เกิดใหม่เป็นยอดดวงใจขุนนางจอมโฉด - ตอนที่ 16 ระหว่างภรรยากับอนุ
ณ จวนผู้บัญชาการประจำนครหลวง จันทราอับแสง ลมแรงกระโชก
เงาร่างน้อยลับๆ ล่อๆ สายหนึ่ง แอบคลานออกมาจากตะกร้า กระดึ๊บๆ คลานเข้าไปในห้องครัวเล็ก
อาศัยจังหวะคนไม่ทันระวัง คว้าน่องไก่หมับ!
ทว่า เมื่อเป่าซูเอาน่องไก่กลับมาถึงห้องตัวเอง ก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าตะกร้าของนางหายไปแล้ว!
ท่านพ่อไม่เอาไหนก็ไม่อยู่แล้ว!
แอ้!
เป่าซูคลุ้มคลั่ง!
……
ในเมื่อเป่าซูไม่อยู่ ผู้บัญชาการใหญ่ลู่ก็ไม่จำเป็นต้องรั้งอยู่เรือนไห่ถังอีกต่อไป
เขาโยนบทละครที่อ่านไปกว่าครึ่งกลับไปยังโต๊ะข้างเตียง ก่อนจะลุกขึ้นยืนอย่างเอ้อระเหย
ร่างสูงใหญ่บดบังแสงเทียนริบหรี่ด้านหลัง ใบหน้าหล่อเหลาเหลี่ยมสันชัดเจนของเขาถูกความมืดปกคลุม ดวงตาเรียวยาวคู่นั้นสามารถเห็นทุกอย่างได้ชัดเจนท่ามกลางความมืดมิด
เมิ่งเชียนเชียนถามราบเรียบ “ประเดี๋ยวจะมาอีกหรือไม่”
ไม่มานางจะได้นอน
ผู้บัญชาการใหญ่ลู่หลุดหัวเราะ กดตามองต่ำไปยังนาง “มัวแต่ไปๆ มาๆ ฟ้าก็สว่างพอดี เจ้าเห็นข้าว่างนักหรือ”
เมิ่งเชียนเชียนทอดมองบทละครที่ถูกเขาอ่านจนจะหมด ก่อนกะพริบตาปริบๆ อย่างเรียบเฉย
ผู้บัญชาการใหญ่ลู่โน้มตัวอันสูงส่งลง ความกดดันอันแข็งแกร่งเจือกลิ่นอายของบุรุษโชยมาปะทะหน้า
นิ้วมือเย็นเยียบดุจกระดูกของเขาบีบคางนางไว้ พลางแย้มยิ้มแกมหยอก “หรือว่า เจ้าอยากให้ทุกคนเห็นข้าออกมาจากห้องของเจ้า ข้าน่ะไม่เป็นไรหรอก แต่ไม่รู้ว่าเจ้าจะถูกตระกูลลู่จัดการอย่างไร”
เมิ่งเชียนเชียนทอดมองขุนนางโฉดผู้โหดเหี้ยมไร้ปราณีที่สุดของราชสำนักอย่างเรียบนิ่ง “ความร่ำรวยและเกียรติยศมักได้มาด้วยความเสี่ยง หากสามารถได้รับการคุ้มครองจากผู้บัญชาการใหญ่ ล่วงเกินตระกูลลู่แล้วอย่างไร”
ลู่หยวนยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มเต็มไปด้วยไอสังหารอันคมกริบ “ข้าไม่มีทางคุ้มครองสตรีคนใด ต่อให้เจ้ามีความดีความชอบล้นฟ้า ความเป็นตายของเจ้าก็ไม่เกี่ยวอะไรกับข้า”
“เจ้าจงจำเอาไว้ให้ดี ข้า ไม่เคยเป็นคนดีอะไรทั้งนั้น”
จนกระทั่งเขาจากไปแล้ว เมิ่งเชียนเชียนจึงได้ปล่อยเข็มเงินที่กำแน่นอยู่ในมือออก
นางเหงื่อเปียกชุ่มไปทั้งแผ่นหลัง
ได้ยินว่าขุนนางโฉดผู้นี้อารมณ์แปรปรวนเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ทั้งยังเย็นชาไร้ความรู้สึก เป็นเพราะหมู่นี้เจาเจาน้อยอยู่ด้วย เขาถึงได้เก็บงำไอสังหารทั่วร่างเอาไว้ ทำให้นางเกิดภาพลวงตาว่าบางทีเขาอาจจะไม่ได้น่ากลัวอย่างเช่นที่ล่ำลือกัน
กอปรกับการแลกเปลี่ยนครานี้เขาตกลงฉับไว จึงยิ่งเพิ่มภาพลวงตาทำนองนี้ให้มากยิ่งขึ้น
เป็นนางที่รีบร้อนเกินไป
บุตรสาวพ่อค้าเยี่ยงนาง จะก้าวเดียวถึงฟ้า[1] ปีนขึ้นไปบนไม้สูงกิ่งนี้ที่แม้แต่ตระกูลลู่ยังไม่อาจเอื้อมได้อย่างไร
เขาพาเป่าซูมาหานาง เพราะเขามีความสุขที่ได้กล่อมเป่าซู หาใช่เพราะเขาถูกทารกน้อยคนหนึ่งจัดการเสียอยู่หมัดจริงๆ ไม่
ผู้บัญชาการใหญ่ที่ใครได้ยินชื่อเป็นต้องหวาดผวาผู้นี้ ไร้จุดอ่อน ไร้พันธนาการ และไร้หัวใจ
เมิ่งเชียนเชียนนอนตื่นมา ทุกอย่างภายในห้องก็กลับคืนสภาพเดิม ไม่รู้ว่าองครักษ์เสื้อแพรยกของขนาดใหญ่เพียงนั้นเข้าออกอย่างไร แต่อย่างไรเสียก็ไม่ใช่สิ่งที่นางต้องมานั่งกังวล
แม่นมหลี่ยกน้ำร้อนเข้ามาในห้อง ก่อนเอาม่านมุ้งขึ้นแขวนไว้ ครั้นเห็นสีหน้าซีดเซียวของเมิ่งเชียนเชียนจึงถามว่า “คุณหนู ฝันร้ายอีกแล้วหรือ”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าว่า “ไม่ใช่หรอก ดูบัญชีดึกน่ะ นอนไม่พอ”
แม่นมหลี่เอ่ยด้วยน้ำใสใจจริงว่า “ไม่กี่วันนี้เปียกฝนมา เพิ่งจะหายไข้ ระวังจะเหนื่อยเอานะเจ้าคะ”
เมิ่งเชียนเชียนพยักหน้า “รู้แล้วล่ะ แม่นม”
แม่นมหลี่หยิบอาภรณ์มา “เมื่อก่อนคุณหนูไม่ชอบฟังบ่าวพร่ำบ่น”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ย “เมื่อก่อนเชียนเชียนยังเด็ก ไม่รู้ความ แต่ในใจย่อมรู้ดีว่าแม่นมหวังดีต่อข้า”
แม่นมหลี่ยิ้มเอ่ย “นั่นมันแน่อยู่แล้ว”
คุณหนูรู้ประสาตั้งแต่ยังเล็ก ถูกทะนุถนอมดูแลอย่างดีจนเติบโตก็ไม่เคยตัวจนนิสัยเสีย เพียงแต่ว่าหลังจากตกน้ำ ความคิดก็ปลอดโปร่งยิ่งขึ้น
“คุณหนู!” ปั้นซย่าหิ้วกล่องอาหารเข้ามาด้านใน “บ่าวเพิ่งมาจากห้องครัวกลาง ทางนั้นบอกว่าเหล่าฮูหยินโมโหหนักเลยเจ้าค่ะ!”
เหล่าฮูหยินโมโห เป็นสิ่งที่เมิ่งเชียนเชียนคาดการณ์ไว้แล้ว เพียงแต่ว่า เดิมทีนึกว่าเหล่าฮูหยินจะอดทนอย่างน้อยๆ สองสามวัน ไม่คิดเลยว่าไม่ทันไรก็ทนไม่ไหวเสียแล้ว
จะว่าไปแล้ว ก็เป็นเพราะเมิ่งเชียนเชียนเลี้ยงดูเหล่าฮูหยินในจวนดีเกินไปในหลายปีมานี้ ทำให้อีกฝ่ายเคยตัว จู่ๆ ไม่มีคนควักเงินให้ นางก็นั่งไม่ติดทันที
เหล่าฮูหยินเรียกคนไปเอาทองคำ เงินและเครื่องประดับในห้องคลังไปจำนำตั้งแต่เช้าตรู่จริงๆ แต่เครื่องประดับเหล่านั้นคุณภาพไม่ดี รูปลักษณ์ก็ตกยุค ได้เงินแค่ไม่เท่าใด จึงอยากให้บ้านรองคายเงินออกมาบ้าง ฮูหยินรองบ่ายเบี่ยงว่าตนไม่มี รีบแกล้งป่วยขึ้นมาทันที
เหล่าฮูหยินโมโหแทบตาย ได้ยินว่าจานชามแตกไปหลายใบแล้ว
“สมน้ำหน้า!” ปั้นซย่าเอ่ยอย่างสะใจ
แม่นมหลี่รีบเอ่ยว่า “เบาเสียงหน่อย ระวังใครมาได้ยินเข้า!”
ปั้นซย่าเอ่ยอย่างซุกซน “ข้าระวังอยู่แล้วเจ้าค่ะ แม่นม!”
เมิ่งเชียนเชียนดื่มชาคำหนึ่ง “นี่เพิ่งจะคายร้านค้ามาสองร้าน ก็โมโหถึงเพียงนี้แล้ว วันหน้าหากจะทวงคืนมากกว่านี้ ท่านย่าผู้นี้ของข้าจะไม่ขาดใจตายเลยหรือ”
ปั้นซย่าไม่เข้าใจ แม่นมหลี่กลับดวงตาเป็นประกาย “คุณหนู…”
เมิ่งเชียนเชียนแย้มยิ้ม “แม่นม บัญชีนี้ไม่รีบร้อน พวกเราค่อยเป็นค่อยไป”
หลังมื้อเช้า เมิ่งเชียนเชียนก็พาปั้นซย่าออกจากเรือน
ตระกูลลู่ทุกคนต่างรู้ดีว่า เหล่าไท่จวินชอบฟังบทละคร คนอื่นซื้อมาให้เหล่าไท่จวินไม่ถูกใจ เมิ่งเชียนเชียนจึงออกไปเลือกให้ด้วยตัวเองทุกหนึ่งหรือสองเดือน
นับตั้งแต่คราล่าสุดที่ไปร้านหนังสือก็ผ่านมาหนึ่งเดือนครึ่งพอดี
“คุณหนู เหตุใดทหารจึงเต็มถนนไปหมดเลย”
“คงเพราะใกล้คืนส่งท้ายปีเก่าแล้ว จึงเดินลาดตระเวนกระมัง”
การจัดขบวนทัพเช่นนี้ คงเพราะยังจับสายลับเป่ยเหลียงที่หลบหนีจากหอหมื่นบุปผาไม่ได้
มาคิดๆ ดูก็ไม่แปลก สามารถหนีรอดเงื้อมมือองครักษ์เสื้อแพรไปได้ เห็นได้ชัดว่ามีฝีมือไม่ธรรมดา
“ลู่ฮูหยิน มาเลือกบทละครให้เหล่าไท่จวินอีกแล้วหรือ”
เด็กช่วยงานในร้านหนังสือยิ้มแย้มต้อนรับเมิ่งเชียนเชียนเข้ามา
เมิ่งเชียนเชียนถามว่า “มีบทละครใหม่หรือไม่”
เด็กช่วยงานในร้านหนังสือยิ้มเอ่ย “มีขอรับ! การสอบขุนนางประจำฤดูใบไม้ผลิปีหน้า มีผู้เข้าสอบไม่น้อยเข้าเมืองหลวงมาก่อนสิ้นปีแล้ว บทละครของพวกเราจึงมีมากขึ้นทันตาเลย!”
ปั้นซย่าเอ่ยอย่างฉงนว่า “ผู้เข้าสอบพวกนี้ไม่ตั้งใจเตรียมสอบ ยังมีแก่ใจเอ้อระเหยเขียนบทละครอีก คุณชายทั้งสองของตระกูลลู่ เล่าเรียนที่กั๋วจื่อเจียน[2]จนไม่มีเวลาว่างกลับบ้านแหน่ะ!”
เด็กช่วยงานในร้านหนังสือเอ่ยอย่างเกรงใจว่า “แม่นางปั้นซย่าคงไม่ทราบ ผู้เข้าสอบบางคนฐานะยากจน จำต้องอาศัยวิธีการหาเลี้ยงชีพ เพื่อจะได้มีค่าอาหารและค่าเดินทาง”
ปั้นซย่ากระจ่างแล้ว “อ้อ”
เมิ่งเชียนเชียนเลือกมาห้าเล่ม ให้ปั้นซย่าจ่ายเงิน
“คุณหนู พวกเราจะกลับตระกูลลู่เลยหรือไม่”
“ไปถนนตะวันออก”
นางจะไปริบร้านค้าสองร้านที่ถนนตะวันออก
ที่นี่อยู่ใกล้ๆ ถนนตะวันออก เดินทะลุตรอกหนึ่งไปแล้วเลี้ยวก็ถึงแล้ว
เมิ่งเชียนเชียนกับปั้นซย่ามุ่งหน้าไป
เพื่อไม่ให้คนจำได้ เมิ่งเชียนเชียนกับปั้นซย่าจึงสวมผ้าคลุมหน้า
เพิ่งมาถึงหน้าร้านแรก ปั้นซย่าก็ควงแขนคุณหนูตนชี้ไปด้านใน “คุณหนู ดูสิเจ้าคะ เป็นแม่นางหลิน!”
ร้านนี้จำหน่ายเครื่องหอมและเครื่องประทินโฉม
หลินหว่านเอ๋อร์กำลังพาลี่ว์หลัวเลือกแป้งชาดชั้นดีหลายกล่อง หลินหว่านเอ๋อร์ก็สวมผ้าคลุมหน้าเช่นกัน เพียงแต่ว่าคนที่รู้จักนางก็ยังจดจำได้ในปราดเดียว
ปั้นซย่าแค่นเสียงเอ่ย “ตั้งครรภ์อยู่ยังจะทาแป้งชาด ปีศาจจิ้งจอก! คุณหนู พวกเราจะเข้าไปหรือไม่เจ้าคะ”
เมิ่งเชียนเชียนยิ้มจางๆ “เหตุใดจะไม่เข้าเล่า ข้าเป็นภรรยาเอก คนที่ต้องหลบคือนาง”
ปั้นซย่ายืดอกขึ้น “ก็จริง!”
ทั้งคู่เข้าไปในร้าน
“ลู่ฮูหยิน?”
เสียงดีใจของสตรีดังขึ้นด้านหลัง
เมิ่งเชียนเชียนชะงักเล็กน้อย กำลังคิดจะดูว่าเป็นผู้ใด และเรียกตนใช่หรือไม่ ก็เห็นฮูหยินคนหนึ่ง อายุสามสิบต้นๆ อาภรณ์หรูหรา ประดับมุกและอัญมณีระยิบระยับ เดินผ่านข้างกายตนไปตบบ่าหลินหว่านเอ๋อร์
หลินหว่านเอ๋อร์หันกลับมา
หวังฮูหยินยิ้มเอ่ย “ข้าว่าแล้วว่าต้องเป็นเจ้า เจอกันที่งานเลี้ยงจวนผู้บัญชาการประจำนครหลวงเมื่อคราก่อน ข้าอยู่ตระกูลอาลักษณ์หวัง เจ้ายังจำข้าได้หรือไม่”
ขณะนั้นเอง ฮูหยินสองสามคนที่มาด้วยกันกับนางก็เข้ามาในร้าน
หนึ่งในนั้นมองหลินหว่านเอ๋อร์พลางถาม “หวังฮูหยิน ท่านนี้คือ…”
หวังฮูหยินดึงมือหลินหว่านเอ๋อร์มาจับ เอ่ยกับบรรดาฮูหยินว่า “นางคือภรรยาของแม่ทัพเจิ้นเป่ย ลู่ฮูหยิน!”
[1] ก้าวเดียวถึงฟ้า เปรียบเปรยถึงการบรรลุผลสำเร็จเพียงชั่วเวลาสั้นๆ
[2] กั๋วจื่อเจียน เป็นสถานบันที่ช่วยสนับสนุนกิจการสอบไล่ขุนนางของราชสำนัก หน้าที่คือจัดการเรียนการสอนเพื่อผลิตสุดยอดบัณฑิตของแผ่นดิน