เกิดใหม่เป็นยอดดวงใจขุนนางจอมโฉด - ตอนที่ 18 ยินดีเป็นฮูหยินของข้าหรือไม่
“คุณหนู! คุณหนู!”
ปั้นซย่าร้องเรียกไล่ตามไปทั้งน้ำตา
สตรีออกเรือนนางหนึ่งเดินสวนกับนาง โซซัดโซเซวิ่งเข้ามา ก่อนวิ่งไปหาเด็กน้อยที่กำลังร้องไห้เสียงดัง
ขณะนั้นเองเด็กน้อยกำลังถูกหวังฮูหยินจับมือปลอบขวัญอยู่
สตรีออกเรือนโผลงคุกเข่าให้หวังฮูหยิน “ขอบพระคุณฮูหยินที่ช่วยชีวิตบุตรชายข้า!”
หวังฮูหยินรีบเอ่ย “คนที่ช่วยชีวิตลูกชายเจ้าหาใช่ข้าไม่ เป็นฮูหยินแม่ทัพ!”
สตรีกอดลูกชายไว้ มองไปรอบๆ เห็นลู่หลิงเซียวในชุดเกราะกับหลินหว่านเอ๋อร์ที่สวมผ้าคลุมหน้าไว้
ชาวบ้านไม่รู้จักขุนนางในราชสำนัก แต่สวมชุดเกราะเช่นนี้ น่าจะเป็นแม่ทัพไม่ผิดแน่ และคนข้างกายเขาคงจะเป็นฮูหยินของเขา
นางรีบพาลูกชายเดินมาขอบคุณ “ขอบพระคุณฮูหยินแม่ทัพ…”
ฮูหยินคนหนึ่งปรายตามองหลินหว่านเอ๋อร์ พลางเอ่ยอย่างเย็นชาว่า “นางมิใช่ฮูหยินแม่ทัพ! ฮูหยินแม่ทัพตัวจริงน่ะเพื่อช่วยชีวิตทุกคนไว้ ถูกชาวเป่ยเหลียงต่ำช้าสองคนจับตัวไปแล้ว!”
“ใช่! สตรีรักตัวกลัวตายคนหนึ่งคู่ควรให้เรียกว่าฮูหยินแม่ทัพด้วยรึ”
“เมื่อครู่ยังเป็นฮูหยินจนติดใจอยู่เลยมิใช่หรือ ถึงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน ไยไม่บอกว่าตัวเองเป็นฮูหยินแม่ทัพแล้วเล่า”
ชั่วขณะที่เมิ่งเชียนเชียนขันอาสา ก็ไม่มีผู้ใดสงสัยในสถานะของนางอีกเลย
และถ้อยคำนี้ไม่เพียงจะสื่อให้ฮูหยินและหลินหว่านเอ๋อร์ฟังเท่านั้น ยังสื่อให้ลู่หลิงเซียวได้ยินด้วย
ภรรยาเจ้าเอาตัวเองไปเสี่ยงอันตราย เจ้าไม่ช่วยภรรยาตัวเองเป็นคนแรก นึกไม่ถึงว่าจะช่วยสตรีอื่น…
ลู่หลิงเซียวไม่รู้ว่าเมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น ทว่าฟังจากที่บรรดาฮูหยินพูดกัน เมิ่งเชียนเชียนช่วยเด็กและพวกนางทุกคนเอาไว้ เขารู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก
เด็กสาวนางนั้นขี้ขลาดตาขาวยิ่ง ปกป้องตัวเองยังไม่รอด จะเอาความกล้าจากไหนมาจัดการชาวเป่ยเหลียง
เข้าใจผิดที่ตรงไหนหรือไม่
ยามนี้ไม่ใช่เวลามาซักไซ้ไล่เรียง เรื่องด่วนที่ต้องจัดการในทันที คือรีบจับตัวสายลับเป่ยเหลียงสองคนนั้น และช่วยเมิ่งเชียนเชียนกลับมา
“ข้าไปช่วยคนก่อน เจ้ากลับไปก่อนนะ”
ลู่หลิงเซียวเอ่ยจบก็หันหลังไป
หลินหว่านเอ๋อร์เอื้อมคว้าเขา แต่คว้าไว้ไม่ได้
ลู่หลิงเซียวเพิ่งไล่ตามมาถึงถนนใหญ่ ก็เจอกับปั้นซย่าที่ล้มจนหัวร้างข้างแตก เขาดึงปั้นซย่าขึ้นมา
ปั้นซย่าผลักเขาออก พลางร่ำไห้เสียงดังเอ่ยว่า “ท่านหลบไป! ท่านปล่อยให้คุณหนูข้าถูกจับตัวไป! นึกไม่ถึงว่าท่านจะช่วยปีศาจจิ้งจอกดีกว่าช่วยคุณหนูข้า…ข้าเกลียดท่านเขย! ข้าเกลียดท่านเขย!”
ลู่หลิงเซียวขมวดคิ้ว ไม่ได้แย้งคำใด
จู่ๆ ปั้นซย่าก็คุกเข่าลง ขอร้องอย่างน้อยใจระคนสิ้นหวัง “ท่านเขย…ขอร้องท่าน…ช่วยคุณหนูกลับคืนมาด้วย…ไม่ว่าอย่างไรนางก็เป็นภรรยาของท่านนะ…”
ลู่หลิงเซียวกระชับด้ามดาบแน่น “ข้าจะช่วยนางกลับมา”
ทางด้านสายลับเป่ยเหลียงสองคนที่จับเมิ่งเชียนเชียนมาแล้ว ก็ปล้นรถม้ามาคันหนึ่ง
สายลับเป่ยเหลียงที่บาดเจ็บเล็กน้อยเป็นคนขับรถ เมิ่งเชียนเชียนกับสายลับอีกคนนั่งอยู่ในรถ ถูกอีกฝ่ายใช้ดาบยาวพาดคอไว้
“ลูกพี่ เมื่อครู่ลู่หลิงเซียวช่วยเอาไว้เป็นสตรีอีกคน เกรงว่านั่นต่างหากคือตัวจริง! นางเด็กนี่ไม่มีประโยชน์อันใดต่อพวกเราเลย พาไปก็เป็นภาระเปล่าๆ ไม่สู้ฆ่านางเสีย!”
ให้ปล่อยไปนั้นไม่มีทาง เป่ยเหลียงกับต้าโจวมีความแค้นบัญชีเลือดกันมาสิบปี พวกเขาไม่มีทางสงสารชาวต้าโจว!
เขาเร่งขับรถม้าเร็วขึ้น “ลูกพี่ ลูกพี่เหตุใดจึงไม่พูดจาเล่า”
“ผิดปกติ!”
สายลับเป่ยเหลียงที่บาดเจ็บสาหัสเอ่ยขึ้น
“ผิดปกติที่ตรงไหน ลูกพี่?”
ชายบาดเจ็บสาหัสเลิกม่านรถขึ้น มองถนนทอดยาวอันว่างเปล่า “เงียบเกินไป ถนนเส้นนี้เคยเงียบเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใด”
ได้ยินลูกพี่เอ่ยเช่นนี้ สายลับเป่ยเหลียงอีกคนก็สังเกตถึงความผิดปกติบางอย่างแล้ว
ไม่เพียงเท่านั้น นี่มันกลางวันแสกๆ จู่ๆ เขาก็ขนลุกชูชันสันหลังเย็นวาบขึ้นมา เหมือนกับว่า…มีกลิ่นอายอันตรายบางอย่างเข้ามาประชิด
“หยุดรถ!”
ชายบาดเจ็บสาหัสตะโกนขึ้น
สายลับบาดเจ็บเล็กน้อยรีบดึงบังเหียนสุดแรงเกิดเพื่อหยุดรถม้า
และห่างจากปลายจมูกของเขาเพียงชุ่นเดียว มีเส้นใยบางๆ ปรากฏให้เห็นรางๆ อยู่ท่ามกลางแสงตะวัน
นี่เป็นอาวุธลับเฉพาะขององครักษ์เสื้อแพร ที่ตัดเหล็กได้ดั่งตัดโคลน
เมื่อครู่นี้หากมุ่งตรงไปโดยไม่สนใจสิ่งใด พวกเขากับรถม้าคงโดนตัดเป็นสองท่อนไปแล้ว
มือเท้าเขาพลันเย็นเฉียบ เหงื่อเย็นชุ่มทั่วสรรค์พางกายทันที!
“ละ…ลูกพี่…”
เขาตกใจยกใหญ่ กระทั่งพูดจาก็ตะกุกตะกัก
ในขณะนั้นเอง เขาได้ยินเสียงหัวเราะไม่ยี่หระสายหนึ่งดังขึ้น ครั้นปรับสายตามองไปเบื้องหน้า ก็เห็นถนนอันว่างเปล่าปรากฏเงาร่างสีม่วงขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบได้
อีกฝ่ายนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่แกะสลักลายหงส์มังกร บ่าวรับใช้ใต้เท้าของเขาใช้แผ่นหลังต่างเบาะรอง นิ่งงันไม่ไหวติง
เขามีดวงหน้าหล่อเหลาไร้ผู้ใดเทียม มีดวงตาหงส์แฝงรอยยิ้มที่อันตราย มุมปากหยักยกขึ้นเล็กน้อย ท่าทางอันธพาลไม่สนกฎเกณฑ์
ข้างกายของเขานั้น มีองครักษ์เสื้อแพรในเครื่องแบบมัจฉาเหินยืนอยู่จำนวนหนึ่ง
เสียงทุ้มต่ำของชายบาดเจ็บสาหัสลอยมาจากภายในรถม้า “ที่แท้ก็เป็นผู้บัญชาการใหญ่นี่เอง ยินดีที่ได้พบ ยินดีที่ได้พบ”
ลู่หยวนเอ่ยเหน็บนิ่งๆ ว่า “ข้ากับพวกเจ้าชาวเป่ยเหลียงมีอะไรให้ยินดีที่ได้พบรึ ฆ่าพวกมันซะ”
องครักษ์เสื้อแพรประสานหมัด “ขอรับ!”
“ช้าก่อน!”
คนภายในรถม้าเลิกม่านขึ้น ผลักเมิ่งเชียนเชียนออกมา จ่อดาบพาดคอนางพร้อมกับขู่ว่า “หากผู้บัญชาการใหญ่กล้าแตะต้องพวกข้าแม้แต่ปลายเล็บ ข้าก็จะลากนางมาร่วมฝังด้วย!”
ลู่หยวนยิ้มเอ่ย “ความเป็นตายของสตรีนางหนึ่ง เกี่ยวอะไรกับข้าด้วย”
สายลับเป่ยเหลียงดันคมดาบประชิดอีกหนึ่งชุ่น “แต่นางเป็นฮูหยินของลู่หลิงเซียว แม่ทัพเจิ้นเป่ย!”
“เจ้าก็บอกอยู่ว่าเป็นฮูหยินของลู่หลิงเซียว มิใช่ฮูหยินของข้าเสียหน่อย”
ลู่หยวนเอ่ยพลางเบนสายตาคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มตกลงบนใบหน้าราบเรียบดุจผืนน้ำของเมิ่งเชียนเชียน “ไม่สู้เจ้าลองถามนางดู ยินดีมาเป็นฮูหยินของข้าหรือไม่ หากยินดี วันนี้ข้าจะเห็นแก่หน้าฮูหยิน ปล่อยพวกเจ้าสองคนไป”
“ไม่ยินดี”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยนิ่งๆ
ลู่หยวนทอดมองคนที่กำลังถือดาบ ก่อนจะแบมืออย่างจนด้วยเกล้า และแย้มยิ้มกว้างกว่าเดิม “ได้ยินหรือยัง”
สายลับบาดเจ็บเล็กน้อยโยนบังเหียนทิ้ง แล้วชักกระบี่ยาวออกจากบั้นเอว “ลูกพี่! อย่ามัวเปลืองน้ำลายกับเจ้าหนุ่มนี่เลย ข้าจะถ่วงเวลาพวกมันไว้ ท่านหนีไปก่อน!”
คนภายในรถมองลู่หยวนอย่างลุ่มลึกแวบหนึ่ง “ข้าจะดูซิว่า เจ้าไม่สนใจความเป็นตายของประชาชนต้าโจวจริงหรือไม่!”
เขาเล็งมือเมิ่งเชียนเชียน แล้วฟันฉับลงไปอย่างแรง!
เมิ่งเชียนเชียนไม่ได้หลบเร้น นั่งอยู่ในรถเงียบๆ เช่นนั้น
ฟิ้ว!
ธนูดอกหนึ่งแหวกอากาศมา เจาะทะลุขมับของเขา
เขาตัวแข็งทื่อ ถลึงตาเบิกโตอย่างเหลือเชื่อ ก่อนจะล้มลงจากรถตัวแข็งทื่อดุจพู่กัน
สายลับที่บาดเจ็บเล็กน้อยพลันเดือดดาลขึ้นมา “ลูกพี่ ข้าจะฆ่าพวกเจ้า!”
เขาทะยานกายข้ามเส้นใยอาวุธลับมาแทงลู่หยวนด้วยแรงทั้งหมดที่มี!
พลธนูที่ซุ่มอยู่บนหลังคาง้างธนูใหญ่ แล้วยิงออกไปทีเดียวสามดอก
เคร้ง!
อากาศคล้ายมีเสียงชนปะทะแผ่วเบาสุดแสนแว่วขึ้น ดอกหนึ่งในสามที่เอาถึงชีวิตนั้นแฉลบเบี่ยงมุมไปเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็น
สายลับเป่ยเหลียงถูกยิงกระเด็น เขากระแทกล้มลงพื้น กระอักโลหิตออกมากองโต
ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรเดินไปเก็บเส้นใยอาวุธลับ ก่อนนั่งยองๆ ลงดูแผลคนผู้นั้น ยิ้มเอ่ยกับพลธนูว่า
“คิดไม่ถึงว่าเจ้าก็มีวันที่พลั้งมือเหมือนกัน แต่โชคดีที่เจ้าพลั้งมือแล้ว ไม่เช่นนั้นพวกเราคงไม่เหลือคนเป็นคนนี้ไว้”
พลธนูขมวดคิ้วอย่างประหลาดใจ
เขา…พลั้งมือ?