เกิดใหม่เป็นยอดดวงใจขุนนางจอมโฉด - ตอนที่ 15 ทวงคืนสินเจ้าสาว
“นั่นน่ะสิ!” ฮูหยินรองทนดูเหล่าฮูหยินเอาเงินไปช่วยเหลือบ้านเดิมไม่ได้มาตั้งนานแล้ว
เหล่าฮูหยินขมวดคิ้ว เอ่ยกับเมิ่งเชียนเชียนว่า “ช่วยคนสำคัญที่สุด เจ้าเอามาก่อน”
เมิ่งเชียนเชียนถอนใจ “ใช่ว่าหลานไม่อยากควักเงินก้อนนี้ให้ แต่ในมือหลานเหลืออยู่แค่หมื่นตำลึงเท่านั้นแล้ว”
จ้าวเหล่าฮูหยินตกใจเอ่ยว่า “สะ…สินเจ้าสาวของเจ้าตั้งมากตั้งมาย…เหลือแค่หมื่นตำลึงเองรึ พวกเจ้าตระกูลลู่ใช้เงินกันประสาอะไร!”
เมิ่งเชียนเชียนถอนหายใจอีกเฮือก “ข้าก็ไม่ทราบเช่นกันเจ้าค่ะ เวลาแค่ไม่กี่ปี ข้ามีหน้าที่แค่จ่ายเงิน ส่วนใช้เงินอย่างไรนั้น ท่านย่าเป็นคนจัดการ”
โชคดีที่เหล่าฮูหยินไม่ไว้ใจนาง ผู้ดูแลจวนล้วนเป็นคนสนิทของเหล่าฮูหยินเอง ไม่เช่นนั้นนางคงอับจนคำพูดอธิบายอะไรไม่ได้
เหล่าฮูหยินสีหน้าพลันกระอักกระอ่วน นางกระแอมให้คอโล่ง “อย่าเพิ่งคุยเรื่องนี้ เอาหมื่นตำลึงออกมาก่อน ให้ท่านย่าสะใภ้เจ้าจัดการปัญหาเร่งด่วน”
เมิ่งเชียนเชียนแย้มยิ้ม “จัดการปัญหาเร่งด่วนน่ะได้ แต่ต้องตกลงกันก่อนนะเจ้าคะ เงินก้อนนี้ข้าให้ตระกูลจ้าวหยิบยืม มีต้นมีดอก ต้องเขียนไว้เป็นหลักฐาน”
เหล่าฮูหยินได้ยินคำนี้ก็ไม่พอใจขึ้นมา “คนกันเองจะเขียนไว้เพื่อการใด คนเขาจะไม่จ่ายคืนเจ้าหรือ”
จ้าวเหล่าฮูหยินเอ่ย “นั่นน่ะสิ เชียนเชียน แบบนี้มันแสดงท่าทีเป็นคนนอกแล้ว!”
เมิ่งเชียนเชียนไม่สนใจพวกนางสองคนที่เข้าขากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย นางหันไปมองฮูหยินรองแทน “ท่านอาสะใภ้รองคิดว่าอย่างไร”
ตระกูลจ้าวนิสัยอย่างไร ฮูหยินรองมีหรือจะไม่รู้ “เขียนสัญญากู้ยืม! เขียนไว้เป็นหลักฐานเลย! ไม่เช่นนั้นเงินก้อนนี้ก็อย่าคิดจะมายืม! พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านว่าใช่หรือไม่”
ลู่หมู่พยักหน้า “พี่น้องที่แท้จริงต้องคิดบัญชีกันให้ชัดเจน เขียนสัญญากู้ยืมไว้ดีกว่า”
เมิ่งเชียนเชียนหันมองเหล่าฮูหยิน “ท่านย่า เอาสัญญากู้ยืมฝากไว้ในมือท่าน จะคืนเมื่อใดนั้น เชียนเชียนจะไม่เร่งแน่นอน”
เหล่าฮูหยินแม้จะประคับประคองบ้านเดิม แต่อย่างไรเสียก็กลัวว่าหากคืนเงินก้อนนี้ไม่ไหว ภายหน้าตระกูลลู่คงลำบาก
กอปรกับตนเป็นคนถือสัญญากู้ยืมเอาไว้ ถ้าเกิดว่าบ้านเดิมคืนไม่ไหวขึ้นมาจริงๆ…หรือคืนมาน้อย นางก็เป็นฝ่ายตัดสินใจเองได้
ส่วนจ้าวเหล่าฮูหยินนั้นรู้ดีว่าพี่สาวสามีผู้นี้ลำเอียงปกป้องบ้านเดิมเพียงใด สัญญากู้ยืมอยู่ในมือนาง นั่นมิใช่เท่ากับว่าไม่ได้ยืมหรอกหรือ
จ้าวเหล่าฮูหยินจึงตอบตกลงอย่างยินดีปรีดา
เหล่าฮูหยินหันมองเมิ่งเชียนเชียนด้วยความสงสัย “เจ้าเหลือแค่หมื่นตำลึงจริงๆ รึ”
เมิ่งเชียนเชียนล้วงกุญแจดอกหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อ “ท่านย่า นี่คือกุญแจห้องคลัง หากท่านไม่เชื่อ ไปนับดูเองได้เลย”
เหล่าฮูหยินรับกุญแจมา “ไปห้องคลัง!”
ฮูหยินรองแววตาเป็นประกายวาบ คล้องแขนลู่หมู่เอาไว้ “พี่สะใภ้ใหญ่ พวกเราก็ไปด้วยเถอะ!”
นางต้องการเห็นกับตา จะปล่อยให้เหล่าฮูหยินกับตระกูลจ้าวเอาไปเกินไม่ได้เด็ดขาด
พวกนางไปยังห้องคลังกันอย่างเอิกเกริก
แม้ว่าเมิ่งเชียนเชียนจะถือกุญแจไว้เอง แต่หน้าห้องคลังมีผู้คุ้มกันเรือนที่เป็นวรยุทธ์เฝ้าอยู่ตลอด ซึ่งลู่สิงโจวเป็นคนจัดหามา เมิ่งเชียนเชียนได้เคยเอาของในห้องคลังไปหรือไม่ ผู้คุ้มกันเรือนย่อมรู้ดี
ดังนั้น เมื่อพวกนางนับแล้วนับอีก และมั่นใจแล้วว่าก้อนเงินในหีบเหลือหนึ่งหมื่นตำลึงจริงๆ แต่ละคนพลันมึนงงกันหมด
“เหตุใดจึงใช้ไปมากมายเพียงนี้…” ฮูหยินรองลอบกัดฟันกรอด
เหล่าฮูหยินก็รู้สึกไม่แพ้กัน
เมิ่งเชียนเชียนเห็นความตกตะลึงของทั้งสองอยู่ในสายตา เงินใกล้จะหมดแล้ว งงกันเลยล่ะสิ
อันที่จริงแม้จะอยู่ในเมืองหลวง เงินหมื่นตำลึงก็เป็นจำนวนที่ไม่น้อย เพียงแต่เมื่อเทียบกับสินเจ้าสาวมหาศาลที่เมิ่งเชียนเชียนเอามาด้วยในตอนนั้น จำนวนที่เหลือนี้จึงไม่นับว่ามากมาย
เมิ่งเชียนเชียนกับลู่หมู่มัธยัสถ์กันมาโดยตลอด เหล่าไท่จวินก็ด้วย ใครเป็นคนใช้จ่ายมือเติบไม่ต้องคิดก็รู้
เสียดายก็เพียงเจ้าตัวที่ไม่ได้คิดเช่นนั้นเลย
เหล่าฮูหยินรู้สึกว่าต้องเป็นบ้านรองที่แอบขโมยเอาไปไม่น้อยแน่ ส่วนฮูหยินรองก็คิดว่าเป็นเหล่าฮูหยินที่เอาไปจุนเจือบ้านเดิมมากเกินไป
เมิ่งเชียนเชียนท่าทางฉงนงงงวย “ท่านย่า ท่านอาสะใภ้รอง สีหน้าพวกท่านดูไม่ได้เลย มีตรงไหนไม่ถูกต้องใช่หรือไม่ เอาอย่างนี้ พวกเราตามพวกพ่อบ้านมาตรวจบัญชีด้วยกันดีหรือไม่”
“ไม่จำเป็น!”
“ไม่ต้อง!”
เหล่าฮูหยินกับฮูหยินรองเอ่ยขึ้นพร้อมกัน
เมิ่งเชียนเชียนเห็นพิรุธแต่ไม่เปิดโปง เอ่ยต่อ “อันที่จริงหมู่นี้หลานก็กำลังดูบัญชีอยู่เช่นกัน รู้สึกว่ารายการที่บันทึกไว้ในบัญชีมีปัญหาร้ายแรงเลยทีเดียว”
เหล่าฮูหยินหน้าทะมึนทันที “เจ้าดูบัญชีเป็นด้วยรึ เห็นตระกูลลู่แห่งเมืองหลวงเป็นครอบครัวเล็กๆ ที่ชิงโจวของเจ้าหรือไร ค่าใช้จ่ายของเรือนแต่ละหลังในจวนยังไม่ต้องพูดถึง พ่อสามีเจ้ารับราชการอยู่ข้างนอก จะขาดน้ำใจไปมาหาสู่กับผู้คนมิได้ บุตรสาวพ่อค้าเยี่ยงเจ้า ย่อมไม่เข้าใจสังคมราชการอยู่แล้ว!”
จ้าวเหล่าฮูหยินทอดมองเหล่าฮูหยินตาปริบๆ “พี่หญิงใหญ่ ยังขาดอีกหนึ่งหมื่นตำลึง…ทำเช่นไรดี”
เหล่าฮูหยินปรายตามา
ฮูหยินรองรีบถอยหลังทันที “ข้าไม่มีนะ!”
ลู่หมู่เอ่ย “ลูกก็ไม่มีเจ้าค่ะ”
ลู่หมู่นั้นไม่มีจริงๆ สินเจ้าสาวของนางถูกเอามาใช้ตั้งนานแล้ว
เหล่าฮูหยินเอ่ยกับน้องสะใภ้ว่า “ข้าจำได้ว่าตระกูลจ้าวมีร้านค้าอยู่ที่ถนนตะวันออกสองร้าน รวมกันน่าจะได้หนึ่งหมื่นตำลึง”
จ้าวเหล่าฮูหยินสีหน้าพลันเปลี่ยน “พี่หญิงใหญ่…”
เหล่าฮูหยินโบกมือ “เรื่องนี้ก็เอาอย่างนี้ล่ะ”
จ้าวเหล่าฮูหยินเดิมทีอยากจะเอาจากตระกูลลู่ทั้งหมด ไม่คิดเลยว่าสินเจ้าสาวของเมิ่งเชียนเชียนจะถูกตระกูลลู่สูบจนเหลือหนึ่งหมื่นตำลึงสุดท้ายแล้ว
อันที่จริงนางก็ขุ่นเคืองพี่สาวสามีเช่นกัน หลายปีมานี้พี่สาวสามีใช้เงินของแม่หนูตระกูลเมิ่งไปไม่ใช่น้อยๆ เกรงว่าจะเก็บเป็นเงินสำรองเยอะน่าดู แต่กลับจะให้ตระกูลจ้าวขายร้านค้าที่คุ้มค่าที่สุดสองร้านนี้ออกไป
แต่นางพูดออกไปไม่ได้ อย่างไรเสียสองร้านนั้นก็เป็นพี่สาวสามีที่ใช้สินเจ้าสาวของแม่หนูเมิ่งแอบซื้อให้บ้านเดิม
เมิ่งเชียนเชียนเขียนสัญญากู้ยืมต่อหน้าทุกคน ให้จ้าวเหล่าฮูหยินกับหลานชายของนางลงนามประทับลายนิ้วมือ จากนั้นก็มอบสัญญากู้ยืมให้แก่เหล่าฮูหยิน
ฮูหยินรองบ่นขึ้นว่า “ให้ตระกูลจ้าวไปหมดแล้ว พวกเราจะกินอะไรกันล่ะทีนี้ อดๆ อยากๆ กันรึ”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยอย่างจนด้วยเกล้า “ห้องคลังยังมีทองคำ เงิน และเครื่องประดับอีกจำนวนหนึ่ง หากในจวนลำบากจริงๆ ก็เอาไปจำนำมาไว้ใช้จ่ายก็แล้วกันเจ้าค่ะ กุญแจท่านย่าก็ไม่ต้องคืนเชียนเชียนแล้ว”
นี่คือจะไม่ดูแลบ้านแล้ว
ทว่าเหล่าฮูหยินจะพูดอะไรได้
เมิ่งเชียนเชียนถูก ‘สูบเลือดสูบเนื้อ’ หมดแล้วจริงๆ!
ครั้นกลับมาถึงเรือนไห่ถัง แม่นมหลี่ก็ปวดใจยิ่งนัก
“คุณหนู ท่านจะให้ตระกูลจ้าวยืมหนึ่งหมื่นตำลึงสุดท้ายไปเช่นนี้น่ะหรือเจ้าคะ สัญญากู้ยืมก็ไม่เก็บไว้ในมือเอง ภายหน้าตระกูลจ้าวไม่ยอมจ่ายจะทำอย่างไร”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ย “ตระกูลจ้าวย่อมไม่จ่ายอยู่แล้ว”
มีอำนาจมีตำแหน่ง ต่อให้ไม่มีสัญญากู้ยืม ก็ไม่มีผู้ใดกล้าค้างหนี้ แต่หากเป็นคนไร้อำนาจไร้ตำแหน่ง ต่อให้มีสัญญากู้ยืมอยู่ในมือมากมาย มีหลักฐานมากพอ อีกฝ่ายก็ไม่ยี่หระ และไม่ยอมจ่ายจนถึงที่สุด
เคราะห์ร้าย ที่เมิ่งเชียนเชียนคืออย่างหลัง
ดังนั้นนางจึงไม่ได้หวังว่าตระกูลจ้าวจะคืนเงินตั้งแต่แรกแล้ว
กลางดึก
เมิ่งเชียนเชียนตื่นจากฝัน
นางกลับไม่ได้ตื่นเพราะฝันร้าย แต่เคยชินจนเป็นนิสัยเสียแล้ว พอถึงเวลานี้ก็จะลืมตาตื่นเอง
ลู่หยวนนั่งอยู่บนเก้าอี้กวนเม่า[1]ที่ทำด้วยไม้จันทน์ตัวเดิมของเขา ผิงถ่านหงหลัวไร้ควัน พลิกบทละครเล่มใหม่ของนางอย่างสบายใจเจือแววเกียจคร้าน
“เล่มนี้สู้เล่มก่อนหน้าไม่ได้ ไม่สนุกเลย!”
ไม่สนุกแล้วท่านยังอ่านอีก
เมิ่งเชียนเชียนกวาดตามองโต๊ะข้างเตียง บนนั้นมีตั๋วเงินปึกหนาวางอยู่กับโฉนดร้านค้าสองร้าน
ทำข้อแลกเปลี่ยนกับผู้บัญชาการใหญ่นั้นคุ้มค่า ไม่เพียงโยกย้ายสินเจ้าสาวหนึ่งหมื่นตำลึงออกมาอย่างราบรื่น ยังทำให้ตระกูลจ้าวคายร้านค้าที่มีมูลค่าสูงสุดสองร้านนั้นออกมาด้วย
เมิ่งเชียนเชียนตรวจสอบโฉนดต่อหน้าเขาว่าเป็นของจริงหรือไม่ แล้วนับตั๋วเงินบนโต๊ะต่อ
“เกินมาสองพันตำลึงเจ้าค่ะ”
ตระกูลจ้าวเอาเงินจากนางไปแค่หนึ่งหมื่นตำลึง
ผู้บัญชาการใหญ่ลู่พลิกหน้าบทละคร พลางเอ่ยอย่างไม่ใคร่ใส่ใจว่า “เป่าจูให้เจ้า”
แม่หนูน้อยจ่ายค่านมของตัวเองเป็นแล้วหรือนี่
เมิ่งเชียนเชียนส่งเสียงอ้อคำหนึ่ง ก่อนนับตั๋วเงินสองพันตำลึงออกมา “รบกวนผู้บัญชาการใหญ่นำเงินก้อนนี้มอบให้ใต้เท้าผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรด้วย”
คนเขาอุตส่าห์แสดงละครให้ฉากหนึ่ง น้ำใจเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้นางย่อมรู้จักให้
เดิมทียังกังวลว่าใต้เท้าท่านนี้จะปฏิเสธ และคิดว่านางใช้โอกาสนี้ประจบลูกน้องเขาหมายดึงเขามาเป็นพวก
นางถึงขั้นตระเตรียมคำพูดเอาไว้แล้ว ไม่คิดเลยว่าผู้บัญชาการใหญ่ลู่จะเพียงแค่ส่งเสียงอืมนิ่งๆ คำหนึ่ง
เมิ่งเชียนเชียนลอบพรูลมหายใจโล่งอก
คนผู้นี้อิสระไม่สนกฎเกณฑ์ไปหน่อย แต่คบหาดูแล้วกลับไม่เหนื่อย
เมิ่งเชียนเชียนถาม “เจาเจาเล่า”
ลู่หยวน “ในตะกร้า”
เมิ่งเชียนเชียน “ไม่มีนะเจ้าคะ”
ลู่หยวนชะงัก หันไปมองตะกร้ามีเพียงผ้าอ้อมว่างเปล่า
“…”
เอ่อ เสี่ยวเป่าจูล่ะ?
[1] เก้าอี้กวนเม่า หรือเก้าอี้หมวกราชการ ซึ่งได้ชื่อมาจากรูปทรงบริเวณหัวของพนักพิงที่คล้ายกับหมวกทางการของข้าราชการในสมัยนั้น