เกิดใหม่เป็นยอดดวงใจขุนนางจอมโฉด - ตอนที่ 12 ลู่หลิงเซียวโมโหหนัก
นี่มันเรื่องอะไรกัน
เขาจะกลายเป็นยาจกได้อย่างไร
พูดจาเป็นหรือไม่
ลู่หลิงเซียวถลึงตาใส่คนรับใช้อย่างเย็นชา “ใครเป็นคนตัดเงิน”
คนรับใช้เอ่ยอย่างหวาดๆ ว่า “ฮูหยินน้อยขอรับ”
หลายปีมานี้ลู่หลิงเซียวอยู่แต่เป่ยเหลียงและชายแดนมาโดยตลอด พอกลับบ้านก็ไม่เคยถามเรื่องจุกจิกในจวนเลย ย่อมนึกว่าค่าใช้จ่ายในจวนยังเป็นท่านย่าหรือไม่ก็มารดาเป็นคนจัดการ
แน่นอนว่า หากเป็นเมิ่งเชียนเชียนก็ไม่เป็นไร อย่างไรเสียท่านย่าก็อายุมากแล้ว มารดาก็ไม่ควรทำงานหนัก นางในฐานะหลานสะใภ้และลูกสะใภ้ แบ่งเบาภาระบ้างก็เป็นสิ่งสมควร
ณ เรือนไห่ถัง
เมิ่งเชียนเชียนกำลังอ่านบทละคร ปั้นซย่าเลิกม่านเข้ามาด้านในด้วยท่าทางไร้ชีวิตชีวา “คุณหนู ท่านเขยมาเจ้าค่ะ”
ความผิดหวังทั้งหมวดใช่ว่าจู่ๆ ก็เกิดขึ้น แต่มันสะสมมาจากเรื่องราวต่างๆ เรื่องแล้วเรื่องเล่า
ปั้นซย่าเห็นท่านเขยอีกครั้ง จึงไม่ได้ดีอกดีใจเช่นแต่ก่อน
ลู่หลิงเซียวไม่ได้ถือสาคนรับใช้คนหนึ่ง พอเขาเข้ามาในห้องก็รู้สึกถึงไออุ่นสายหนึ่งพุ่งมาปะทะหน้า
นอกห้องอากาศหนาวพื้นเย็น ในนี้อบอุ่นดั่งวสันต์ ห้องของเหล่าฮูหยินยังไม่เคยอบอุ่นถึงเพียงนี้
“ท่านย่ายังใช้กระถางถ่านแค่สองใบเอง เจ้ากลับดีนัก สามกระถาง อายุยังน้อยก็ขี้หนาวเพียงนี้แล้วรึ”
เขาแค่นเสียงเย็น กำลังจะนั่งลง กลับพบว่าเก้าอี้ข้างกายเมิ่งเชียนเชียนมีของวางเต็มไปหมด
เขาหันไปมองปั้นซย่า
ปั้นซย่าสะบัดหน้าหนีเดินออกไปแล้ว
เขาขมวดคิ้ว จำต้องนั่งม้านั่งที่ไม่สบายแทน
เมิ่งเชียนเชียนไม่สนใจเขา นางอ่านบทละครต่อ
ลู่หลิงเซียวมองนางแวบหนึ่ง ข่มความไม่พอใจเอาไว้ เอ่ยกับนางว่า “ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังโกรธข้า แต่นี่มันก็ผ่านไปตั้งราตรีหนึ่งแล้ว ควรหายโกรธได้แล้ว”
เมิ่งเชียนเชียนถูกขัดอารมณ์อ่านบทละคร หว่างคิ้วมีความเย็นชาวาบผ่าน
นางใส่ที่คั่น ก่อนปิดบทละคร
“หมายความว่าผ่านไปตั้งหนึ่งราตรีควรหายโกรธได้แล้วอย่างนั้นหรือ ในสายตาท่านพี่ เรื่องที่เกิดขึ้น ขอแค่เจ้าแสร้งหูหนวกตาบอด ข้าก็สามารถหายเองได้ ไม่จำเป็นต้องอธิบายก็ปล่อยผ่านได้แล้วรึ”
ลู่หลิงเซียวไม่อยากถือสาเด็กสาวคนหนึ่ง “เรื่องเมื่อวานเป็นข้าเองที่คิดไม่รอบคอบ”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยนิ่งๆ “อธิบายลวกๆ เสียจริง”
ลู่หลิงเซียวผุดลุกพรวดขึ้นราวกับถูกเหยียบเท้าอย่างไรอย่างนั้น “เมิ่งซื่อ! เจ้าหยุดได้เปรียบแล้วไม่ยอมอภัยเสียที! ก็บอกว่าเป็นอุบัติเหตุ ข้าก็ไม่คิดเช่นกันว่าเจ้าจะไปตามหาข้า เจ้าหาที่หลบฝนแต่โดยดีไม่ได้เลยหรือ ชายชาตรีเยี่ยงข้า ต้องให้สตรีอย่างเจ้ามาห่วงด้วยรึ”
เมิ่งเชียนเชียนได้ยินแล้วขันนัก
เขามีหน้ามาพูดจาเช่นนี้ได้อย่างไร
ตัวเขาเองทำเรื่องแย่ๆ สารพัด ทั้งพาอนุไปด้วย ทั้งทิ้งนางไว้ในรถม้า ปล่อยให้นางตากลมตากฝน เขาไม่เอ่ยถึงมันสักคำ!
หากนางหาที่หลบฝนจริงๆ เขาก็จะพูดหรือไม่ว่า ‘ให้เจ้ารออยู่ในรถม้ามิใช่หรือไร ใครให้เจ้าไปที่ร้านผ้า ทำเอาข้าต้องใช้เวลาตามหาเจ้า จึงไปร่วมงานเลี้ยงล่าช้าหมดเลย!’
“ในเมื่อคิดว่าเป็นความผิดของข้า แล้วเหตุใดถึงมาเสแสร้งขอโทษอีก”
ลู่หลิงเซียวขมวดคิ้วเอ่ย “เจ้าไม่จบไม่สิ้นใช่หรือไม่ เจ้าก็ไม่เป็นอะไรมิใช่หรือ”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยเสียงเย็น “ข้าปลอดภัยก็เลยควรอภัยให้เจ้าอย่างนั้นหรือ ข้าไม่เป็นอะไรเป็นเพราะข้าดวงแข็ง มิใช่เป็นเพราะสามีคนดีเยี่ยงเจ้า! ข้าจะพักผ่อนแล้ว ท่านพี่กลับไปเถิด! ปั้นซย่า ส่งแขก!”
แขกอย่างนั้นรึ
เขาเป็นสามีนาง เป็นเจ้านายของเรือนนี้!
ปั้นซย่าตีสีหน้าเย็นชาเลิกม่านขึ้น “ท่านเขย! ท่านกลับไปเถิด!”
ลู่หลิงเซียวชักจะโกรธขึ้นมาจริงๆ แล้ว ถูกสตรีนางหนึ่งขับไล่ จะให้เขาเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
เขาจึงหย่อนก้นนั่งลง ไม่ไปมันเสียเลย!
ปั้นซย่าเร่ง “ท่านเขย”
ลู่หลิงเซียวเอ่ยเสียงกร้าว “ไสหัวออกไป!”
แม่นมหลี่ดึงปั้นซย่าออกมา
เมิ่งเชียนเชียนยิ้มเย็น “ท่านแม่ทัพช่างน่าเกรงขามเสียจริง!”
ลู่หลิงเซียวน้อยนักที่จะระเบิดโทสะใส่สตรี ครั้นระบายไปแล้วก็นึกเสียใจขึ้นมา ปรับอารมณ์อยู่ครู่หนึ่ง จึงเอ่ยด้วยน้ำใสใจจริงว่า
“เมิ่งซื่อ วันนี้ข้ามิได้มาเพื่อซักไซ้เอาความกับเจ้า ท่านย่าให้เจ้าดูแลบ้าน เพราะไว้วางใจเจ้า เจ้าก็ควรจะทำตัวให้เหมือนนายหญิงดูแลบ้านเสียบ้าง มิใช่วันๆ เอาแต่ชิงรักหักสวาทหึงหวงหว่านเอ๋อร์ พูดจาไม่ดีต่อสามีตัวเอง ข้าบอกแล้วว่า จะดีต่อเจ้า ถ้อยคำนี้ไม่เปลี่ยนแปร”
ได้ยินคำว่า ‘ดูแลบ้าน’ เมิ่งเชียนเชียนก็หัวเราะ “วันนี้ท่านพี่…คงมิได้มาขอโทษหรอกกระมัง มาเอาเงินเสียมากกว่า”
ลู่หลิงเซียวสีหน้าจริงจังเอ่ยว่า “นี่มันคนละเรื่องกัน อย่าเอามารวมกัน”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยอย่างเอ้อระเหย “ได้ เช่นนั้นก็เอาตามที่ท่านพี่ว่า คุยแค่เรื่องเงิน”
ลู่หลิงเซียวขมวดคิ้ว “ข้ามิได้หมายความเช่นนั้น…”
เมิ่งเชียนเชียนหยิบสมุดบัญชีออกมาเล่มหนึ่ง “ท่านพี่อยู่ชายแดนมาห้าปี ไม่เคยส่งเงินมาให้ที่บ้านใช้เลยสักอีแปะ คงจะเก็บหอมรอมริบเอาไว้ไม่น้อย ไม่สู้คืนเงินที่ติดค้างน้องมาหลายปีดีกว่ากระมัง”
ลู่หลิงเซียวมึนงง “ข้าไปคิดเงินเจ้าตั้งแต่เมื่อใด”
เมิ่งเชียนเชียนมีความตกใจเต็มสีหน้า “ท่านย่ามิได้บอกท่านพี่หรอกหรือ หลายปีมานี้ ค่าใช้จ่ายในจวนล้วนใช้สินเจ้าสาวของน้องจ่ายเรื่อยมา แม้แต่หนี้สินมหาศาลที่ติดค้างในตอนนั้น ก็เป็นน้องที่แต่งเข้ามาแล้วชดใช้คืนจนหมด!”
“เจ้าเหลวไหล!”
“น้องเหลวไหลหรือไม่ ท่านพี่ไปตรวจสอบที่ห้องบัญชีดูก็รู้แล้วมิใช่หรือ”
เมิ่งเชียนเชียนนับว่าพูดอย่างไว้หน้าให้แล้ว ตอนนั้นตระกูลลู่จำนองแม้กระทั่งจวนหลังนี้ หากมิใช่เมิ่งเชียนเชียนไปไถ่คืนกลับมาทัน คนทั้งบ้านคงได้ไปนอนข้างถนนแล้ว
“อันที่จริงน้องก็มิใช่คนไร้เหตุผล สตรียามอยู่บ้านเชื่อฟังบิดา ยามอยู่ข้างนอกเชื่อฟังสามี จ่ายเงินแทนสามีไปเล็กน้อย น้องย่อมยินดี แต่ท่านพี่เป็นชายชาตรีผู้มีจิตใจเด็ดเดี่ยว มิหนำซ้ำยามนี้ยังสร้างความดีความชอบทางการทหาร เป็นแบบอย่างให้แก่สามเหล่าทัพ ก็คง…ไม่สนใจจะใช้เงินของสตรีแล้วกระมัง ข้าใช้สินเจ้าสาวช่วยเหลือท่านพี่นั้นไม่เป็นไร หากทำชื่อเสียงท่านพี่เสียหาย ตายหมื่นหนคงยากจะชดใช้ ท่านพี่ว่าใช่หรือไม่เจ้าคะ”
เมิ่งเชียนเชียนใช้น้ำเสียงนุ่มนวลสุดแสน เอ่ยถ้อยคำที่คมกริบบาดลึก
ต่อให้ลู่หลิงเซียวเป็นบุรุษ ก็ไม่อาจวางศักดิ์ศรีนี้ลงได้
เมิ่งเชียนเชียนถอนหายใจเฮือกหนึ่ง “ไม่สู้เอาอย่างนี้ ข้าจะแอบปิดบังให้ท่านพี่เอง! แม่นมหลี่ เจ้ารีบไปเอาเงินมาจ่ายบัญชีของแม่นางหลิน! อย่าบอกเด็ดขาดนะว่าข้าเป็นคนให้! บอกไปว่าเป็นเงินเดือนทหารของท่านพี่เอง! ท่านพี่เลี้ยงดูสตรีของตัวเองได้!”
“ไม่ต้อง!”
ลู่หลิงเซียวสีหน้าเย็นเยียบดุจน้ำแข็งลุกขึ้นยืน ก่อนสะบัดแขนเสื้อจากไป!
แม่นมหลี่กับปั้นซย่าต่างพรูลมหายใจโล่งอก
เมื่อครู่นี้พวกนางกลัวยิ่งนักว่าท่านแม่ทัพจะโมโหคุณหนูจนลงมือลงไม้!
“คุณหนู วันนี้นับว่าท่านเปิดเผยจนหมดเปลือกแล้ว สิ่งที่แน่นอนไม่กลัว กลัวก็แต่สิ่งที่ไม่แน่นอน สุนัขจนตรอกยังกระโดดกำแพงได้เลย เกิดท่านเขยโกรธขึ้นมาจริงๆ อารามเดือดดาลฟ้องหย่ากับคุณหนู…จะทำเช่นไรเจ้าคะ ถึงเวลานั้น พวกเขาไม่คืนสินเจ้าสาวให้ พวกเราได้หมดหนทางแน่”
กล่าวเสียดิบดีว่าสินเจ้าสาวเป็นของสตรี แต่บนโลกนี้มีความเป็นธรรมมากมายเพียงนั้นเสียที่ไหน
ที่ถูกขอหย่า พูดตรงๆ แล้วล้วนเพราะบ้านเจ้าสาวสู้บ้านสามีไม่ได้ หากสู้ได้ก็คือการหย่าร้างที่ทั้งสองยินยอมร่วมกัน
คุณหนูไม่คุ้นเคยกับการใช้ชีวิตในเมืองหลวง ที่พึ่งพิงสักคนก็ไม่มี ยากที่จะเอาชนะตระกูลลู่ได้
ปั้นซย่าได้ยินถ้อยคำนี้ก็วิตกขึ้นมา “คุณหนู!”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ย “ไม่เป็นไรหรอก”
บุรุษสามารถขอหย่าภรรยาได้จากเหตุผลเจ็ดประการ[1] ซึ่งมีอีกสามประการเช่นกันที่สามีไม่อาจขอหย่ากับภรรยาได้
ภรรยาที่ไร้บ้านเดิมให้กลับ เคยไว้ทุกข์ให้แก่บ้านสามีเป็นเวลาสามปี และก่อนแต่งยากจนหลังแต่งร่ำรวย
ซึ่งหมายความว่าสตรีที่ไร้บ้านเดิมให้กลับนั้นสามีจะขอหย่าร้างไม่ได้ เคยไว้ทุกข์ให้บ้านสามีเป็นเวลาสามปีนั้นขอหย่าร้างไม่ได้ ยามแต่งกันบ้านสามียากจนข้นแค้น ภายหลังร่ำรวยขึ้นมาก็ขอหย่าร้างไม่ได้
นางเคยไว้ทุกข์ให้กับลู่หลิงเซียวและปู่ของเขาจนครบกำหนดแล้ว ลู่หลิงเซียวคิดจะขอหย่ากับนาง ฝันไปเถอะ!
ทว่า ความกังวลของแม่นมหลี่ใช่ว่าจะไร้เหตุผล
นางควรวางแผนไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ จริงๆ นั่นแหละ
“แม่นม ไปเอาสมุดบัญชีในช่วงเวลาห้าปีนี้มาให้หมด แล้วลองคำนวณสินเจ้าสาวข้าทีว่ายังเหลือเท่าใด”
[1] บุรุษสามารถขอหย่าภรรยาได้จากเหตุผลเจ็ดประการ ได้แก่ 1.ภรรยานอกใจ 2.ภรรยาไม่เชื่อฟังสามี 3.ภรรยาไม่สามารถให้กำเนิดบุตรได้ 4.ภรรยาลักขโมย 5.ภรรยาป่วยเป็นโรคร้ายแรง 6.ภรรยาพูดจาหยาบคายหรือทะเลาะเบาะแว้ง 7.ภรรยามีพฤติกรรมสกปรก หรือมีการกระทำที่ไม่เหมาะสม