เกิดใหม่เป็นยอดดวงใจขุนนางจอมโฉด - ตอนที่ 10 ผู้บัญชาการใหญ่มาแล้ว
นางเอาแต่ใจอย่างนั้นรึ นางแข่งกับหลินหว่านเอ๋อร์อย่างนั้นรึ นางไม่รอเขาอยู่บนรถม้าแต่โดยดีอย่างนั้นรึ
เขานี่มันลืมง่ายดายเสียจริง ลืมแม้กระทั่งตัวเองทำอะไรไปบ้าง!
นางไม่เคยแข่งกับหลินหว่านเอ๋อร์ เป็นพวกเขาสองคนที่จะเอาอันนั้น จะเอาอันนี้ เอาแล้วเอาอีกไม่หยุด
ลู่หลิงเซียวขมวดคิ้วเอ่ย “เจ้ามองข้าเช่นนี้เพื่อการใด หรือว่าข้าพูดผิด หว่านเอ๋อร์อุตส่าห์เป็นห่วงเจ้ามาตลอดทาง เร่งให้ข้ารีบไปตามหาเจ้า”
เมิ่งเชียนเชียนแววตาเย็นเยียบ มองเขาอย่างไร้ความอ่อนโยนแม้แต่น้อย
หลังจากเขาเอ่ยประโยคนั้นออกมา แววตาคมกริบของนางราวกับกระบี่คมทิ่มแทงลงกลางใจเขา
เขาพลันชะงักงัน
“ท่านเขย! ท่านหยุดพูดเสียที!”
ปั้นซย่าฟังต่อไปไม่ไหวแล้ว
คุณหนูของนางเปียกฝนจนสภาพนี้ ท่านเขยไม่โทษนางปีศาจจิ้งจอกนั่นที่ลักพาตัวท่านเขยไป กลับคิดว่าเป็นความผิดของคุณหนูอีก
คุณหนูผิดตรงไหนกัน
ท่านเขยทำเกินไปแล้ว!
ปั้นซย่าไม่สนใจว่าอยู่ข้างนอก นางถอดเสื้อคลุมของตัวเองมาคลุมให้เมิ่งเชียนเชียนที่ร่างกายเย็นเฉียบไปหมด
สารถีอู่เกอร์เก็บห่อผ้าขึ้นจากพื้น ก่อนกางร่มบังเหนือศีรษะเมิ่งเชียนเชียน
“ให้ข้าเถอะ” ปั้นซย่าสะอื้นคว้าร่มมา ก่อนพยุงเมิ่งเชียนเชียนเข้าไปในจวน
สารถีกัดฟันกรอด เอ่ยกับลู่หลิงเซียวว่า “คุณชายใหญ่ วันนี้ต่อให้ท่านตีบ่าวตาย บ่าวก็ยังจะพูดอยู่ดี! งานเลี้ยงจวนผู้บัญชาการประจำนครหลวง ท่านพาสตรีอื่นนั่งรถม้าของฮูหยินน้อย เดิมทีก็เป็นความผิดของท่านแล้ว! ท่านยังจะทิ้งฮูหยินน้อยไว้ แล้วหายไปตั้งหนึ่งชั่วยามกว่าอีก ฮูหยินน้อยรออยู่ในรถม้าตลอด บ่นสักคำยังไม่มี! ต่อมาฝนตกหนัก ร่มก็ถูกท่านเอาไปด้วยแล้ว…ฮูหยินน้อยฝ่าฝนไปหาท่านที่ร้านผ้า ท่านกลับดีนัก ไม่รู้เดินไปที่ใดแล้ว บอกสักคำก็ไม่มี”
“ฮูหยินน้อยเป็นห่วงท่าน จึงได้ฝ่าฝนไปตามหาท่าน!”
ประโยคสุดท้ายเป็นความเห็นของอู่เกอร์เอง
อย่างไรเสียก็ต้องถูกขับไล่ออกจากจวนอยู่แล้ว คำพูดแค่ไม่กี่คำนี้คงไม่เป็นไรหรอก สารถีตัดสินใจแน่วแน่ เสี่ยงพูดออกไป!
“ฝนตกหนักเพียงนี้ อาภรณ์ย่อมเปียกชุ่มอยู่แล้ว จึงได้ไปซื้อตัวใหม่ ทะ…ท่านปรักปรำฮูหยินน้อยแล้ว!”
ลู่หลิงเซียวถูกสารถีว่ากล่าวจนพูดไม่ออก
เขาทอดมองเมิ่งเชียนเชียนที่หายลับไปในสายฝน แววตามีประกายซับซ้อนวาบผ่าน
เมิ่งเชียนเชียนกับปั้นซย่ากลับมาถึงเรือนไห่ถัง
“แม่นมหลี่!”
ปั้นซย่าแทบจะใช้ไหล่กระแทกประตูห้องเปิด
แม่นมหลี่ตกใจยกใหญ่ เห็นเมิ่งเชียนเชียนเนื้อตัวเปียกโชก หนาวสั่นจนแทบจะไร้ความรู้สึก นางรีบเดินมาหาสองสามก้าว ดึงคนมากอดไว้
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับคุณหนู”
“ไม่รู้เจ้าค่ะ…ฮือออ”
ปั้นซย่าปวดใจจนกลั้นเสียงร่ำไห้ไม่อยู่
แม่นมหลี่ขอบตาแดงก่ำขึ้นมาโดยพลัน
ตระกูลเมิ่งอยู่ที่ชิงโจวก็นับว่าเป็นตระกูลใหญ่ ต่อให้เป็นตระกูลวาณิช แต่คุณหนูของนางเติบโตมาด้วยความทะนุถนอมของผู้อาวุโสในบ้าน เคยประสบเรื่องร้ายพรรค์ที่ไหน
“ท่านเขยเล่า”
“ท่านเขยอยู่กับปีศาจจิ้งจอก…ท่านเขยทำเกินไปแล้ว…”
ปั้นซย่าร้องไห้เสียจนหายใจไม่ทัน
แม่นมหลี่เอ่ยว่า “ไม่ต้องร้อง รีบให้ครัวเล็กต้มน้ำร้อนกับน้ำขิง แล้วก็เอาโถน้ำร้อนมาสองสามใบ ถ่านด้วยนะ!”
ปั้นซย่าไปทั้งน้ำตา
แม่นมหลี่ประคองเมิ่งเชียนเชียนมานั่งบนม้านั่ง ก่อนจะถอดอาภรณ์เปียกชุ่มของเมิ่งเชียนเชียนออก “ตกน้ำเมื่อคราก่อน หมอก็บอกแล้วว่าคุณหนูห้ามได้รับความเย็นอีก...”
เมิ่งเชียนเชียนใช้มือถือร่มมาตลอดทาง มือแข็งจนกางไม่ออกแล้ว
แม่นมหลี่นวดอยู่นาน จึงค่อยๆ คลายนิ้วแข็งทื่อของนางออกได้
ทว่าเมื่อแม่นมหลี่ถอดรองเท้าที่เต็มไปด้วยน้ำเจือโลหิตของเมิ่งเชียนเชียนออกนั้น ก็ทนต่อไปไม่ไหว เบนหน้าหนีร้องไห้ขึ้นมา
เมิ่งเชียนเชียน “แม่นม”
แม่นมหลี่เช็ดน้ำตา เงยหน้าขึ้นมองนางทั้งขอบตาแดงก่ำ “เจ้าคะ คุณหนู!”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยอย่างราบเรียบ “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หยุดให้ค่าใช้จ่ายประจำเดือนของเรือนซงจู๋กับเรือนเฟิง”
แม่นมหลี่เอ่ย “เรือนเฟิงเป็นเรือนของแม่นางหลิน หยุดให้นางนั้นไม่เป็นไร แต่เรือนซงจู๋เป็นของท่านเขย คุณหนูจะตัดค่าใช้จ่ายของท่านเขยไปด้วยหรือเจ้าคะ”
เมิ่งเชียนเชียนไม่หยุดคิดแม้แต่น้อย “ตัด”
เมิ่งเชียนเชียนอาบน้ำอุ่น เปลี่ยนเป็นอาภรณ์สะอาด กอดโถน้ำร้อน นอนอยู่บนเตียงนุ่ม
ครั้นแม่นมหลี่ยกน้ำขิงถ้วยหนึ่งออกมาจากครัวเล็ก เมิ่งเชียนเชียนก็หลับไปแล้ว
ปั้นซย่านั่งเฝ้านางอยู่ข้างเตียง
แม่นมหลี่ยื่นน้ำขิงให้ปั้นซย่า ก่อนเอ่ยเสียงเบาว่า “เจ้าก็ดื่มสักถ้วย เดี๋ยวเป็นหวัด”
คนสนิทข้างกายคุณหนูเดิมทีก็มีไม่มาก นางกับปั้นซย่าจะล้มป่วยไปอีกคนไม่ได้เด็ดขาด
ปั้นซย่าสูดน้ำมูก รับน้ำขิงมาดื่ม
แม่นมหลี่เห็นขนมในจาน จึงถามว่า “คุณหนูไม่ทานอะไรเลยหรือ”
ปั้นซย่าส่ายหน้า “คุณหนูบอกว่ากินไม่ลงเจ้าค่ะ”
ทั้งสองไม่ได้รู้ในสิ่งที่เมิ่งเชียนเชียนเจอมาระหว่างทาง พวกนางนึกว่าเมิ่งเชียนเชียนเดินหลงเพราะตามหาลู่หลิงเซียว
“ใครจะไปกินลง” แม่นมหลี่ถอนหายใจ เอ่ยกับปั้นซย่าว่า “เจ้าก็เหนื่อยแล้ว ไปพักสักเดี๋ยว ข้าเฝ้าก็พอ”
ปั้นซย่าไม่อยากไป
“รีบไปสิ”
แม่นมหลี่ไล่ปั้นซย่าไปแล้ว
นางก็นั่งอยู่สักพัก ก่อนจะเปลี่ยนโถน้ำร้อนให้เมิ่งเชียนเชียน เหน็บมุมผ้าห่มให้เรียบร้อย
เมิ่งเชียนเชียนหลับครานี้ไม่ค่อยสบายนัก
นางฝันร้ายอีกแล้ว
ชั่วขณะก่อนนางเหยียบย่างลงในทะเลสาบอันเหน็บหนาวเสียดกระดูก ลืมตามากลับพบว่าอยู่ท่ามกลางกองเพลิงลุกโหม เปลวเพลิงยักษ์ทะยานเสียดฟ้า นอกห้องมีแต่เสียงร้องโหยหวนเดี๋ยวดังเดี๋ยวเบา
นางถูกซ่อนอยู่ในโอ่งน้ำ ร่างสูงใหญ่สายหนึ่งขวางกั้นเปลวเพลิงที่กำลังพุ่งมา
เมิ่งเชียนเชียนสะดุ้งลุกพรวดขึ้น พบว่าม้านั่งข้างเตียงมีคนคนหนึ่งนั่งอยู่
อาภรณ์สีม่วงตลอดร่าง ศีรษะเกล้าด้วยกวานม่วง ผิวพรรณขาวซีดดั่งกระดูก ดวงตาเรียวยาวประดับยิ้มเกียจคร้าน มุมปากหยักยกขึ้นเล็กน้อย
เมิ่งเชียนเชียนมีประกายตกตะลึงวาบผ่าน ทว่าเพียงแค่ชั่วครู่เท่านั้น ก็กลับมาราบเรียบดั่งบ่อน้ำโบราณ
“เจ้ากลัวข้ารึ”
“ผู้บัญชาการใหญ่มีพลานุภาพสยบใต้หล้า ชื่อเสียงขจรไกลชวนให้ยำเกรง ผู้น้อยจะไม่กลัวได้หรือ ไม่ทราบว่าผู้บัญชาการใหญ่มาเยือนยามวิกาล มีเรื่องใดหรือ”
เรื่องที่เมิ่งเชียนเชียนเรียกตำแหน่งเขาถูกนั้น ลู่หยวนไม่ได้แปลกใจ ก็เหมือนกับที่เขาสามารถสืบเจอว่านางเป็นคนตระกูลลู่ เมิ่งเชียนเชียนก็ไม่แปลกใจเช่นกัน
หากเขาไม่มีปัญญากระทำแม้แต่เรื่องนี้ คงไม่ใช่ผู้บัญชาการใหญ่ที่ควบคุมราชสำนักไว้ในมือ
ส่วนการบุกห้องนอนนางยามวิกาลนั้น ชายหญิงอยู่ด้วยกันตามลำพังสองต่อสอง สำหรับผู้บัญชาการใหญ่นอกรีตผู้นี้ เกรงว่าคงไม่ถือว่าเป็นการกระทำที่อะไร
ลู่หยวนคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มเอ่ยว่า “เจ้าดึงแขนเสื้อข้าเรียกท่านพ่ออยู่ทั้งคืน ข้าแทบอยากไปสืบแล้วว่า เคยมีบุตรสาวที่โตเยี่ยงเจ้าตั้งแต่เมื่อใด”
เมิ่งเชียนเชียนก้มหน้าลงมอง ก่อนรีบปล่อยแขนเสื้อสีม่วงที่กำไว้แน่น
ลู่หยวนสะบัดแขนเสื้อกว้าง คว้าตะกร้าใบหนึ่งที่วางไว้บนขานางขึ้นมาจากด้านหลัง
ในตะกร้ามีทารกหญิงตัวน้อยนอนอยู่ ลืมตากลมโตดั่งองุ่นดำ กำลังอมนิ้วมือเล่น น่ารักน่าชังยิ่งนัก
เมิ่งเชียนเชียนกะพริบตาปริบๆ
ลู่หยวนเอ่ย “ป้อนนม”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ย “ข้าไม่มีน้ำนม”
ลู่หยวนส่งสายตาให้นางทำนองว่า ‘ข้าไม่ได้โง่’ ก่อนรื้อหาถุงหนังบรรจุนมแพะอุ่นๆ ออกมาจากห่อผ้าอ้อม
เมิ่งเชียนเชียนค่อนข้างเวียนศีรษะ เจ็บคอดั่งไฟเผา
นางเอ่ยกับลู่หยวนว่า “ข้าเป็นไข้จากลมหนาว ติดหวัดกันได้”
เด็กเล็กเพียงนี้ ไข้หวัดอันตรายต่อนางยิ่ง
ลู่หยวนเอ่ยอย่างไม่ยี่หระ “อย่างไรเสียนางไม่กินก็หิวตายอยู่แล้ว จะหิวตายหรือป่วยตาย ก็ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ดี”
ใครให้ท่านฆ่าแม่นมของนางทิ้งกันเล่า
เมิ่งเชียนเชียนถามว่า “หากนางไม่กินอยู่ดีเล่า”
ลู่หยวนหัวเราะอย่างเอ้อระเหย “เช่นนั้นก็ฆ่าเจ้าไปด้วยเลย”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยอย่างรู้จักสถานการณ์ “ขอช้อนให้ข้าสักคัน”
ลู่หยวนยิ้มเย็น “เจ้ากำลังใช้งานข้า?”
เมิ่งเชียนเชียนครุ่นคิด เอ่ยว่า “ขอท่านผู้บัญชาการใหญ่โปรดประทานช้อนให้ด้วยเจ้าค่ะ”