เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน - ตอนที่ 492 เชิญ
เมื่อกระดานหมากเฉียนคุนปรากฏขึ้นด้านบนศีรษะของหนิงซู่ซู่
กระดานหมากเฉียนคุนก็เริ่มหมุนอย่างช ้า ๆ ขณะเดียวกันก็มีไอ หมอกสีเทาพวยพุ่งออกมาจาง ๆ
ทันใดนั้นความว่างเปล่าก็เริ่มบิดเบี้ยวขึ้น พร ้อมกับมีไอพลังอัน น่าสะพรึงกลัวแผ่ออกมา
ก่อนที่ลาแสงขาวดาอบอวลไปด้วยไอพลังมหามรรคามากมายจะ สาดส่องลงมาอย่างต่อเนื่อง และปกคลุมหนิงซู่ซู่ที่ยังคงตกอยู่ใน ภวังค์ เพื่อป้ องกันเสียงพิณที่แฝงจิตแท้ของมรรคาลอยเข้ามาหานาง
หลังจากสกัดเสียงพิณได้แล้ว ในที่สุดผู้เฒ่าชุดดาก็ถอนหายใจ ออกมาอย่างโล่งอก
“ข้าใคร่ครวญแล้วใคร่ครวญอีก แต่กลับลืมคิดถึงเรื่องสาคัญไป ซะได้”
“แม้นายท่านจะผนึกตบะบารมีและความทรงจ าเอาไว้ ทว่า ร่างกายและจิตวิญญาณยังคงมิได้เปลี่ยนแปลงใด ๆ ทุกคากล่าวและ การกระทาล้วนแฝงไว้ด้วยหลักการอันไร ้ที่สิ้นสุด”
“ส่วนเด็กน้อยผู้นี้มีตบะบารมีระดับเซียนขั้นสูงสุดแล้ว อีกทั้งการ รู ้แจ้งยังโดดเด่นกว่าผู้ใด หากให้นางและนายท่านสื่อสารกันผ่านทาง เสียงพิณ มิเท่ากับเร่งให้นางทะลวงพันธนาการ และก้าวสู่ระดับเทพ พิภพได้เร็วขึ้น เยี่ยงนั้นหรอกหรือ ? ”
“ตอนนี้ดูเหมือนว่าการจะได้รับการอภัยจากนายท่าน และปรับ ความเข้าใจกันอีกครั้ง จาเป็ นจะต้องเปลี่ยนแผนการเสียแล้ว……”
ผู้เฒ่าชุดด าจ้องเขม็งไปยังหนิงซู่ซู่ พลางครุ่นคิดถึงแผนการอยู่ ภายในใจ
เมื่อเสียงพิณของเย่ฉางชิงจางหายไปแล้ว เวลาก็ได้ผ่านพ้นไป ถึงสองเค่อ โดยมิทันรู ้ตัว
ส่วนหนิงซู่ซู่ก็ยังคงอยู่ในภวังค์ลึกลับ มิมีทีท่าว่าจะตื่นขึ้นแต่ อย่างใด
“มิสามารถปล่อยให้เด็กคนนี้รู ้แจ้งต่อไปได้อีก มิเช่นนั้นเป็ นไป ได้สูงว่านางจะต้องก้าวเข้าสู่ระดับเทพพิภพในเร็ว ๆ นี้เป็ นแน่”
ผู้เฒ่าชุดดาลังเลอยู่สักพัก ก่อนจะสะบัดแขนหนึ่งครั้ง เพื่อเก็บ กระดานหมากเฉียนคุนกลับเข้าไปในแหวนเก็บสมบัติ
จากนั้นปลาสีขาวและดาดูประหลาดสองตัวก็พลันว่ายวนรอบ กาย พร ้อมกับแผ่คลื่นแสงเป็ นชั้น ๆ ออกมา
“เด็กน้อย ตื่นเถอะมิเช่นนั้นเจ้าจะต้องเสียนายท่านไปตลอด กาล”
น้าเสียงของผู้เฒ่าชุดดาเรียบนิ่ง แต่กลับแฝงพลังอันลึกลับราว กับเสียงของสวรรค์ ดังขึ้นในโสตประสาทของหนิงซู่ซู่
อ๊ะ !
หนิงซู่ซู่ที่ยังคงอยู่ในภวังค์สะดุ้งน้อย ๆ พลันตื่นขึ้นมาในทันที
“ผู้อาวุโส……”
หนิงซู่ซู่ค่อย ๆ ลืมตาคู่งามขึ้น ภายในแววตาเปล่งประกาย ระยิบระยับออกมา ราวกับมีสัญลักษณ์มหามรรคาปรากฏอยู่อย่าง ริบหรี่
เมื่อนางมองเห็นผู้เฒ่าชุดดาที่อยู่มิไกลนัก จึงเผยสีหน้าสงสัย ออกมาอย่างอดมิได้
เพราะการรู ้แจ้งที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้ สาหรับผู้บาเพ็ญเพียรวิถี เซียนแล้ว นับว่าเป็ นวาสนาอันยิ่งใหญ่ที่มิอาจร ้องขอได้
ทว่าการที่ผู้เฒ่าชุดดาปลุกนางขึ้นมาในเวลานี้ จึงเป็ นสิ่งที่มิควร ทาอย่างยิ่ง
นางยอมรับว่าหากคนที่ปลุกนางมิใช่ผู้เฒ่าชุดดา แต่เป็ นคนอื่น ในนิกายกระบี่สวรรค์แล้วล่ะก็
คงจะมิใช่แค่รู ้สึกขุ่นเคือง แต่อาจจะต้องชักกระบี่ใส่กันเป็ นแน่
“เด็กน้อย เจ้ามิต้องมองข้าด้วยสายตาเช่นนั้น ข้ารู ้ดีว่าสาหรับ พวกเจ้าแล้ว การรู ้แจ้งเช่นนี้ถือเป็ นวาสนาสิ่งที่มิอาจร ้องขอที่ไหนได้ อีก”
ผู้เฒ่าชุดดามุมปากโค้งขึ้นเป็ นรอยยิ้มอ่อนโยน พลางเอ่ยอย่าง มั่นใจว่า “แต่ข้าขอรับประกันว่า หากเจ้าสามารถอยู่เคียงข้างนาย ท่านได้ โอกาสและวาสนาเช่นนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลา ทุกวินาที ถึงตอนนั้นบางทีเจ้าอาจจะเบื่อหน่ายการรู ้แจ้งเช่นนี้ไปเลยก็เป็ นได้”
“และการที่ข้าปลุกเจ้าในเวลานี้ เพียงแค่มิต้องการเห็นเจ้าก้าว เข้าสู่ระดับเทพพิภพแล้วถูกกฎของสวรรค์บูรพาฟาดฟันทัณฑ์ สวรรค์ใส่ สิ่งนี้หมายความเช่นไร ข้าคงมิต้องอธิบายหรอกกระมัง ? ”
“คือ……”
หนิงซู่ซู่มีสีหน้าเปลี่ยนไปและเอ่ยอันใดมิออกขึ้นมาทันที
“ผู้อาวุโส เป็ นผู้น้อยที่ความคิดตื้นเขินเกินไป ขอท่านได้โปรด อภัยให้ด้วยเจ้าค่ะ”
หลังจากนิ่งเงียบอยู่สักพัก หนิงซู่ซู่ก็ลุกขึ้นยืนพร ้อมกับประสาน มือคารวะให้แก่ผู้เฒ่าชุดด า
ผู้เฒ่าชุดด าหัวเราะเบา ๆ พร ้อมกับโบกมือไปมา “เจ้าคิดมาก เกินไปแล้ว ข้ามิได้ต าหนิเจ้า หากวันหน้าเจ้าและนายท่านได้อยู่ ด้วยกัน เพียงแค่เจ้ายังจาข้าได้เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว”
‘ได้อยู่ด้วยกัน ? ’
หนิงซู่ซู่ถึงกับนิ่งงัน ใบหน้าพลันแดงเรื่อ มีท่าทีเขินอายอย่าง มาก
เยี่ยงไรซะนางที่บาเพ็ญเพียรมาหลายพันปี นี่ถือเป็ นครั้งแรกที่ นางรู ้สึกชอบพอบุรุษเช่นนี้
“ผู้อาวุโส จากนี้ไปข้ายังต้องเล่นเพลงนี้ทุกเช ้าเย็นอยู่หรือไม่เจ้า คะ ? ”
หลังจากนิ่งไปสักพัก
ดวงตาของหนิงซู่ซู่ก็มีประกายประกายบางอย่างพาดผ่าน พร ้อม กับถามด้วยเสียงอ่อย ๆ
ผู้เฒ่าชุดดาครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้าเสียงนุ่มนวล ว่า “มิต้องแล้ว หากเจ้าและนายท่านยังคงสื่อสารกันผ่านเสียงพิณ ถึง
ตอนนั้นเกรงว่าแม้แต่ข้าก็คงมิอาจขวางมิให้เจ้าบรรลุตบะบารมีได้อีก แล้ว”
หนิงซู่ซู่ขมวดคิ้วน้อย ๆ แล้วเอ่ยถามต่อว่า “ถ้าเช่นนั้นผู้น้อย ควรท าเช่นไรต่อดีเจ้าคะ ? ”
ผู้เฒ่าชุดดาอดมิได้ที่จะยกมือขึ้นมาคลึงหว่างคิ้วของตนเอง และ หลังจากใคร่ครวญดูแล้วจึงได้เอ่ยว่า “เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน”
“ช่วงนี้ให้เจ้าหยุดไปก่อน รอผ่านไปอีกสักพักค่อยไปพบนาย ท่าน โดยอ้างว่าจะไปขอค าแนะน า”
ทว่าทันทีที่สิ้นเสียงของผู้เฒ่าชุดดา ก็มีเสียงพิณอันไพเราะที่ แฝงจิตแท้มหามรรคาดังขึ้น
ทาให้หนิงซู่ซู่ก็พลันสั่นเทาอีกครั้งอย่างห้ามมิได้ ไอพลังมหา มรรคาจาง ๆ แผ่ออกมาจากร่าง
เมื่อเห็นดังนั้นผู้เฒ่าชุดด าก็น ากระดานหมากเฉียนคุนออกมา อีกครั้งอย่างจนใจ ก่อนจะคลุมบนศีรษะของหนิงซู่ซู่เอาไว้
หลายวันผ่านไป
ระหว่างนี้มีสิ่งหนึ่งที่หนิงซู่ซู่และผู้เฒ่าชุดดามิเข้าใจ ก็คือ เมื่อห นิงซู่ซู่ได้ท าตามแผนการของผู้เฒ่าชุดด า โดยมิได้ดีดพิณอีก
ทว่าท่านเย่ที่เป็ นนายท่านของผู้เฒ่าชุดด า กลับเอาแต่เล่นเพลง นั้นซ้าไปซ้ามาวันละหลาย ๆ รอบ โดยที่มิมีผู้ใดสามารถเข้าใจได้
ดังนั้นผู้เฒ่าชุดดาจึงรู ้สึกไร ้ซึ่งหนทาง และต้องสละพลังของ ตนเองเพื่อวางค่ายกลโบราณเอาไว้บนยอดเขาสตรีหยก เพื่อป้ องกัน เสียงพิณ
วันนี้
ณ ยอดเขาสตรีหยก
“ผู้อาวุโสเจ้าคะ เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ผู้น้อยจะไปพบท่านเย่แล้ว นะเจ้าคะ”
รอบนอกของป่าไผ่
หนิงซู่ซู่ที่เปลี่ยนอาภรณ์ใหม่กลับยิ่งดูงดงามและโดดเด่นเป็ น อย่างมาก ขณะเอ่ยกับผู้เฒ่าชุดดาที่มีสีหน้าค่อนข้างซีดเซียว
ผู้เฒ่าชุดดาที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าฉีกยิ้มแห้ง ๆ ออกมา พร ้อมกับพยักหน้าให้นางเล็กน้อย
“ขอสารภาพตามตรง หากข้าต้องอดทนต่อไปอีกไม่กี่วัน เกรงว่า ข้าคงจะไร ้ซึ่งเรี่ยวแรงที่จะโคจรค่ายกลเฉียนคุนนี้แล้ว” ผู้เฒ่าชุดดา เอ่ยพร ้อมรอยยิ้มเศร ้า
หนิงซู่ซู่แค่เพียงค านับให้น้อย ๆ ก่อนจะเหาะไปทางยอดเขาที่เย่ ฉางชิงพ านักอยู่ในทันที
อีกด้านหนึ่ง
เย่ฉางชิงที่ต้องการจะรู ้แจ้งเคล็ดวิชาของวิถีดนตรีจากเพลงที่ห นิงซู่ซู่ดีด เวลานี้กลับรู ้สึกหงุดหงิดเป็ นอย่างมาก
‘ทั้ง ๆ ที่เขามั่นใจเป็ นอย่างมากและก็ได้ถามความคิดเห็นของ เจี้ยนอู๋เหินแล้ว พวกเขาต่างก็รู ้สึกว่าเพลงที่เขาดีดนั้นเหนือกว่าหนิง ซู่ซู่มากจริง ๆ ’
‘ทว่าสิ่งที่ทาให้เขามิเข้าใจ ก็คือ เขากลับมิสามารถรู ้แจ้งเคล็ด วิชาใด ๆ ได้เลย’
‘นี่มันเรื่องอะไรกัน ? ’
‘หรือว่าข้าจะมิมีคุณสมบัติในวิถีดนตรีจริง ๆ เยี่ยงนั้นหรือ ? ’
‘อืม ! ’
‘คงจะเป็ นเช่นนั้น ! ’
‘แล้วเหตุใดเพลงที่ข้าเล่น ยังเหนือชั้นกว่าบรรพจารย์ของนิกาย กระบี่สวรรค์ท่านนั้นได้เล่า ? ’
‘รู ้สึกงงงวยจริง ๆ ! ’
‘ผู้ใดสามารถอธิบายให้ข้าฟังได้บ้าง ! ’
ระหว่างที่เย่ฉางชิงนั่งดื่มสุราและทอดถอนใจอยู่ในศาลาเพียง ลาพังนั้น
จู่ ๆ เจี้ยนอู๋เหินที่ช่วงนี้นั่งบาเพ็ญเพียรอยู่ด้านนอกลาน ก็ได้เดิน เข้ามาอย่างเร่งรีบพร ้อมรอยยิ้มกว้าง
“ท่านเย่ ท่านบรรพจารย์หนิงมาขอพบขอรับ นางแจ้งว่าต้องการ ขอคาชี้แนะเกี่ยวกับปัญหาด้านดนตรีขอรับ ? ” ดวงตาของเจี้ยนอู๋ เหินเปล่งประกายที่มีเลศนัยออกมา พลางคารวะและเอ่ยขึ้น
‘ท่านบรรพจารย์หนิง ? ’
‘บรรพจารย์ที่ชื่นชอบข้า และบารุงร่างกายให้ดูราวกับสาวน้อยผู้ นั้นน่ะหรือ ? ’
‘อีกทั้งยังบาเพ็ญเพียรวิถีดนตรีอีกด้วย’
‘เช่นนี้หรือว่าข้าจะลองเลียบ ๆ เคียง ๆ ถามนางเกี่ยวกับปัญหา ในด้านวิถีดนตรีดู ? ’
‘อืม ! ’
‘เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน ! ’
เมื่อคิดได้ดังนั้น ความหงุดหงิดบนใบหน้าของเย่ฉางชิงก็มลาย หายไป และเอ่ยขึ้นทันทีว่า “เชิญ ! ”