เกิดใหม่เป็นยอดดวงใจขุนนางจอมโฉด - ตอนที่ 14 ขอร้องผู้บัญชาการใหญ่คุ้มครอง
เมิ่งเชียนเชียนได้ลิ้มลองถึงความลำบากในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคยเป็นครั้งแรก
ตระกูลลู่ไม่ว่าจะขาดเงินเพียงใด ก็เป็นตระกูลขุนนางใหญ่ของเมืองหลวง หากตัดเรื่องที่นายท่านอาวุโสมีความดีความชอบเคยรับใช้ไท่ซ่างหวงออก ลู่สิงโจวทำงานในกรมโยธา ลู่หลิงเซียวเพิ่งจะสร้างคุณูปการทางการทหาร บุตรสาวพ่อค้าตัวเล็กๆ ไร้ญาติขาดมิตรในเมืองหลวงคนหนึ่ง คิดจะหลุดพ้นจากตระกูลลู่ ช่างยากเย็นยิ่งนัก
“เสี่ยวจิ่ว มีชีวิตรอดต่อไป…”
“ท่านพ่อ”
กลางดึก เมิ่งเชียนเชียนสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายอีกแล้ว เหงื่อเม็ดโตไหลลงมาตามขมับ เปียกผมงามของนาง
“หึ สตรีที่อยากปีนเตียงข้ามีมากมาย แต่ที่รีบร้อนเรียกท่านพ่อนั้น เจ้าเป็นคนแรก”
น้ำเสียงไม่แยแสของลู่หยวนลอยเข้าโสต ชวนให้ใจสั่นสะท้าน
เมิ่งเชียนเชียนรีบปล่อยแขนเสื้อสีม่วงของเขา ลุกขึ้นนั่งอย่างไม่กระโตกกระตาก มองเขาแวบหนึ่ง เอ่ยว่า “ผู้บัญชาการใหญ่ชอบบุกรุกห้องนอนสตรีหรือ”
“ข้าอยากไปที่ใดก็ไปที่นั่น!”
คุณธรรม ความละอายใจ จริยธรรม ผู้บัญชาการใหญ่ไม่มีสักอย่าง!
ลู่หยวนเอนพิงพนักเก้าอี้ที่ปูด้วยหนังพยัคฆ์อย่างเกียจคร้าน ขาเรียวยาวซ้อนทับกัน พาดอยู่บนที่รองเท้าอันประณีต
เรือนไห่ถังไม่มีเครื่องเรือนไม้จันทน์อันหรูหราเหล่านี้
เมิ่งเชียนเชียนกวาดตามองกระถางถ่านที่อยู่ด้านข้างต่อ ถ่านเงินด้านในก็กลายเป็นถ่านหงหลัวที่มีใช้เฉพาะเจ้านายในวังหลวง เขากลับได้ใช้ด้วย
ลู่หยวนพลิกหน้าบทละครในมือ พลางทำสีหน้าเดียดฉันท์เอ่ยว่า “สตรีเยี่ยงพวกเจ้าชอบอ่านสิ่งไร้สาระพวกนี้น่ะหรือ”
ตัวนางเองไม่ได้ชอบอ่านบทละคร แต่อ่านเพื่อจะได้เล่าให้เหล่าไท่จวินฟังต่างหาก
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ย “ข้าน้อยไร้ปณิธานมุ่งมาดปรารถนา ทำผู้บัญชาการใหญ่ขบขันเสียแล้ว”
ลู่หยวนพลิกไปอีกหน้า “เสี่ยวจิ่วคือใคร”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ย “ข้าน้อยอยู่ลำดับที่เก้าในบ้าน”
แอ้!
เสียงเด็กเล็กอันดุร้ายดังแว่วมาจากตะกร้า
เมิ่งเชียนเชียนจึงได้สังเกตเห็นแม่หนูน้อยบางคนที่กำลังโวยวายรอของกิน
นี่จะโทษนางไม่ได้ เพราะการมีตัวตนอยู่ของผู้บัญชาการใหญ่บางคนช่างแข็งแกร่งเกินไปแล้ว
เมิ่งเชียนเชียนอุ้มแม่หนูน้อยออกมาจากตะกร้า
แม่หนูน้อยเกร็งตัวขึ้นมา เมิ่งเชียนเชียนเห็นถึงความผิดปกติ ตาไวมือเร็วอุ้มนางออกไป
ฮัดชิ่ว!
แม่หนูน้อยจามออกมาอย่างแรง!
ลู่หยวนเอาบทละครขึ้นมาบังหน้านิ่งๆ ไว้ได้ทัน แววตามีไอสังหารวาบผ่าน
เมิ่งเชียนเชียนกะพริบตาปริบๆ อย่างหน้าซื่อตาใส
แม่หนูน้อยขี้มูกโป่ง สีหน้ามึนงง
เมิ่งเชียนเชียนรีบป้อนนมให้นาง และเช็ดจมูกให้สะอาดสะอ้าน
ความอยากอาหารของแม่หนูน้อยไม่ได้รับผลกระทบเลยสักนิด กินนมดูดเอาๆ ไม่นานเหงื่อก็ออกไปทั้งตัว สีหน้าก็แดงเรื่อขึ้นไม่น้อย
เมิ่งเชียนเชียนโพล่งถามขึ้น “ไม่ทราบว่าควรเรียกบุตรสาวท่านว่าอย่างไร”
ลู่หยวนเอ่ยนิ่งๆ “เป่าจู[1]”
แม่หนูน้อยคล้ายฟังความประชดประชันของลู่หยวนออก จึงร้องอย่างดุร้ายยิ่ง แอ๊!
ผู้บัญชาการใหญ่บางคนแค่นหัวเราะ “หมูที่เจ้าหยิบเอง”
ในพิธีหยิบของเสี่ยงทายคนอื่นเขาหยิบลูกคิด หยิบเงินทอง หยิบพู่กัน นางกลับดียิ่ง คลานไปห้องครัวหยิบหมูย่างมาตัวหนึ่ง
เมิ่งเชียนเชียนครุ่นคิด ก่อนเอ่ยอย่างจริงจังว่า “เจ้าอยากกินเนื้อหรือ ตัวแค่นี้ยังกินเนื้อไม่ได้หรอกนะ”
หนูน้อยอ้าปากเล็กๆ ออก อวดฟันน้อยๆ ของตนให้เมิ่งเชียนเชียนดู
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ย “ฟันขึ้นแล้วก็ยังกินไม่ได้”
หนูน้อยน้อยเนื้อต่ำใจ แอ้
ในขณะที่เมิ่งเชียนเชียนนึกว่าลู่หยวนคร้านจะบอกชื่อจริงของแม่หนูน้อยแล้ว ลู่หยวนก็พลิกหน้าบทละครเอ่ยนิ่งๆ ว่า “เป่าซู ชื่อเล่นเจาเจา”
ครั้นเป่าซูกินอิ่มหนำ เล่นเท้าน้อยๆ ของตัวเองอยู่สักพักก็หลับไป
เมิ่งเชียนเชียนมองลู่หยวนอย่างแนบเนียน
บทละครในมือลู่หยวนเหลือแค่ไม่กี่หน้าแล้ว เขาอ่านบทละครพลางเอ่ยนิ่งๆ ว่า “แอบมองข้ามาทั้งคืนแล้ว มีอะไรก็พูดมาตรงๆ”
คนผู้นี้ความรู้สึกไวเกินไปแล้ว ไม่ว่าจะเรื่องที่รู้ตัวว่านางอยู่ในตรอกด้วย หรือในยามนี้ที่มองนางออกทะลุปรุโปร่ง
เพราะนางไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้ ก็ลองมันดูสักตั้งแล้วกัน
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยแบบไม่แข็งกร้าวจนดูเย่อหยิ่งเกินไปว่า “ข้าน้อยอยากจะทำข้อแลกเปลี่ยนกับผู้บัญชาการใหญ่”
ลู่หยวนพลิกหน้าบทละคร เอ่ยเรียบนิ่งว่า “อย่าคิดว่าเจ้าป้อนนมลูกสาวข้าแค่ไม่กี่หน แล้วจะมีสิทธิ์ทำข้อแลกเปลี่ยนกับข้าได้นะ”
เมิ่งเชียนเชียนตรงเข้าประเด็น “สายลับของเป่ยเหลียงเข้าเมืองหลวงมาแล้ว”
“ข้ารู้”
“แต่องครักษ์เสื้อแพรยังตรวจสอบที่อยู่ของพวกเขาไม่พบ อีกทั้งองครักษ์เสื้อแพรคงตรวจไม่พบด้วย”
“อ้อ?”
ในที่สุดลู่หยวนก็เกิดความสนใจขึ้นมาบ้าง เขาปิดบทละคร ดวงตามีมนต์สะกดคู่นั้นหันมามองนาง
แววตาเขาเจือรอยยิ้ม ทว่าที่มากกว่านั้นคือไอสังหาร
เมิ่งเชียนเชียนสบสายตาเขา “สายลับของเป่ยเหลียงซ่อนตัวอยู่ที่หอหมื่นบุปผา”
ลู่หยวนหยักยกมุมปาก “ลู่หลิงเซียวเป็นคนบอกเจ้ารึ”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า “บังเอิญได้ยินมาเจ้าค่ะ เขาไม่แน่ใจ และไม่กล้าไปตรวจสอบ แต่ข้าว่า ผู้บัญชาการใหญ่คงกล้า อย่างไรเสียใต้หล้านี้ก็ไม่มีที่ใดที่องครักษ์เสื้อแพรของผู้บัญชาการใหญ่มิกล้าไปอยู่แล้ว”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าจุดจบของการหลอกลวงข้าคืออะไร”
“ข้าน้อยมิกล้า”
“ข้ายังไม่ทันตอบตกลงว่าจะทำข้อแลกเปลี่ยนกับเจ้าเลย เจ้าก็บอกข้าก่อนเสียแล้ว ไม่กลัวว่าข้าจะฆ่าเจ้าแล้วเปลี่ยนท่าทีไม่ยอมรับข้อตกลงรึ”
“ผู้บัญชาการใหญ่อาจจะมิใช่คนดี แต่มิใช่คนต่ำช้าแน่นอน”
ลู่หยวนแย้มยิ้มเจือความนัยลุ่มลึก “เจ้าต้องการสิ่งใด”
หลายวันต่อมา เมืองหลวงก็มีหิมะตกหนักอยู่หลายครา เมิ่งเชียนเชียนอ้างว่าพักรักษาตัว ตรวจบัญชีอยู่ที่เรือนไห่ถังเรื่อยมา
นางไม่ไปประจบคนในจวนเหล่านั้นอีกแล้ว ไม่เพียงแต่หยุดซื้อรังนกให้เหล่าฮูหยิน ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยหลายอย่างก็ลดลงด้วย
เหล่าฮูหยินโมโหเจียนตาย ตามเมิ่งเชียนเชียนไปสั่งสอน เมิ่งเชียนเชียนไม่ไป
และข้อดีของหิมะก็คือเหล่าฮูหยินไม่กล้าเสี่ยงลื่นล้มมาสั่งสอนนางถึงเรือนไห่ถังด้วยตัวเอง
เหล่าฮูหยินกลับอยากเรียกลู่หลิงเซียวมาอบรมภรรยาตนเองนัก จนด้วยเกล้าที่ลู่หลิงเซียวไม่อยู่
องครักษ์เสื้อแพรตรวจสอบเจอสายลับเป่ยเหลียงที่หอหมื่นบุปผาในเมืองหลวง สามคนถูกจับทันที อีกสองคนหลบหนีไป
ลู่หลิงเซียวเคยหลบซ่อนอยู่ที่เป่ยเหลียง คุ้นเคยกับความเสแสร้งของชาวเป่ยเหลียงดี กำลังวุ่นกับการจับสายลับให้ราชสำนัก ไม่ได้กลับจวนมาหลายวันแล้ว
เหล่าฮูหยินเพลิงโทสะเต็มท้อง ไม่มีที่ให้ระบายจนร้อนในขึ้นปากไปหลายตุ่ม
อุตส่าห์รอจนหิมะหยุดแล้ว คนจากบ้านเดิมของเหล่าฮูหยินก็มาหา
“คุณหนู เหล่าฮูหยินตามให้ท่านไปหาเจ้าค่ะ” ปั้นซย่าเข้ามาในห้องแล้วเอ่ย
เมิ่งเชียนเชียนเพิ่งดูบัญชีเละเทะเล่มสุดท้ายเสร็จ นางใช้พู่กันสีชาดวงจุดที่ผิด
“คุณหนู ไปหรือไม่เจ้าคะ” แม่นมหลี่ถามอย่างเป็นห่วง “ได้ยินว่าคนจากตระกูลจ้าวมา ดูท่าคงมาเรียกเงิน”
เหล่าฮูหยินทั้งกินเองทั้งเอาเงินไปเลี้ยงดูบ้านเดิม น่าเกียจยิ่งนัก แม้แต่แม่นมหลี่ยังทนดูไม่ได้
เมิ่งเชียนเชียนปิดสมุดบัญชี “มาพอดีเลย มีบางบัญชีที่ควรจะจัดการได้แล้ว”
กินของนางไปตั้งหลายปี ได้เวลาให้พวกเขาคายออกมาแล้ว!
ตระกูลจ้าวมาหาในครานี้เป็นน้องสะใภ้กับหลานชายของเหล่าฮูหยิน
เมิ่งเชียนเชียนเพิ่งมาถึงหน้าประตูก็เห็นจ้าวเหล่าฮูหยินร้องห่มร้องไห้น้ำหูน้ำตาไหลอยู่ “พี่หญิงใหญ่…ท่านต้องช่วยเหิงเกอร์นะ…เขาเป็นหลานชายแท้ๆ ของท่าน…ท่านช่วยเขาที…”
ฮูหยินรองเบ้ปาก “เขาไปล่วงเกินใครไม่ล่วง ดันล่วงเกินผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพร พวกเราจะทำอะไรได้”
จ้าวเหล่าฮูหยินเอ่ย “เอาอย่างนี้…ให้เซียวเกอร์ไปร้องขอความเมตตาดีหรือไม่”
เหล่าฮูหยินเอ่ย “เซียวเกอร์…สองสามวันนี้ไม่อยู่บ้านเลย”
ไม่อยู่บ้านอะไรกัน เห็นๆ อยู่ว่าไม่สนิทชิดเชื้อกับองครักษ์เสื้อแพร ขอร้องไม่ได้!
จ้าวเหล่าฮูหยินเอ่ยทั้งน้ำตา “เหิงเกอร์เมา…ใช่ว่าจงใจหยอกเย้าคนเขาเสียหน่อย…อีกอย่างเขาก็ไม่รู้ว่าแม่นางผู้นั้นจะเป็นน้องสาวของผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพร...ขอแค่สองหมื่นตำลึง…เรื่องนี้ก็แล้วกันไป…ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะตีเหิงเกอร์ให้ตายเลยนะ…”
ฮูหยินรองหน้าถอดสี “สองหมื่นตำลึง้ชียวรึ พวกเราตระกูลลู่จะเอาเงินมากมายเพียงนั้นมาจากไหน!”
จ้าวเหล่าฮูหยินเอ่ย “แม่หนูเมิ่งมีเงินมิใช่หรือ ขอจากนางมาก็สิ้นเรื่อง!”
เมิ่งเชียนเชียนเลิกม่านเดินเข้ามาในห้อง “ท่านย่าสะใภ้ อย่าว่าแต่ข้าไม่มีเงินมากมายเพียงนั้นเลย ต่อให้มี ข้าก็ไม่อาจเอาไปถมช่องโหว่ของตระกูลจ้าวได้มิใช่หรือ”
[1] จู (猪) หมู