เกิดใหม่เป็นยอดดวงใจขุนนางจอมโฉด - ตอนที่ 13 มีคนรักเอ็นดูเชียนเชียน
ทางด้านลู่หลิงเซียวหลังออกจากเรือนไห่ถังด้วยความโมโห ก็คิดจะไปถามเหล่าฮูหยินให้กระจ่างทันที
ทว่ามานึกได้ว่าตนกำลังโมโห การ ‘ซักถาม’ เรื่องพรรค์นี้กับท่านย่าตนมันผิดต่อหลักความกตัญญู
เคราะห์ดีที่เรื่องบางเรื่องลือกันให้ทั่วในหมู่คนรับใช้แล้ว หากเขาสังเกตสักหน่อยก็จะสามารถสืบความได้
ที่แท้ในตอนที่ท่านปู่ยังอยู่ เคยปล่อยเงินกู้นอกระบบให้คนอื่นจำนวนไม่น้อย ท่านปู่เป็นขุนพล ไม่มีผู้ใดกล้าค้างหนี้เขา จึงทำเงินได้ในช่วงระยะแรก
ท่านปู่ทำเช่นนี้แล้วรุ่ง กิจการจึงใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ
ทว่าเงินกู้นอกระบบทำให้ผู้คนเดือดร้อนหนัก เมื่อไท่ซ่างหวง[1]ขึ้นครองราชย์ ราชโองการฉบับแรกก็คือยกเลิกเงินกู้นอกระบบในหมู่ปวงชน
ตอนนั้นผู้คนไม่น้อยต่างรีบถอนตัวทั้งๆ ที่กำลังรุ่งโรจน์ ท่านปู่ก็คิดจะถอนตัวเช่นกัน จนใจที่จำนวนเงินที่เขาปล่อยกู้นั้นมากเกินไป สุดท้ายก็สายไปเสียแล้ว ทำให้ขาดทุนย่อยยับ
เพื่อฟื้นตัวขึ้นมาอีกครั้ง ท่านปู่นำบ้าน ร้านค้าและบ้านสวนภายใต้ชื่อของตัวเองไปจำนองให้ธนาคาร ยืมเงินทุนมาก้อนหนึ่ง ร่วมลงทุนขนส่งเกลือกับผู้อื่น
ทว่าการขนส่งเกลือนั้นมันทำได้ที่ไหน อย่าว่าแต่ท่านปู่เป็นเพียงขุนพลขั้นสี่เลย ต่อให้เป็นเชื้อพระวงศ์ ก็ไม่สามารถทำกิจการขนส่งเกลือได้โดยง่าย
ไม่ต่างจากที่คิด มีข่าวรั่วไหลออกไป
เห็นแก่เมื่อคราที่ท่านปู่ทวดยังมีชีวิตอยู่ได้เคยรับใช้ไท่ซ่างหวง ท่านปู่จึงไม่โดนถอดออกจากตำแหน่ง เพียงลงโทษปรับเงินเท่านั้น
ทว่าด้วยเหตุนี้ ตระกูลลู่จึงมีหนี้สินท่วมหัว
ครั้นลู่หลิงเซียวถึงวัยแต่งงาน เหล่าฮูหยินใช่ว่าไม่เคยคิดจะหาเจ้าสาวที่มีฐานะเท่าเทียมกันในเมืองหลวงให้กับเขา แต่พอคนเขาได้ยินสถานการณ์ของตระกูลลู่แล้ว ล้วนไม่กล้ายกลูกสาวให้
และเพราะว่าตระกูลเมิ่งอยู่ไกลถึงโยวโจว ไม่รู้ว่าตระกูลลู่เหลือแต่ตัวแล้ว
ดังนั้นเมิ่งเชียนเชียนจึงไม่ได้โกหก นางเป็นคนถมช่องโหว่ของตระกูลลู่ให้ และยังชำระหนี้นอกระบบให้ตระกูลลู่จนหมด อาศัยสินเจ้าสาวของนาง ตระกูลลู่ถึงได้มีชีวิตเชิดหน้าชูตาเช่นนี้ต่อไป
คนรับใช้ถอนใจเอ่ยว่า “เรื่องมันก็เป็นอย่างนี้ขอรับ คุณชายใหญ่ ความจริงแล้วการพึ่งพาคนอื่นมิใช่เรื่องน่าอาย ที่น่าอายคือพึ่งพาคนอื่นแล้วยังไม่รู้บุญคุณ”
ลู่หลิงเซียวตีหน้าเคร่ง “ไยเจ้าจึงพูดมากนัก”
คนรับใช้หุบปากลงอย่างหวาดๆ
“เจ้ามีนามว่าอะไร” ลู่หลิงเซียวถาม
คนผู้นี้พ่อบ้านหลิวเป็นคนส่งมาให้เป็นผู้ติดตามของเขา ทว่าเวลาเพียงไม่กี่วัน เขาใกล้จะโมโหบ่าวคนนี้ตายแล้ว
คนรับใช้เอ่ย “คุณชายใหญ่ เซิ่นเหยียน[2]ขอรับ”
ลู่หลิงเซียวหน้าทะมึน “เจ้ายังจะสั่งสอนข้าอีก ข้าถามว่าเจ้ามีนามว่าอะไร!”
คนรับใช้เอ่ยอย่างน้อยเนื้อต่ำใจว่า “เซิ่นเหยียนขอรับ ข้าน้อยนามว่าเซิ่นเหยียน! ข้าน้อยพูดมากปากเปราะ นายท่านใหญ่จึงตั้งชื่อนี้ให้ข้าน้อย ข้าน้อยจะได้ระมัดระวังอยู่เสมอ”
ลู่หลิงเซียวเอ่ย “ข้าว่าชื่อนี้ไม่มีผลอะไรกับเจ้าเลย!”
เซิ่นเหยียนอยากจะเอื้อนเอ่ยแต่ยั้งไว้
ลู่หลิงเซียวถามอย่างรำคาญว่า “เป็นอะไรอีก”
เซิ่นเหยียนเอ่ยอย่างลังเลว่า “ข้าน้อยมีเรื่องรายงานขอรับ”
ลู่หลิงเซียว “ว่ามา!”
เซิ่นเหยียนเอ่ย “เหล่าไท่จวินจ่ายค่าผ้าแล้วขอรับ”
ลู่หลิงเซียวสีหน้าคลายลง “ยังคงเป็นท่านย่าทวดที่รักเอ็นดูข้า”
เซิ่นเหยียนเอ่ยต่ออีก “มิได้ซื้อให้แม่นางหลินขอรับ”
……
“เชียนเชียน! เชียนเชียน!”
เมิ่งเชียนเชียนคำนวณบัญชีถึงครึ่งเล่ม เหล่าไท่จวินก็เดินเข้ามาอย่างมีชีวิตชีวา
นางสติเลอะเลือนนั้นมิใช่เรื่องโกหก แต่หลายปีมานี้เมิ่งเชียนเชียนคอยบำรุงให้ ร่างกายจึงกลับแข็งแรงขึ้นทุกวัน
เมิ่งเชียนเชียนวางสมุดบัญชีลง “ท่านย่าทวด”
เหล่าไท่จวินมาหยุดตรงหน้านาง มองสมุดบัญชีข้างมือนาง “เล่มนี้เล่าว่าอย่างไรหรือ”
เมิ่งเชียนเชียนยิ้มเอ่ย “นี่มิใช่บทละครเจ้าค่ะ เป็นสมุดบัญชี พรุ่งนี้ข้าจะอ่านเล่มใหม่ แล้วมาเล่าให้ท่านย่าทวดฟังนะเจ้าคะ”
เหล่าไท่จวินพยักหน้าหงึกหงักยกใหญ่ “เช่นนั้นเจ้าอย่าลืมนะ!”
เมิ่งเชียนเชียนยิ้มจาง “เจ้าค่ะ”
เหล่าไท่จวินเผยยิ้มร้ายเมื่อได้ดั่งใจ หึหึ~
ปั้นซย่ากับแม่นมหลี่ถูกเหล่าไท่จวินหยอกเข้าให้ก็ปิดปากแอบหัวเราะอยู่ด้านข้าง
เหล่าไท่จวินยิ้มร้ายเสร็จ ก็ทำหน้ามีลับลมคมในเอ่ยว่า “เชียนเชียน เจ้าเดาสิว่าข้าซื้ออะไรให้เจ้า!”
“อืม…”
“เอาล่ะๆ เจ้าเดาไม่ถูกหรอก!”
เหล่าไท่จวินยกมือขึ้น “เอาเข้ามา!”
คนรับใช้สองคนหอบผ้างามหลากสีสันหลายพับเดินเข้ามา
แม่นมหลี่ปรับสายตามอง ก่อนเอ่ยขึ้นอย่างตกใจว่า “นี่มัน…มิใช่ผ้าไหมดิ้นทองที่ร้านผ้าส่งมาหรอกหรือ”
แม่นางหลินเลือกมาให้บุตรในครรภ์ แต่เด็กคนหนึ่งไหนเลยต้องใช้ผ้ามากมายเพียงนี้ ไม่ว่าใครก็มองออกว่าความจริงแล้วนางเลือกมาให้ตัวเอง
นางก็ช่างเลือกเก่งเสียจริง เลือกแต่ผ้าไหมทอชั้นเลิศทั้งสิ้น
สวมใส่ผ้าราคาแพงเช่นนี้ ผู้ใดบ้างจะไม่บอกว่านางคือภรรยาเอกของแม่ทัพเจิ้นเป่ย
“เชียนเชียนชอบหรือไม่”
เหล่าไท่จวินโคลงศีรษะถาม
เมิ่งเชียนเชียนพลันอบอุ่นในหัวใจ พยักหน้าเอ่ย “ชอบเจ้าค่ะ ท่านย่าทวดให้อะไร เชียนเชียนล้วนชอบทั้งนั้น”
เหล่าไท่จวินเท้าเอว หัวเราะราวกับหญิงชราชั่วร้าย หึๆๆ~
เมิ่งเชียนเชียนถามอย่างฉงนว่า “ท่านย่าทวด ท่านเอาเงินมาจากไหนมากมายเพียงนี้”
เจ็ดแปดร้อยตำลึงไม่ใช่เงินน้อยๆ
เหล่าไท่จวิน “ทุนสำรองน่ะ”
เมิ่งเชียนเชียน “…”
ณ เรือนเฟิง
ลู่หลิงเซียวทานมื้อค่ำด้วยกันกับหลินหว่านเอ๋อร์
“ขอโทษนะ ผ้าโดนท่านย่าทวดซื้อไปเสียแล้ว เดี๋ยวข้าจะซื้อให้เจ้าใหม่”
เขาเอ่ยกับหลินหว่านเอ๋อร์
หลินหว่านเอ๋อร์ส่ายหน้า ใช้ภาษามือสื่อว่า : ผ้าพวกนั้นมีเพียงพับเดียวที่เลือกให้ลูกของเรา ที่เหลือเดิมทีก็เลือกมาให้ฮูหยินน้อยทั้งสิ้น
ลู่หลิงเซียวเดิมทีเกิดความรู้สึกซาบซึ้งระคนรู้สึกผิดที่เมิ่งเชียนเชียนเลี้ยงดูครอบครัวมาหลายปี ครั้นได้ยินถ้อยคำของหลินหว่านเอ๋อร์ จู่ๆ ก็รู้สึกว่าเมิ่งเชียนเชียนยังไม่รู้ความเท่าหว่านเอ๋อร์เลย
นางเลี้ยงดูครอบครัวย่อมมีความดีความชอบ แต่นางก็ไม่ควรอาศัยความดีนี้ทำทุกอย่างตามอำเภอใจภายในจวน
ลู่หลิงเซียวกุมมือนางไว้ด้วยความสงสาร “ทำเจ้าลำบากแล้ว เจ้าหวังดีต่อนางในทุกๆ เรื่อง แต่ในใจนางกลับมีแค่ตัวเอง หากนางรู้ความได้สักครึ่งหนึ่งของเจ้า คงไม่เป็นเรื่องราวใหญ่โตถึงขนาดบ้านไม่สงบสุขเช่นนี้”
หลินหว่านเอ๋อร์ทำมือว่า : ฮูหยินน้อยอายุยังน้อย ท่านแม่ทัพใจกว้างให้มากหน่อย อย่าทำให้นางขุ่นเคือง
ลู่หลิงเซียวขมวดคิ้ว “ข้าจะเลี่ยง วันหน้าจะพยายามยอมให้นาง เจ้าตั้งครรภ์อยู่คงลำบาก รีบพักผ่อนเถิด ครานี้ข้าสร้างความดีความชอบ ฝ่าบาททรงปูนบำเหน็จ รอบำเหน็จมาถึงแล้ว ข้าค่อยพาเจ้าไปซื้อผ้าใหม่ ซื้อให้เจ้ากับลูก เจ้าเลือกให้ตัวเองมากหน่อย”
หลินหว่านเอ๋อร์เอนซบอกเขา ใช้นิ้วเขียนฝ่ามือเขาว่า : ได้คอยปรนนิบัติอยู่ข้างกายท่านแม่ทัพ หว่านเอ๋อร์ก็พอใจมากแล้ว หว่านเอ๋อร์ไม่ปรารถนาสิ่งใดอีก
ลู่หลิงเซียวโอบไหล่นาง “ที่พาเจ้ากลับมาเมืองหลวง มิได้จะให้เจ้ามีชีวิตลำบากยากเข็ญ นอกจากตำแหน่งภรรยาเอกแล้ว คนอื่นได้ความรัก ได้เกียรติ ได้ความมั่งคั่ง ข้าจะมอบให้เจ้าทั้งหมด”
ณ เรือนไห่ถัง
เมิ่งเชียนเชียนเล่นเป็นเพื่อนเหล่าไท่จวินมาตลอดทั้งบ่าย พอย่ำราตรีก็ดูบัญชีต่อ
บัญชีในจวนแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งบัญชีใน อีกส่วนบัญชีนอก
บัญชีในคือการเบิกถอนทุกรายการภายในบ้าน บัญชีนอกคือกำไรและขาดทุนของกิจการ เช่น บ้านสวน ร้านค้า
ดูจากรายการที่บันทึกไว้ในบัญชีแล้ว บ้านสวนกับร้านค้าไร้กำไรยังไม่ต้องพูดถึง ทุกปีล้วนต้องทุ่มเงินชดเชยไปไม่น้อย
เงินเหล่านี้มาจากไหน ไม่ต้องบอกก็รู้
เมิ่งเชียนเชียนปิดสมุดบัญชี “คิดไม่ถึงว่าเวลาแค่ห้าปี สินเจ้าสาวที่นำมาด้วยจะใช้ไปเจ็ดแปดส่วนแล้ว”
แม่นมหลี่เอ่ยอย่างปวดใจ “นั่นน่ะสิเจ้าคะ รวมๆ แล้วเหลือแค่หนึ่งหมื่นตำลึงเท่านั้น”
เมิ่งเชียนเชียนครุ่นคิดก่อนเอ่ยว่า “บัญชีพวกนี้มีปัญหา เดี๋ยวต้องค่อยๆ คำนวณอย่างละเอียด ลองดูจะทวงคืนกลับมาได้เท่าใด เรื่องสำคัญตอนนี้คือ พยายามโยกย้ายหนึ่งหมื่นตำลึงนี้ออกไปให้เต็มที่”
นี่คือเงินที่นางจะต้องใช้ตั้งตัวในอนาคต
แต่จะโยกย้ายอย่างไร และย้ายไปไหนล่ะ
[1] ไท่ซ่างหวง จักรพรรดิที่ได้สละราชสมบัติแล้วแต่ยังคงมีสถานะสูงและได้รับความเคารพในฐานะผู้มีอำนาจในอดีต โดยทั่วไปใช้เรียกจักรพรรดิที่สละตำแหน่งไปให้ผู้สืบทอด แต่ยังคงมีอำนาจทางการเมืองหรือความเคารพจากประชาชน
[2] เซิ่นเหยียน ระวังคำพูด