เกิดใหม่เป็นยอดดวงใจขุนนางจอมโฉด - ตอนที่ 11 กลายเป็นยาจก
ผู้บัญชาการใหญ่สุดท้ายก็ไปหยิบช้อนสะอาดจากโต๊ะแปดเซียนมา ‘ประทาน’ ให้นาง
เมิ่งเชียนเชียนอุ้มเจ้าหนูน้อยเข้าสู่อ้อมแขน พับผ้าสะอาดมารองใต้คางของนาง จากนั้นใช้ฝั่งด้ามจับของช้อนกระเบื้องค่อยๆ ป้อนให้นางช้าๆ
เจ้าหนูน้อยอ้าปากเล็กๆ ออก งับกินเหมือนแทบอดรนทนไม่ไหวแล้ว
ลู่หยวนเห็นเจ้าหนูน้อยกินจริงๆ ดวงตาเรียวยาวจึงหรี่ลงเล็กน้อย คล้ายค่อนข้างประหลาดใจ
“เคยเลี้ยงเด็กรึ”
เขาถามอย่างไม่ใคร่ใส่ใจนัก
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ย “ที่บ้านมีน้องชายคนหนึ่ง”
ลู่หยวนยกสองมือขึ้นกอดอก มองนางอย่างเกียจคร้าน “น้องชายเจ้าเมิ่งหล่าง อายุน้อยกว่าเจ้าแค่ปีเดียว”
นึกไม่ถึงว่าเขาจะเรียกชื่อน้องชายนางออกมาได้ถูกต้องแม่นยำ เกรงว่าลู่หลิงเซียวสามีนางยังไม่รู้ดีเท่าเขาเลยด้วยซ้ำ
มาคิดๆ ดูก็ไม่แปลก ผ่านไปไม่ทันจะครบวันเท่านั้น แต่บุรุษเหี้ยมที่สุดในใต้หล้าคนนี้สามารถพาเด็กมาหานางกลางดึกกลางดื่นได้ คงจะสืบไปถึงบรรพบุรุษของนางสิบแปดโคตรแล้วแน่ๆ
“ญาติผู้น้องเจ้าค่ะ” เมิ่งเชียนเชียนเอ่ย
“ญาติผู้น้องก็ให้เจ้าเลี้ยง?”
“ข้ายินดีเลี้ยง”
เจ้าหนูน้อยดูดจุ๊บๆ อย่างเอร็ดอร่อย เดี๋ยวมองลู่หยวน เดี๋ยวมองเมิ่งเชียนเชียน ท่าทางเหมือนกำลังฟังพวกเขาสนทนากัน
เมิ่งเชียนเชียนสบเข้ากับดวงตากลมโตดำสนิทของแม่หนูน้อย ก่อนเอ่ยว่า “เด็กคนนี้ดูก็รู้แล้วว่ายังไม่เต็มขวบดี”
ลู่หยวนหยักยกมุมปาก เอ่ยอย่างเย่อหยิ่งว่า “ข้าจะให้นางเต็มขวบ นางก็เต็มขวบ”
ก็จริง ชี้กวางเป็นม้า ไม่ใช่ท่านแล้วเป็นผู้ใด
เมิ่งเชียนเชียนไม่เอ่ยอะไรอีก ตั้งใจป้อนนมเด็กน้อย
ลู่หยวนนั่งบนม้านั่งไร้พนัก ทั้งไม่มีที่ให้พิง ทั้งไม่มีที่รองเท้า ไม่สบายตัวยิ่ง ความเย็นเยียบและรำคาญใจแผ่กำจายออกมาจากตัวเขา
เห็นได้ชัดว่าเขากำลังอดกลั้นสุดกำลัง
ในเมืองหลวงคงไม่มีผู้ใดคาดคิดว่า ผู้บัญชาการใหญ่ที่น่าเกรงขามจะมีวันที่ถูกเจ้าก้อนนมน้อยคนหนึ่งทำให้ต้องอดกลั้นจนระบายโทสะไม่ได้
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด ในที่สุดแม่หนูน้อยก็กินอิ่ม เรอออกมาสองหน เชิดหน้าน้อยๆ ขึ้น ผล็อยหลับไปอย่างวางมาดสุดจะเปรียบ
ระหว่างนั้น เมิ่งเชียนเชียนกับผู้บัญชาการใหญ่ไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องที่คนตระกูลลู่ไปร่วมงานเลี้ยงหยิบของเสี่ยงทายเลย
พวกเขาสองคน คนหนึ่งไม่สนใจ อีกคนไม่แยแส
เมิ่งเชียนเชียนไม่รู้ว่าตัวเองผล็อยหลับไปตั้งแต่เมื่อใด ครั้นตื่นมาก็เป็นเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น ผู้บัญชาการใหญ่กับแม่หนูน้อยไม่อยู่นานแล้ว
หากมิใช่ในอ้อมอกตนยังเหลือกลิ่นนมจางๆ นางคงนึกว่าสองพ่อลูกคู่นั้นไม่เคยมาเยือนมาก่อน
นางเป็นไข้หวัดจากลมหนาว จึงไม่ไปคารวะเหล่าฮูหยิน รั้งอยู่ที่เรือนไห่ถังพักรักษาตัวเพียงลำพัง
แม่นมหลี่ต้มรังนกมาให้นาง
นางกำลังกินอยู่ แม่บ้านดูแลเรือนเฟิงก็มาหา
ที่แท้ ก็เป็นเรื่องผ้าหลายพับที่หลินหว่านเอ๋อร์เลือกซื้อเมื่อวาน ให้คนเอามาส่งที่จวน
คนเขาเอามาส่งให้ตั้งแต่เช้าตรู่ กำลังรอคิดเงินอยู่ที่จวน
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ย “ให้นางจ่ายเอง มาหาข้าเพื่อการใด มิใช่ผ้าที่ข้าซื้อเสียหน่อย”
แม่บ้านเฉียนตกตะลึงยิ่ง
เห็นนางยังไม่ไป เมิ่งเชียนเชียนจึงถามว่า “ยังมีธุระอีกรึ”
แม่บ้านเฉียนได้สติขึ้นมา เอ่ยอย่างสับสนไม่แน่ใจว่า “มีอีกเรื่องจริงๆ เจ้าค่ะ ทางเรือนเฟิงต้องกินรังนกแดงวันละถ้วย ให้แม่นางหลินกินบำรุงครรภ์ แต่รังนกแดงในจวนพวกเรามีจำนวนที่แน่นอน กินเท่าใด ก็ไปเอาที่ห้องคลังเท่านั้น วันนี้ลี่ว์หลัวไปเอา แต่ไม่ได้”
นางเอ่ยพลางจงใจมองแม่นมหลี่แวบหนึ่ง นึกว่าแม่นมหลี่เป็นคนกลั่นแกล้งเรือนเฟิง
อย่างไรเสียฮูหยินน้อยก็เป็นมะกอกนิ่ม[1]ของจวนมานานหลายปี ขึ้นชื่อเรื่องใจกว้าง กลั่นแกล้งง่าย
เมิ่งเชียนเชียนวางช้อนลง ใช้ผ้าเช็ดปาก “เป็นเจตนาของข้าเอง แม่นางหลินอยากกิน ก็ให้นางออกเงินเอง”
รังนกมีราคาสูง ซ้ำยังขนส่งมาจากแดนไกล เมื่อถึงเมืองหลวงแล้วหนึ่งจินสามารถขายได้ถึงสามสิบตำลึง รังนกแดงยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย หนึ่งร้อยตำลึงยังถูกไป
เหล่าฮูหยินกินวันละถ้วย บางครั้งฮูหยินรองกับลู่หลิงหลงก็มาตักไปด้วยสองสามถ้วย นี่ยังไม่ต้องพูดถึงเหล่าฮูหยินที่ทั้งกินทั้งส่งไปให้บ้านเดิมอีก แต่ละเดือน ลำพังแค่รังนกก็ต้องจ่ายไปหลายร้อยตำลึงแล้ว
เมื่อก่อนเมิ่งเชียนเชียนหักใจกินเองไม่ลง แต่ดูเอาเถิด ความจริงใจในหลายปีที่ผ่านมาล้วนป้อนให้ฝูงหมาป่าตาขาว[2]แบบใด
แม่บ้านเฉียนทอดมองรังนกแดงถ้วยใหญ่ที่ยังเหลืออยู่บนโต๊ะของเมิ่งเชียนเชียน ก่อนยิ้มเจื่อนๆ “นั่นแม่นางหลินทำไปเพื่อขยายวงศ์ตระกูลให้แก่ตระกูลลู่มิใช่หรือ เงินนี้ จะให้แม่นางหลินออกเองได้อย่างไร อีกอย่าง ท่านคนเดียว มากมายเพียงนั้นก็กินไม่หมด จะไม่สิ้นเปลืองหรือ”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยนิ่งๆ “ข้าจะกินครึ่งเดียว เททิ้งอีกครึ่ง นั่นก็เป็นเรื่องของข้า นางไม่อยากออกเงินเอง ก็ไม่ต้องกิน”
แม่บ้านเฉียนไม่คิดเลยว่าท่าทีของฮูหยินน้อยจะแข็งกระด้างเพียงนี้ รีบไปรายงานเหล่าฮูหยินที่เรือนฝูโซ่วทันที
เหล่าฮูหยินโมโหจนหน้าหงาย ส่งแม่บ้านข้างกายตนไปตำหนิเมิ่งเชียนเชียน บอกให้เมิ่งเชียนเชียนอย่าได้มองข้ามความหวังดีของผู้อื่น ผ้าเหล่านั้นซื้อมาให้ว่าที่เหลนของนางต่างหาก รังนกก็ให้เหลนของนางกิน
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ย “ในเมื่อท่านย่ารักเอ็นดูเหลนคนดีของตนเพียงนี้ ไม่สู้ออกเงินให้เรือนเฟิงเถิด ถือว่าเป็นน้ำใจของทวด ไม่แพงหรอก แค่เจ็ดแปดร้อยตำลึงเท่านั้น”
“นางพูดเช่นนี้จริงๆ น่ะหรือ”
“ใช่น่ะสิเจ้าคะ เหล่าฮูหยิน จริงแท้แน่นอน บ่าวมิกล้าพูดจามั่วซั่วไม่คำนึงถึงความจริงหรอกเจ้าค่ะ”
เหล่าฮูหยินโมโหจนกัดฟันกรอดๆ “นางหนูนี่ชักจะเอาใหญ่แล้ว!”
เจ็ดแปดร้อยตำลึง นางไม่ออกให้หรอก!
แม่บ้านเอ่ย “ได้ยินว่าเมื่อวานคุณชายใหญ่พาแม่นางหลินไปร่วมงานเลี้ยง จะเพราะเรื่องนี้หรือไม่เจ้าคะ”
เหล่าฮูหยินเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “มิใช่ว่านางเที่ยวเดินส่งเดชเองหรอกหรือ มีคนทำหน้าที่แทนนางจนจบลงด้วยดี นางไม่ซาบซึ้ง ยังมาตัดค่าใช้จ่ายของคนเขาอีก...ตอนนั้นข้าก็บอกแล้วว่าห้ามแต่งเอาเด็กสาวตระกูลเล็กๆ พรรค์นี้มา วันๆ เอาแต่หึงหวงชิงรักหักสวาท มิน่าเล่าเซียวเกอร์ถึงไม่เข้าห้องนาง!”
ณ เรือนไห่ถัง
เมิ่งเชียนเชียนกินรังนกเสร็จก็เอ่ยกับแม่นมหลี่ว่า “รังนกชุดนี้กินหมดแล้ว ก็ไม่ต้องซื้ออีกแล้วนะ”
แม่นมหลี่ฉงน “ถ้าอย่างนั้น ทางเหล่าฮูหยินก็ไม่มีให้กินด้วยน่ะสิเจ้าคะ”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ย “ยังยืนยันคำเดิม อยากกินก็ซื้อเอาเอง”
เมื่อวานได้รับความไม่เป็นธรรมตั้งมากเพียงนั้น วันนี้ไม่ว่าคุณหนูจะตัดสินใจอย่างไร แม่นมหลี่ล้วนสามารถเข้าใจได้
ทว่าระบายอารมณ์ก็ส่วนระบายอารมณ์ ไม่อาจละเมิดกฎระเบียบได้
เหล่าฮูหยินก็คือกฎระเบียบของตระกูลลู่
แม่นมหลี่ปิดประตูห้อง
“คุณหนู ท่านบอกบ่าวมาให้หมดนะเจ้าคะ เหตุใดท่านจึงตัดสินใจเช่นนี้ เพราะต้องการกดดันตระกูลลู่ บีบแม่นางหลิน หรือว่า…”
เมิ่งเชียนเชียนส่ายหน้า “ข้าจะบีบนางไปเพื่อการใด ตราบใดที่นางไม่มาล่วงเกินข้า ข้าก็เมินเฉยต่อนางได้”
แม่นมหลี่เอ่ย “เช่นนั้นคุณหนูทำเยี่ยงนี้…”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยอย่างจริงจัง “แม่นม ตอนนั้นตระกูลลู่เป็นฝ่ายมาสู่ขอข้าถึงบ้าน ท่านปู่อาลัยอาวรณ์ที่ข้าแต่งไปแดนไกลทั้งๆ ที่อายุยังน้อย นายท่านอาวุโสลู่รับรองแล้วรับรองอีกว่าจะดีต่อข้าเหมือนหลานสาวของเขา จะไม่ให้หลานสาวของเขาได้รับความไม่เป็นธรรมในตระกูลลู่แม้แต่น้อย หลายปีมานี้ ข้าทำหน้าที่ของภรรยาอย่างเต็มที่แล้ว และเป็นลูกสะใภ้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว กตัญญูรู้คุณในฐานะหลานสะใภ้แล้ว สิ่งที่ควรให้ สิ่งที่ไม่ควรให้ ข้าได้ให้ไปหมดแล้ว แต่ข้า ได้สิ่งใดตอบแทนมา”
“สามีที่ไม่รักข้าคนหนึ่ง กับบ้านสามีที่สูบเลือดสูบเนื้อข้าจนหมด แม่นม ข้าไม่อยากเป็นเช่นนี้อีกแล้ว”
เช้าตรู่ ลู่หลิงเซียวไปค่ายทหาร กลับมาก็ได้ยินเรื่องผ้ากับรังนก
เขาขมวดคิ้ว “ให้เรือนซงจู๋จ่ายไปก่อน”
คนรับใช้เอ่ย “งะ…เงินใช้จ่ายของเรือนซงจู๋ก็ไม่มีแล้วขอรับ คุณชายใหญ่ ตั้งแต่นี้ไป ท่าน เป็นยาจกแล้ว”
ลู่หลิงเซียวสะดุ้งโหยง!
[1] มะกอกนิ่ม เปรียบเปรยถึงบุคคลหรือสถานการณ์ที่สามารถถูกทำร้ายหรือควบคุมได้ง่าย เปรียบเสมือนกับการจับมะกอกที่นิ่มๆ ซึ่งไม่แข็งแรงหรือไม่สามารถต้านทานได้
[2] หมาป่าตาขาว เปรียบเปรยบุคลว่าอกตัญญูไม่รู้คุณคน