เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 958 เมื่อก่อนพี่ไม่ใช่คนแบบนี้
ฝางไคจี้รีบวิ่งเข้ามาคว้าตัวฉู่หร่านไว้ ก่อนจะหันไปตะคอกใส่จี้
ไจ่ “คุณทำอะไร? คุณถูกรายการเชิญมาเพื่อปกป้องพวกเรา ไม่
ได้มาเพื่อลงมือลงไม้กับแขกรับเชิญ”
“หร่านหร่าน เธอไม่เป็นอะไรนะ?”
“เปล่านะคะ เขาไม่ได้ลงมือลงไม้กับฉันค่ะ” ฉู่หร่านขอบตาแดง
ก่าด้วยความเสียใจ “ปรมาจารย์จี้ไจ่ไม่ได้รังแกฉัน ฉันแค่อยากให้
ปรมาจารย์จี้ไจ่ไปช่วยมอริสต่างหาก”
ฝางไคจี้ “…”
จี้ไจ่หรี่ตา “…ตอนนี้พวกคุณยังตกอยู่ในอันตรายกันอยู่”
ท่าทางเคร่งขรึมจริงจังของเขาหายไปแล้ว กลายเป็นสีหน้าที่ดู
คลุมเครือ
“คุณรออยู่ในอาณาเขตยันต์ก่อนนะครับ!”
เขาตะโกนบอกเย่อวิ๋นชู
เธอพยักหน้าอย่างแรง “ฉันรู้ค่ะ! ปรมาจารย์จี้ไจ่ คุณวางใจได้
ฉันเชื่อฟังคุณค่ะ”
แค่ในระยะเวลาที่พูดคุยกันไม่กี่ประโยค พลังหยินทั่วทั้งคฤหาสน์
ได้ทวีความรุนแรงขึ้นแล้ว
จี้ไจ่ยกกระบี่เดินนำหน้าฉู่หร่านกับฝางไคจี้ “ตามหลังผมมา ผม
จะส่งพวกคุณออกไปก่อน ค่อยกลับมาช่วยเย่อวิ๋นชู”
“แต่ว่า มอริส…”
“ถ้าคุณอยากตายอยู่ที่นี่ ก็ลีลาต่อไปเถอะ”
ฉู่หร่าน “…”
จี้ไจ่ใช้เลือดทาลงบนกระบี่ ใช้มันนำหน้าให้เฟอร์นิเจอร์ที่พุ่งเข้า
มาหลีกทาง ก่อนจะพาฝางไคจี้กับฉู่หร่านเดินออกมายังประตู
คฤหาสน์
ยันต์แผ่นหนึ่งถูกโยนออกไป ประตูที่เดิมทีปิดสนิทพลันเปิดออก
ลมกระโชกแรงพัดเข้ามาจากด้านนอก
“ตามผมมา”
ด้านนอกมีหมอกสีเทาหนาทึบ มองเห็นอะไรไม่ชัดเจน
จี้ไจ่กัดนิ้วตัวเองปากท่องคาถา ก่อนจะเอาเลือดป้ายลงบน
เปลือกตา หมอกตรงหน้าจึงหายไป
เขาพาฉู่หร่านกับฝางไคจี้เดินฝ่าความโกลาหลออกไปจนถึง
ด้านนอกคฤหาสน์
ทันทีที่ออกมาข้างนอก ความวุ่นวายที่อยู่ตรงหน้าก็หายไปหมด
กลับมาเป็นค่าคืนที่เงียบสงบเหมือนเคย
ฝางไคจี้หันกลับไปทั้งที่เหงื่อเย็นชุ่มไปทั้งร่างกาย ก็เห็นว่า
ภายในคฤหาสน์หลังนั้นยังมีไฟสว่างอยู่ มองจากข้างนอกไม่มีทางรู้
เลยว่าเกิดอะไรขึ้น หรือสถานการณ์เป็นอย่างไร
เขายืนอยู่ที่เดิมด้วยอาการผวา
จี้ไจ่บอกกับทั้งสองคนว่า “ตอนนี้ผมจะเข้าไปพาตัวเย่อวิ๋นชูออก
มา พวกคุณยืนอยู่ตรงนี้ ห้ามขยับไปไหน รอผมออกมาก่อน แล้วจะ
พาพวกคุณไปพร้อมกัน”
จี้ไจ่ใช้กระบี่ดอกท้อวาดค่ายกลขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่อย่าง
รวดเร็ว แล้วให้ฉู่หร่านกับฝางไคจี้ยืนอยู่ในนั้น
เขาพูดกำชับอีกว่า “บ้านหลังนี้ไม่ธรรมดา มีพลังหยินรุนแรง
มาก วิญญาณชั่วร้ายทรงพลังไม่เหมือนกับที่ผ่านมา พวกคุณ… อย่า
ไปไหนตามใจเด็ดขาด!”
หลังกำชับเสร็จ เขาก็พุ่งเข้าไปในคฤหาสน์โดยไม่หันหลัง
กลับมามอง
แค่ก้าวเข้าไปในเขตคฤหาสน์ ร่างของจี้ไจ่ก็หายวับไปทันที
ภาพเหตุการณ์นี้ ทำให้ฝางไคจี้ตกใจจนหน้าซีด
“พี่ไคจี้…”
“หร่านหร่าน ไม่ต้องกลัว!”
ฉู่หร่านพูดเสียงเบา “ฉันรู้ค่ะ มีพี่ไคจี้อยู่ด้วย ฉันไม่กลัวหรอก
ฉันแค่เป็นห่วง…”
“เป็นห่วงอะไร?”
“เป็นห่วงมอริสค่ะ! ปรมาจารย์จี้ไจ่บอกว่าจะช่วยแค่อวิ๋นชู ไม่ได้
บอกว่าจะช่วยมอริส! พวกเราจะไม่สนใจมอริสเหรอคะ? แบบนี้ไม่
ค่อยดีนะ”
ฝางไคจี้ปลอบ “ปรมาจารย์จี้ไจ่ต้องช่วยมอริสแน่นอน!”
“แต่ว่า…”
ฉู่หร่านมองคฤหาสน์ด้วยความกังวล ก่อนจะเหลียวมองอีกด้าน
“พี่ไคจี้ พวกเราไปหาลั่วลั่วดีไหมคะ?”
“อะไรนะ?!”
“พวกเราไปหาลั่วลั่วกันดีไหม” ฉู่หร่านมองฝางไคจี้ “ลั่วลั่วเก่ง
ขนาดนั้น ต้องช่วยมอริสได้แน่นอน”
มอริส… มอริส… มอริส!
ฝางไคจี้มองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลของฉู่หร่าน โดยมี
คำพูดของหล่อนก้องดังอยู่ในหู น้าเสียงก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย “แต่
ปรมาจารย์จี้ไจ่บอกให้พวกเรารอเขาอยู่ที่นี่ ถ้าออกไป อาจจะเกิด
เรื่องได้”
“แต่คฤหาสน์อีกหลังอยู่ไม่ไกลจากพวกเรานะคะ! พวกเราวิ่งไป
แป๊บเดียวก็ถึงแล้ว”
ฉู่หร่านชี้ไปยังคฤหาสน์ที่กลุ่มผู้ชนะอยู่
“ใกล้ขนาดนี้ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอกค่ะ”
ฝางไคจี้ “…”
“พี่ไคจี้ดีที่สุดเลย ต้องยอมทำตามที่ฉันขอแน่นอน ใช่ไหมคะ?”
ฝางไคจี้ส่ายหน้า “หร่านหร่าน ไม่ใช่พี่ไม่อยากตามใจเธอนะ แต่
ฉันไม่อยากให้เธอได้รับบาดเจ็บ พวกเรารอปรมาจารย์จี้ไจ่อยู่ที่นี่
เถอะ”
ได้ยินแบบนี้ ฉู่หร่านก็นิ่งไปชั่วขณะ
เห็นท่าทางหนักแน่นของฝางไคจี้ ทำให้ความตกใจและสงสัย
ปรากฏขึ้นในแววตาหล่อน
ฉู่หร่านมองพิจารณาฝางไคจี้ แล้วขมวดคิ้วแน่น ลองถามลอง
เชิงว่า “พี่ไคจี้ พี่… ทนเห็นฉันลำบากใจได้เหรอคะ เห็นฉันเป็นกังวล
ได้เหรอคะ?”
“เมื่อก่อนพี่ไม่ใช่คนแบบนี้นะคะ!”
“เมื่อก่อนไม่ว่าฉันพูดอะไร พี่ก็จะตอบตกลงตลอด”
ฝางไคจี้ “…”
“พี่ไคจี้ไม่อยากไป ฉันก็ไม่บังคับค่ะ ฉันไปเองได้”
พูดจบ หล่อนก็หันหลังจะวิ่งออกจากวงค่ายกล เพื่อตรงไปยัง
คฤหาสน์ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล
“หร่านหร่าน!”
เขาตะโกนเสียงดังอย่างเป็นกังวล ก่อนจะวิ่งตามออกไป