เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 867 พระโพธิสัตว์น้อย
ยมทูตถูกดึง ถูกผลัก แถมด้านล่างก็เกือบจะต่อยตีกันอีก
ด้านล่างแท่นทะเลาะกันอุตลุด แต่สามเณรบนแท่นดอกบัวกลับ
ยังคงหลับตาสวดมนต์ต่อไป ไม่ได้รับการรบกวนจากโลกภายนอก
เลยสักนิด
จนกระทั่งมีเสียงที่ดังฟังชัด พูดขัดเสียงสวดมนต์ของเขา “เณร
เป็นอาสาสมัครหรือเปล่า?”
“…” สามเณรที่ห่มจีวรอยู่ลืมตาขึ้น หันไปมองก็เห็นฉู่ลั่วที่ยืนอยู่
บนแท่นดอกบัว “ท่านเจ้านิกายเต๋า… ขึ้นมาได้ยังไง?”
ฉู่ลั่วคุกเข่าลง สายตาจับจ้องไปที่ใบหน้าของสามเณร พร้อมทั้ง
พิจารณาพลังในตัวเขาอย่างละเอียด “เณรเป็นอาสาสมัครที่มาสวด
พระหฤหัยสูตรหลุดพ้น*[1] ใช่ไหม?”
สามเณรทำมือกากบาท “ไม่ใช่พระหฤทัยสูตรหลุดพ้น”
ฉู่ลั่ว “…”
“พระหฤทัยสูตรชำระบาปต่างหาก”
ชำระบาป?
เธอขมวดคิ้วมุ่น “ย้ายหนี้กรรมเปื้อนเลือดของพวกเขามาไว้ที่ตัว
เณรเหรอคะ?”
“อมิตตาพุทธ”
มิน่า…
เห็น ๆ อยู่ว่าสามเณรผู้นี้มีพลังพลังวิญญาณสูงมาก ๆ แต่กลับ
รายล้อมไปด้วยหนี้กรรมเปื้อนเลือด
“เณรอาสามาเองเหรอ”
ใบหน้าเยาว์วัยของสามเณรเผยแววสับสน
“อยากจะออกไปไหม?”
สีหน้าของสามเณรดูสับสนขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่เขาก้มหน้า
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ตอบ “เณรเข้ามาที่ปรโลกโดยที่ไม่ได้บอกพ่อแม่
ในทุก ๆ ปีพวกท่านจะมาเยี่ยมที่วัดอยู่ตลอด ถ้ามาแล้วไม่เจอเกรงว่า
จะเสียใจ”
ฉู่ลั่วเข้าใจแล้ว “ถ้าอย่างนั้น ฉันจะพาเณรออกไปค่ะ”
ยังไม่ทันที่สามเณรจะเข้าใจในสิ่งที่เธอพูด ก็ถูกเธอคว้าเข้าที่
แขนแล้วพาลงจากแท่นสูงลงไปอยู่ท่ามกลางเหล่าวิญญาณแล้ว
ยมทูตถูกพวกผีดึงทึ้งไปฟังเหตุผลต่าง ๆ และในขณะที่ไม่รู้ว่า
ควรจะทำยังไงอยู่นั้น ก็เห็นว่าฉู่ลั่วพาสามเณรกระโดดมาถึงตรงหน้า
ของตัวเองแล้ว
เขาตกตะลึง
พวกผีที่อยู่โดยรอบก็มึนงงไปเช่นกัน
“เจ้า… เจ้าทำอะไร? เจ้ากล้าแตะต้องพระโพธิสัตว์น้อยของพวก
เราเหรอ?! อยากสลานกลายเป็นจุณใช่ไหม!”
ยมทูตดึงหอกออกมาพร้อมระเบิดพลังหยิน
“เจ้ากล้าอวดดีในปรโลก อย่างนั้นก็ต้องลิ้มลองความแข็งแกร่ง
ของยมทูตในปรโลกอย่างพวกเราดูสักหน่อยแล้ว!”
ยมทูตตวาดออกไป และร่างของเขาก็พุ่งสู่งขึ้นทันที ร่าง
วิญญาณของเขาเพิ่มสูงขึ้นไปถึงสิบเมตร ดวงตาทั้งสองข้างกลาย
เป็นสีแดง ทั้งร่างกายก็กลายเป็นสีน้าเงินเข้ม ทันทีที่อ้าปากก็มีพลังที่
ไม่ดีออกมาจากปากของเขาด้วย
วิญญาณรอบ ๆ ต่างพากันหวาดกลัวกับภาพที่เห็นแล้วถอยครูด
ไปข้างหลังกันหมด
ยมทูตที่อยู่รอบ ๆ ก็กลายร่างล้อมฉู่ลั่วที่ตัวเล็ก ๆ เอาไว้ตรง
กลาง
“ลงทัณฑ์!”
“ลงทัณฑ์!”
หอกนับสิบอันกระแทกลงกับพื้นจนพื้นดินสั่นสะเทือนไปทั่ว
สามเณรขมวดคิ้ว “ท่านเจ้านิกายเต๋า… ไม่จำเป็นต้องเสี่ยง
อันตรายเพื่ออาตมาหรอก”
“ฉันแค่ถือวิสาสะทำ” ฉู่ลั่วมองร่างวิญญาณที่สูงใหญ่นับสิบที่ยืน
ล้อมอยู่ด้วยสายตาเย็นชา กระบี่ชิงเจวี๋ยก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของ
เธอ
หอกที่ปกคลุมไปด้วยพลังหยินนับสิบถูกพุ่งมาโจมตี ก่อนเกิด
แสงสว่างวาบ
พวกผีทั้งตกใจและหวาดกลัว
พวกเย่อวิ๋นชูก็มองฉู่ลั่วที่อยู่ในวงล้อมนั้นอย่างกังวล
ส่วนจี้ไจ่ก็ขมวดคิ้วอย่างหนัก
ยมทูตตนหนึ่งวิ่งข้ามแม่น้าเลือดอย่างรวดเร็ว ฝ่าป่าทึบที่เต็มไป
ด้วยงูไฟกับสุนัขเพลิง ด้านหน้ามีพระราชวังโบราณมืดครึ้มหลังหนึ่ง
มีป้ายเขียนเอาไว้ว่า ‘เมืองเหล็ก’
ยมทูตวิ่งเข้าไปด้านในท่าทางรีบร้อน “ท่านราชา แย่แล้วพ่ะยะค่ะ
มีคนจะชิงตัวพระโพธิสัตว์น้อยไป ทั้งยังทำร้ายพี่น้องยมทูตของพวก
เราไปหลายสิบตน”
ภายในพระราชวังมืดมนและลึก มีเสาทองสัมฤทธิ์ทรงกลมหลาย
สิบต้นตั้งเรียงรายสองแถว ด้านบนสลักกฎการลงทัณฑ์ของปรโลก
เอาไว้
บนบัลลังก์ หลังจากองค์ราชาที่สวมเสื้อคลุมสีดำได้ยิน ก็ยืนตัว
ตรงขึ้นมาทันที “อะไรนะ? มีคนกล้าลงมือกับยมทูตในนรกของข้า
ด้วยเหรอ? ทั้งยังคิดจะชิงตัวพระโพธิสัตว์น้อยอีก!”
หอกขนาดใหญ่ด้ามหนึ่งปรากฏขึ้นในหัตถ์
เขาสะบัดหอกในมือเล็กน้อย ก่อนจะพูดด้วยเสียงกัมปนาท “ข้า
ขอดูหน่อย ใครกันที่ใจกล้าขนาดนี้!”
ไม่รอให้ยมทูตรายงานจบ องค์ราชาก็หายตัวไปต่อหน้าราวกับ
ลูกธนูแหลมคม
[1] หนึ่งในบทสวดจากปารมิตาหฤทัยสูตร เป็นพระสูตรที่สำคัญ
และเป็นที่นิยมยิ่งในพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน โดยชื่อมีความหมาย
ตามตัวอักษรว่า “พระสูตรอันเป็นหัวใจแห่งปฏิปทาอันยวดยิ่งแห่ง
ความรู้แจ้ง”