โบกแท็กซี่คัน
หนึ่งก่อนบอกชื่อโรงแรม
ทันทีที่เข้าไปนั่งแล้ว หล่อนก็หยิบมือถือออกมาค้นหาข่าว
ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับกรุ๊ปตระกูลฉู่
หุ้นตระกูลฉู่ตกถึงราคาต่าสุด!
ทีมประชาสัมพันธ์ของตระกูลฉู่ยังไม่ออกมา!
ใต้บัญชีโซเชียลต่าง ๆ ของตระกูลฉู่มีชาวเน็ตจำนวนนับไม่ถ้วน
เข้าไปกดดันคาดคั้น!
ฉู่หร่านอ่านข่าวเหล่านี้แล้วคิ้วขมวดมุ่น
จะเกิดเรื่องกับตระกูลฉู่ไม่ได้เด็ดขาด
ถ้าตระกูลฉู่จบเห่ คุณหนูตระกูลฉู่ยังหล่อนก็ไร้ค่า!
…
คืนนั้น
ทรายปลิวว่อน บนถนนที่มองไม่เห็นร่องรอยมนุษย์ นอกจาก
รถยนต์ที่แล่นผ่านเป็นครั้งคราวแล้ว ไม่มีวี่แววสิ่งมีชีวิตอื่นใดอีก
“ว้าว! นี่น่ะเหรอความรู้สึกของการเป็นผี”
“ลอยได้ด้วย! แต่เหมือนว่าจะลอยได้ไม่เร็วเท่าไร ฉันเห็นจากใน
หนังและในโทรทัศน์ ผีนี่ลอยเร็วมาก พริบตาเดียวก็มาอยู่ตรงหน้า
แล้ว แต่เหมือนฉันจะลอยได้ไม่เร็วเท่าไร”
เสียงสนทนาพิลึกดังอยู่ในถนนว่างเปล่า
“ใช่แล้ว! ฉันนึกว่าผีอยากทำอะไรก็ทำได้ คิดไม่ถึงเลย”
“ฉันก็คิดไม่ถึง ก่อนหน้านี้ที่ดูโทรทัศน์ยังคิดว่าผีสามารถทะลุ
กำแพงได้ตามอำเภอใจ ที่แท้การทะลุกำแพงมีความรู้สึกเหมือนถูก
กระชากเกินทนแบบนี้ด้วย”
“มิน่าถึงมีผีตั้งมากมายเลือกอาศัยรถหรืออาศัยลิฟต์ ก่อนหน้านี้
ไม่เข้าใจ ตอนนี้เข้าใจแล้ว!”
เสียงเหล่านี้สลายหายไปท่ามกลางสายลมพร้อมดินทราย
คล้อยหลังม่านรัตติกาลที่โรยตัวลงมา รถแล่นผ่านไปผ่านมา
น้อยลงเรื่อย ๆ
วิญญาณทั้งแปดบ้างลอยบ้างเดินอยู่บนเส้นทาง…
จี้ไจ่ลอยไปอยู่ข้างกายฉู่ลั่ว พร้อมคิ้วขมวดเป็นปม “แน่ใจเหรอ
ว่าอยู่บนถนนเส้นนี้”
“อืม”
“แต่พวกเราเดินตามถนนมาสองวันแล้วนะ ไม่เจออะไรเลย”
เขาหันกลับไปมองวิญญาณทั้งหกที่ตามหลังมา “ตอนนี้พวกเขา
อยู่ในการควบคุมของยันต์พวกเรา ยังพอรักษาสติไว้ได้ แต่ถ้าใช้
เวลานานเกินไป ต้องส่งผลกระทบไม่น้อยแน่”
“ฉันรู้”
ส่วนด้านหลังพวกเขา บรรดาคนที่เพิ่งเป็นผีมาได้สองวันยังอยู่
ตื่นเต้นกันอยู่
เมื่อเห็นรถเทรลเลอร์คันใหญ่ขับมาไกล ๆ เย่อวิ๋นชูก็รีบพุ่งไปอยู่
กลางถนน “ฉันขอลองอีกครั้ง ขอลองอีกครั้ง!”
พริบตาเดียวรถเทรลเลอร์ก็มาอยู่ตรงหน้า ทะลุผ่านร่างหล่อนไป
ฟึ่บ!
“กรี๊ด! จักจี้อะไรแบบนี้ แปลกจัง แล้วก็รู้สึกไม่ค่อยดีด้วย”
จี้ไจ่กุมขมับ “ถ้ารู้สึกไม่ดีก็อย่าลองอีกเลยครับ! ความรู้สึกถูก
กระชากเป็นความทรมานสำหรับวิญญาณ”
“แต่จักจี้มากเลย!”
จี้ไจ่ “…”
หานเจียซิ่นชวน “พวกเรามาแข่งลอยกันดีไหม ในเวลาที่กำหนด
ดูว่าใครลอยได้ไกลที่สุด!”
แม้แต่ตากล้องหญิงก็ยังตื่นเต้น “สุดยอดจริง ๆ ค่ะ ฉันน่าจะพก
กล้องมาด้วย นี่เป็นวินาทีประวัติศาสตร์เลยนะคะ! ฉันพลาดโอกาส
ได้เป็นตากล้องโนหนึ่งไปซะแล้ว”
เหยียนอันอี้ปลอบหล่อน “ไม่เป็นไรหรอก หลังจากนี้คุณก็เขียน
หนังสือชีวประวัติตัวเองสักเล่ม เล่าประสบการณ์ครั้งนี้”
ช่างกล้องหญิงถอนหายใจเศร้าสร้อย “คงได้แต่ทำแบบนั้นแหละ
ค่ะ แต่ไม่รู้ว่าถึงเวลามีใครเชื่อบ้างไหม”
พวกเขาคุยกันอย่างไร้กังวล
เหลือคนเดียวที่หน้าบูดบึ้ง
“หลังจากนี้เหรอ มีหลังจากนี้ที่ไหน!?” ฝางไคจี้แผดเสียงอย่าง
ทนไม่ไหว “พวกเราตายกันหมดแล้ว! เข้าใจไหม พวกเราตายกัน
หมดแล้ว!?”
เขาคำรามลั่น นัยน์ตาค่อย ๆ มีเลือดมารวมกัน ทว่าหลอมรวม
ได้ครึ่งทางก็ถูกฝานจื้อฟาดยันต์บนมาหลังเขาอย่างแรง
“ใจเย็น ๆ หน่อยสิครับ ถ้าคุณกลายเป็นสัมภเวสีก็รอถูกท่าน
ปรมาจารย์กำจัดจนกลายเป็นจุณได้เลย”
“…” ฝางไคจี้คับเขี้ยวเคี้ยวฟัน ยังเดือดดาลไม่หยุด “พวกแก
ยอมรับได้ง่าย ๆ แบบนี้เลยเหรอ พวกเราตายกันแล้วนะ!?”