เกิดใหม่เป็นยอดดวงใจขุนนางจอมโฉด - ตอนที่ 9 ตัวตนเปิดเผย
ลู่หลิงเซียวชะงัก
ลู่สิงโจวที่อยู่ข้างๆ มึนงงไปแล้ว
เจ้าเด็กนี่ทำอะไรไม่ทำ ดันพาสตรีนางนี้มาร่วมงานเลี้ยงของจวนผู้บัญชาการใหญ่
ครานี้จะยอมรับคงไม่ได้ ไม่ยอมรับก็ไม่ได้อีก
หากไม่ยอมรับ บุตรชายพาอนุมาร่วมงานเลี้ยง เหมาะสมที่ไหนกัน
แต่หากยอมรับ…
ไม่รอให้ลู่สิงโจวคิดหาวิธีที่สมบูรณ์แบบ ลู่หยวนก็เปลี่ยนเรื่องเสียแล้ว เขายิ้มจางๆ “จะว่าไปแล้ว เป่ยเหลียงเป็นภัยมหันต์ของต้าโจวเรา การเอาชนะเป่ยเหลียงในครั้งนี้ แม่ทัพลู่มีผลงานใหญ่หลวง ข้าเองก็ชื่นชมแม่ทัพลู่อยู่มากทีเดียว”
“ผู้บัญชาการใหญ่ยกย่องกันเกินไปแล้ว” ลู่สิงโจวสีหน้าคลายลง ก่อนส่งสายตาให้บุตรชาย
ลู่หลิงเซียวประสานมือให้อย่างไม่เต็มใจ พลางเอ่ยนิ่งๆ ว่า “ครานี้เป็นความดีความชอบของเหล่าทหารชายแดนทุกคน หลิงเซียวเพียงแค่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด มิกล้ารับความดีความชอบหรอกขอรับ”
ลู่หยวนยิ้มแฝงความนัย “ใต้เท้าลู่ ท่านมีบุตรชายดี”
ครั้นลู่หยวนเดินไปแล้ว ลู่สิงโจวก็เอ่ยกับบุตรชายว่า “เจ้าตามข้าออกมา!”
สองพ่อลูกมายังลานเรือน ยามนี้ผู้คนต่างอยู่ประจำที่นั่งกันหมด ไม่มีผู้ใดสนใจทางนี้
ลู่สิงโจวถามเสียงขรึมว่า “เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ข้าถามเจ้าหน่อย เชียนเชียนเล่า”
ลู่หลิงเซียวเอ่ย “ใครจะไปรู้ว่านางไปที่ใด ข้าให้นางรออยู่ในรถม้าสักครู่ พริบตาเดียวนางก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว ข้าตามหานางอยู่นาน นึกว่านางโกรธข้า แล้วล่วงหน้ามางานเลี้ยงก่อนเสียอีก ส่วนหว่านเอ๋อร์ นางแค่ติดรถไปซื้อผ้ามาตัดอาภรณ์ ไม่มีใครคาดคิดว่าจู่ๆ ฝนจะตก ซ้ำยังตกหนักเพียงนี้ด้วย ทิ้งนางอยู่ข้างนอกคนเดียวข้าไม่วางใจ”
ลู่สิงโจวถลึงตาใส่บุตรชายอย่างไม่สบอารมณ์ต่อความไม่เอาถ่านของเขา “แล้วทิ้งภรรยาตัวเองไว้ข้างนอกเจ้าวางใจหรือ หากเชียนเชียนเป็นอะไรขึ้นมา ชาวบ้านคงรู้กันหมดแล้วว่าวันนี้เจ้าพาเมียน้อยนอกสมรถมาร่วมงานเลี้ยงของผู้บัญชาการใหญ่!”
ลู่หลิงเซียวสีหน้าจริงจังเอ่ยว่า “ท่านพ่อ หว่านเอ๋อร์มิใช่เมียนอกสมรส”
ลู่สิงโจวเอ่ยเสียงเย็น “เจ้าหุบปาก!”
ลู่หลิงเซียวข่มถ้อยคำโต้แย้งเอาไว้ เอ่ยว่า “บางที…นางอาจจะอยู่ระหว่างทางแล้ว นางเป็นฮูหยินน้อยตระกูลลู่ ไม่มีผู้ใดในเมืองหลวงกล้าแตะต้องนางหรอก”
“ทางที่ดีขอให้เป็นเช่นนั้น!”
ลู่สิงโจวเอ่ยเสียงเย็นจบ ก็เรียกผู้ติดตามมา ให้เขารีบไปตามหาเมิ่งเชียนเชียน
“เจ้าก็ไปด้วย”
ลู่สิงโจวเอ่ยกับบุตรชาย “ข้าจะบอกผู้บัญชาการใหญ่ว่า เจ้ากลับไปดูแลแม่เจ้า”
ลู่หลิงเซียวรู้ตัวว่าผิด จึงพยักหน้า
ทั้งคู่กลับเข้ามาในงานเลี้ยง
ทว่าเพียงแค่ช่วงระยะเวลาสนทนาสั้นๆ หลินหว่านเอ๋อร์ก็ถูกสตรีตระกูลอื่นห้อมล้อมเอาไว้แล้ว แต่ละคนพากันเรียกลู่ฮูหยินกันใหญ่
ส่วนลี่ว์หลัวก็เปลี่ยนคำเรียกจากคุณหนูของข้าเป็นฮูหยินของข้าแทน
ฮูหยินนางหนึ่งดึงมือหลินหว่านเอ๋อร์มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ
ทันใดนั้น นางก็ลูบเจอรอยแผลเป็นบนมือซ้ายของหลินหว่านเอ๋อร์จึงถามว่า “ลู่ฮูหยิน มือท่านเป็นอะไรหรือ”
ลี่ว์หลัวจึงเอ่ยว่า “ฮูหยินของข้าถูกธนูหลิวเจี้ยนยิงบาดเจ็บเพื่อช่วยชีวิตคุณชายใหญ่ ท่านคงไม่รู้ว่าตอนนั้นอันตรายเพียงใด หากเบี้ยวอีกเพียงครึ่งชุ่น[1]มือของฮูหยินคงใช้การมิได้แล้ว!”
“พวกเจ้าเจอนักฆ่าเข้าหรือ”
“ที่เมืองหลวงแห่งนี้ นักฆ่าอะไรใช้ธนูหลิวเจี้ยนเป็นด้วย นั่นมันใช้กับศึกสงครามชายแดน”
หลินหว่านเอ๋อร์รีบดึงมือกลับ
ลี่ว์หลัวหุบปาก
ลู่หลิงเซียวเร่งฝีเท้าเดินมาหา “ฮูหยินทุกท่าน มารดาข้าไม่สบาย พวกเราขอตัวก่อน”
เอ่ยจบ เขาก็รีบพาหลินหว่านเอ๋อร์กับลี่ว์หลัวจากไป
ไหนเลยจะรู้เพิ่งมาถึงหน้าประตู ก็เจอเข้ากับนายทหารคนหนึ่งที่กลับมาจากชายแดนพอดี
“แม่ทัพลู่! เอ๋? ลี่ว์หลัว? เจ้าก็มาด้วยหรือ!”
“ข้า…”
“นี่คงเป็นแม่นางหลินกระมัง สวมผ้าคลุมหน้าข้าเกือบจำไม่ได้! โอ๊ยยย ตีข้าทำไม”
บรรดาฮูหยินพากันหูผึ่ง
แม่นางหลิน?
ฮูหยินน้อยตระกูลลู่…แซ่เมิ่งนะ!
บนรถม้าระหว่างทางกลับ
ลู่หลิงเซียวสีหน้าเคร่งขรึม
หลินหว่านเอ๋อร์กระตุกแขนเสื้อลู่หลิงเซียว ใช้ภาษามือสื่อว่า : ขอโทษนะ ต้องโทษข้า ข้าสร้างปัญหาให้ท่านใช่หรือไม่
ลู่หลิงเซียวกุมมือหลินหว่านเอ๋อร์ เอ่ยเสียงนุ่มว่า “หว่านเอ๋อร์ไม่ต้องกังวล ข้าจัดการได้”
หลินหว่านเอ๋อร์เงียบไป
ลู่หลิงเซียวถามว่า “หว่านเอ๋อร์รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ?”
หลินหว่านเอ๋อร์ส่ายหน้า ทำมือว่า : ข้าเป็นห่วงฮูหยินน้อย จะเกิดเรื่องกับนางหรือไม่
ลี่ว์หลัวแค่นเสียงเอ่ยว่า “คุณหนู ฮูหยินน้อยไม่มีทางเป็นอะไรหรอกเจ้าค่ะ ไม่แน่นะ นางอาจกลับตระกูลลู่ไปตั้งนานแล้วก็ได้ ทำพวกเราร้อนใจกันเสียเปล่า!”
หลินหว่านเอ๋อร์ผลักลู่หลิงเซียว
ลู่หลิงเซียวเอ่ย “เอาล่ะๆๆ ข้าจะไปตามหา ข้าขอส่งเจ้ากลับตระกูลลู่ก่อน”
ทว่า ลู่หลิงเซียวรู้สึกว่าถ้อยคำของลี่ว์หลัวใช่ว่าจะไร้เหตุผล ไม่แน่ว่าเมิ่งเชียนเชียนอาจจะกลับไปแล้วจริงๆ ก็ได้
ไม่เช่นนั้นนางจะไปไหนได้อีก
หลังจากลงรถม้า ลู่หลิงเซียวก็ประคองหลินหว่านเอ๋อร์ขึ้นบันได กำลังจะเคาะประตู ประตูใหญ่ก็เปิดออกจากด้านใน
ปั้นซย่าตะลึงมองท่านเขยกับนางปีศาจจิ้งจอกที่กอดประคองกันแนบแน่น เลือดลมพลันขึ้นหน้า “ท่านเขย!”
“คุณหนูของข้าล่ะ?”
“คุณหนูของเจ้าล่ะ?”
ทั้งคู่เอ่ยขึ้นพร้อมกัน
ปั้นซย่ากระทืบเท้า “ข้ายังอยากถามท่านเขยอยู่เลย! คุณหนูของข้าไปที่ใดแล้ว”
ปั้นซย่าหาลู่หลิงเซียวไม่เจอ จึงกลับไปที่ร้านผ้าด้วยกันกับอู่เกอร์ เถ้าแก่ร้านผ้าบอกว่าคุณหนูมายืมร่มก็ไปเลย
ที่นั่นอยู่ห่างจากจวนผู้บัญชาการประจำนครหลวงมาก ซ้ำคุณหนูไม่มีรถม้า คงไม่มีทางไปร่วมงานเลี้ยงเองได้
พวกนางรีบกลับตระกูลลู่เพื่อดูว่าคุณหนูกลับมาหรือยัง หากยังพวกนางจะได้ตามคนในจวนจำนวนหนึ่งออกไปตามหา
“คุณหนูของเจ้ามิได้อยู่ด้วยกันกับเจ้าหรอกรึ”
ทีนี้ลู่หลิงเซียวชักจะกังวลขึ้นมาบ้างแล้ว
แม้เขาจะไม่ได้รักเมิ่งเชียนเชียน แต่อย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นภรรยาเขา และเป็นผู้บริสุทธิ์ เขาไม่อยากให้อีกฝ่ายเป็นอะไรไป
ในขณะนั้นเอง เงาร่างอรชรสายหนึ่ง ถือร่มกระดาษน้ำมันที่พังแล้ว เดินโงนเงนมาท่ามกลางสายฝน
ฝนเทกระหน่ำใส่บ่าอันผอมบางของนางไม่ขาดสาย นางเปียกชุ่มไปทั้งตัว แม้แต่ข้อต่อกระดูกยังคล้ายจะถูกไอเย็นแทรกซึมไปด้วย
อู่เกอร์ตะโกนขึ้นเสียงดัง “ฮูหยินน้อย!”
ปั้นซย่าสีหน้าพลันเปลี่ยน “คุณหนู!”
ทั้งคู่พุ่งออกไปหา
ลู่หลิงเซียวหน้าทะมึน กางร่มมาหยุดตรงหน้าเมิ่งเชียนเชียน ถามว่า “ให้เจ้ารออยู่ในรถม้ามิใช่หรือ กลับมาก็หายไปแล้ว เจ้าไปไหนมา”
เมิ่งเชียนเชียนหนาวจนแข็งไปทั้งตัวแล้ว แม้แต่ข้างแก้ม ริมฝีปากและลิ้นก็แข็งชา
นางมองเขาอย่างเย็นชา
ลู่หลิงเซียวพบว่านางไม่ได้สวมใส่อาภรณ์ชุดเดิมยามออกจากบ้าน เขาหันมองห่อผ้าที่ตกอยู่บนพื้น สีหน้ายิ่งเย็นชากว่าเดิม
“เจ้าไปซื้อเสื้อผ้ามา? หว่านเอ๋อร์ซื้อ เจ้าก็ซื้อ…จะต้องแข่งกับหว่านเอ๋อร์ไปเสียทุกเรื่องเลย? ปกติไม่รู้ความก็แล้วไปเถิด นี่ยังจะเอาแต่ใจในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้อีกรึ”
[1] ชุ่น (หน่วยวัด) นิ้ว