เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 890 อสุรกายแมลงเนื้อ
แมลงเนื้อตัวนั้นสะบัดโซ่เคลื่อนไปทางสองพ่อลูกอย่างรวดเร็ว
“อ๊าก… ปรมาจารย์รีบจัดการมันเร็วเข้า! นี่มันตัวบ้าอะไร
กันเนี่ย!”
จี้ไจ่ก้าวไปขวางตรงหน้าสองพ่อลูกเอาไว้
ฉู่ลั่วจึงยกกระบี่ไปกดไว้ตรงหัวของแมลงเนื้อ จากนั้นแมลงเนื้อที่
เดิมทีเอาแต่เคลื่อนไหวอย่างบ้าคลั่งก็ไม่ขยับตัวอีก
เธอจึงมองไปทางสองพ่อลูก “ฉันจะกำจัดมันเดี๋ยวนี้ค่ะ”
“เดี๋ยวครับ!”
“พ่อ นี่ยังจะต้องรออะไรอีกล่ะ!?”
หวงเลี่ยไม่เข้าใจ
แต่หวงหย่งผลักจี้ไจ่ที่ขวางอยู่ตรงหน้าออกไป แล้วให้ลูกชาย
เข็นเขาไปข้างหน้า… จนกระทั่งไปถึงในตำแหน่งที่อยู่ห่างจากแมลง
ก้อนเนื้อแค่เพียงสองก้าวเท่านั้น ถึงได้หยุด
แมลงเนื้อที่อยู่ที่พื้นได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวก็เงยหน้าขึ้นทันที
พอเห็นหวงหย่งมันก็แยกเขี้ยวอย่างดุร้าย รอไม่ไหวที่จะกระโจนใส่
เข้ากัด ตามมาด้วยด่าทอที่ฟังไม่ไม่ได้ศัพท์
“…”
หวงหย่งลองเรียกออกไป “พ่อ?”
แมลงเนื้อที่อยู่บนพื้นยิ่งดิ้นรุนแรงขึ้น แม้ว่าฉู่ลั่วจะกดมันเอาไว้
แต่โซ่แปดเส้นก็ยังขยับไปมาไม่หยุดเลย
เสียงบ่นงึมงัมก็ยิ่งดังขึ้นอีก
“ปรมาจารย์ เขาพูดว่าอะไรครับ?”
หวงหย่งเอ่ยถามอย่างร้อนใจ
ฉู่ลั่วจึงเหวี่ยงยันต์ไปติดไว้บนตัวของแมลงเนื้อ
แล้วเสียงนั้นก็ชัดเจนขึ้นมาทันที
“ไอ้เด็กบ้า ฉันตายไปแล้วแกก็ยังไม่ให้ฉันตายอย่างสงบสุขอีก!”
“บุญที่ฉันสั่งสมมาตั้งหลายปีต้องมาถูกแกทำลายไปแบบนี้อีก!
ยังไม่รู้เลยว่าถ้าฉันไปปรโลกแล้วจะยังได้ไปเกิดใหม่หรือเปล่า”
“ตอนที่ฉันมีชีวิตอยู่ ไม่เคยแม้แต่จะทะเลาะกับใครเลย พอตาย
แล้วกลับมาถูกแกทำร้าย…”
“แกมีสมองบ้างไหม? หรือว่าตอนเด็กไปตีจนมันหายไปแล้ว…”
หวงเลี่ยมองแมลงเนื้อที่อยู่บนพื้นอย่างงุนงง จากนั้นก็มองพ่อที่
ถูกดุด่าจนไม่เงยหน้าขึ้นมาเลย
“พ่อ นี่คือ… ปู่เหรอครับ?”
หวงหย่งไม่ได้ตอบคำถามของหวงเลี่ยแล้วมองพ่อที่ดูเหมือน
อสุรกายที่พื้น ใบหน้าที่คุ้นเคยนั้น ยังไงก็ไม่มีทางจำผิดแน่นอน
“ปรมาจารย์ครับ นี่มันเกิดอะไรขึ้นครับ พะ… พ่อผมตายไปแล้ว
นี่! ทะ… ทำไมเขาถึงได้กลายเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะครับ?”
“นี่เป็นผลของโลงพรายดินค่ะ” ฉู่ลั่วออกแรงกดแมลงเนื้อที่ดิ้นไป
ดิ้นมาเอาไว้ “กระดูกของพ่อคุณถูกเอาไปทำพิธี เขียนยันต์วิญญาณ
ดินขึ้นมาแล้วก็เอาไปชุบเลือด หลังจากที่โยนสิ่งนั้นลงไปในโลงแล้ว
มันก็จะเกิดการหล่อเลี้ยงกลายเป็นเลือดเนื้อขึ้นมาค่ะ”
หวงหย่งมองที่หัวนั้นแล้วก็มองก้อนเนื้อกลม ๆ ที่ดูน่ากลัวใน
ส่วนล่าง
อสุรกายตัวนี้เป็นพ่อของเขาจริง ๆ ด้วย
“พ่อ…”
“ไม่ต้องมาเรียกฉันว่าพ่อ! แกดูนะว่าแกทำให้ฉันเป็นอะไรไป
แล้ว?” อสุรกายตะโกนเสียงดังลั่น จากนั้นก็ดิ้นอย่างฉุนเฉียว โซ่
เหล่านั้นก็ส่งเสียงดังไปตามการดิ้นของเขาด้วยเช่นกัน
“แกทำให้ฉันกลายเป็นแบบนี้แล้ว ตระกูลหวงของเราได้
กลายเป็นมหาเศรษฐีไหมล่ะ?”
หวงหย่ง “…”
“แกมีลูกกี่คน? แกกับลูกเขยลูกสะใภ้คงจะเข้ากันได้ดีสินะ! แล้ว
นี่หลานฉันเหรอ?” อสุรกายด่าไปก็พิจารณาหวงเลี่ยไปด้วย “ดูดีนี่
คล้ายแกเลย!”
“ได้เห็นแกมีชีวิตที่ดีแบบนี้ก็ไม่เสียแรงที่ฉันต้องมารับบาปแบบ
นี้”
“แต่ฉันจะบอกแกไว้นะ! คนเราต้องรู้จักพอ แกมาได้ถึงขั้นนี้มันก็
เพียงพอแล้ว อย่าได้คิดหาวิธีบ้า ๆ อะไรอีกเลย”
“แกต้องหมั่นสร้างบุญกุศล ทำความดีให้มาก ๆ…”
เขาพูดพร่าไปเยอะมาก และยิ่งพูดสีหน้าของสองพ่อลูกนั้นก็ยิ่ง
แย่ลง
“เอาเถอะ ในฐานะที่ฉันเป็นพ่อแก มีชีวิตเพื่อผลักดัน ขนาดตาย
ก็เพื่อผลักดันแกเช่นกัน มันเพียงพอแล้ว ให้ฉันได้ไปเกิดใหม่อย่างที่
สมควรจะเป็นเถอะ!”
อสุรกายหลับตาลงอย่างสงบ
แต่วินาทีนั้น มันก็เหลือบมองขึ้นไปเห็นรถเข็นที่หวงหย่งนั่งอยู่
จนต้องเบิกตาโพลงอีกครั้ง “ขาแกเป็นอะไร?”
มุมปากของหวงหย่งกระตุก “อุบัติเหตุรถยนต์ครับ”
“อุบัติเหตุ?”
อสุรกายสงสัย “มันเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ยังไง? แกควรจะมี
ครอบครัวที่สมบูรณ์ มีทั้งลูกชายลูกสาวแล้วก็เงินเข้ามามากมายสิถึง
จะถูก!”
มันพูดไปก็พิจารณาลูกหลานที่อยู่ตรงหน้าอย่างละเอียดไปด้วย
ลูกชายนั่งรถเข็น ใส่เสื้อผ้าเรียบง่ายที่มองไม่ออกว่าเป็นยี่ห้อ
อะไร
ส่วนหลาน…
เขาพิจารณาหลานชายอย่างละเอียดแล้วจู่ ๆ ก็ถามขึ้นมา “สูทนี้
สั่งตัดเหรอ?”
“ครับ”
“ทำไมมันไม่พอดีตัว สูทสั่งตัดไม่พอดีตัวได้ยังไง?”
หวงเลี่ยเงียบงัน
หวงหย่งเองก็ขยับรถเข็นของตัวเองถอยหลังไป
จากนั้นก็เกิดเสียงดังขึ้น โซ่เส้นหนึ่งยื่นออกมาล็อกรถเข็นของ
หวงหย่งไว้แล้วลากไปที่ตรงหน้าของอสุรกาย
ฉู่ลั่วดึงกระบี่กลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ อสุรกายจึงได้รับอิสระ
มันใช้โซ่พวกนั้นพยุงร่างกายให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับหวง
หย่ง
“บอกมาซิ มันเกิดอะไรขึ้น?”