เกิดใหม่เป็นยอดดวงใจขุนนางจอมโฉด - ตอนที่ 19 ผู้บัญชาการใหญ่ออกโรง
“ข้าไม่มีทางพลั้งมือ!”
พลธนูกระโดดลงมาจากหลังคา
ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรเรียกลูกน้องมาจัดการศพ แล้วพาตัวสายลับเป่ยเหลียงที่ยังเหลือลมหายใจเฮือกสุดท้ายคนนั้นไป
พลธนูตรวจสอบลูกศรที่ปักคาหน้าอกด้วยตัวเอง “เป็นไปได้อย่างไร…”
ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรเอ่ยว่า “เอาล่ะๆๆ ฝีมือการยิงธนูของเจ้าก้าวหน้าขึ้นแล้ว แม้แต่ข้ายังโดนเจ้าหลอกเอาได้ เกือบคิดว่าเจ้าจะยิงคนตายจริงๆ เสียแล้ว ลืมบอกเจ้าไปว่าความจริงแล้วผู้บัญชาการใหญ่ต้องการจับเป็น”
คนผู้นั้นเปิดการโจมตีถึงชีวิต อาจจะทำร้ายผู้บัญชาการใหญ่ได้ พลธนูจึงไม่คิดไว้ชีวิตเขา
“ท่านลงมือรึ ท่านทำศรข้าเบี่ยงทิศรึ”
ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรเอ่ย “ลูกศรเจ้าไวว่องปานนั้น ข้าไหนเลยจะขวางไว้ได้ ยอมรับว่าพลั้งมือก็ไม่เสียหน้าหรอกน่า เจ้าเพิ่งจะสิบหกปี จะคำนึงถึงหน้าตาเพียงนั้นเพื่อการใด”
“สิบเจ็ดต่างหาก”
หนุ่มน้อยพลธนูเอ่ยแก้
“ได้ๆๆ สิบเจ็ด สิบเจ็ด!”
ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรเอ่ยอย่างขอไปทีอย่างกับปลอบใจเด็กน้อย
หนุ่มน้อยพลธนูอาภรณ์ฟ้าถือธนูใหญ่ สะพายกระบอกลูกธนูมาหยุดตรงหน้าลู่หยวน เอ่ยอย่างน้อยเนื้อต่ำใจว่า “ข้าไม่ได้พลั้งมือนะ”
ลู่หยวนแย้มยิ้ม โยนขนมกุ้ยฮวาของร้านโจวจี้ให้เขากล่องหนึ่ง
หนุ่มน้อยนั่งลงริมทาง เปิดกล่องออกนับ คิ้วคมพลันขมวดมุ่น “ขาดไปหนึ่งชิ้น”
ลู่หยวนโยนให้เขาอีกกล่อง กล่องนี้บังเอิญมีเกินมาหนึ่งชิ้นพอดี
หนุ่มน้อยตักชิ้นที่เกินมาไว้ในกล่องแรก ในที่สุดคิ้วที่ขมวดมุ่นก็คลายออก
ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรมาหยุดตรงหน้ารถม้า เอ่ยอย่างสุภาพกับเมิ่งเชียนเชียนว่า “ลู่ฮูหยิน เจ้าบาดเจ็บหรือไม่”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ย “ไม่เจ้าค่ะ”
สายลับเป่ยเหลียงได้รับบาดเจ็บ และทำโลหิตเปื้อนตัวนางตอนที่ลักพาตัวนางมา
ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรพยักหน้า “รถม้าพังแล้ว รบกวนลู่ฮูหยินลงมาด้วย”
เมิ่งเชียนเชียนขึ้นไปยังรถม้าอีกคัน โดยมีเขาคอยนำ
ลู่หยวนก็อยู่ในนั้น ยังคงเป็นท่าทางเกียจคร้านไม่สนกฎเกณฑ์ใด มุมปากหยักยกขึ้นน้อยๆ รอยยิ้มส่งไปไม่ถึงดวงตา
เมิ่งเชียนเชียนนั่งเสียไกลลิบ แทบจะร่วงออกไปรอมร่อ
ลู่หยวนหัวเราะ “กลัวข้าเพียงนี้เชียวรึ”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยอย่างเรียบนิ่ง “เกือบตายในเงื้อมมือผู้บัญชาการใหญ่ มิกล้าไม่กลัวเจ้าค่ะ”
ลู่หยวนยิ้มเย็น ไม่ได้แก้ต่างอะไร และไม่ได้ถามว่าเหตุใดนางจึงถูกชาวเป่ยเหลียงจับตัว
ระหว่างทางไร้คำพูดใด
รถม้าขับเข้าไปในจวนผู้บัญชาการประจำนครหลวง
รองเท้าสูงค่าสะอาดสะอ้านของลู่หยวนเหยียบลงบนแผ่นหลังสารถีที่มั่นคงดั่งศิลา ไม่รู้ว่าสั่งการกับผู้ใดว่า “พานางไปที่สวนทิงหลาน”
คนรับใช้ของจวนผู้บัญชาการประจำนครหลวงล้วนถูกฝึกฝนมาอย่างดี ในใจตกตะลึงเพียงใด สีหน้ากลับไม่ปรากฏขึ้นเลย
แม้เมิ่งเชียนเชียนจะมาเยือนจวนผู้บัญชาการประจำนครหลวงเป็นหนที่สองแล้ว ทว่าคราก่อนไม่ได้เข้ามาด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าสวนทิงหลานอยู่ตรงไหน จึงเดินตามคนรับใช้ไปเงียบๆ
“แม่นาง เชิญเข้าไปเจ้าค่ะ”
สาวใช้ไม่ทราบตัวตนของนาง เห็นนางอายุยังน้อย จึงเรียกแม่นาง
เมิ่งเชียนเชียนเข้ามาในห้องปีกข้าง
“บ่าวจะไปตักน้ำ แม่นางรอสักเดี๋ยว”
สาวใช้เพิ่งจะเดินไปไม่นาน ร่างเล็กๆ ท่าทางจ้ำม่ำน่าเอ็นดูก็คลานกระดึ๊บๆ มา
นางสวมรองเท้าพยัคฆ์ ใส่หมวกหัวพยัคฆ์ และเสื้อนวมปุยฝ้ายตัวน้อยลายพยัคฆ์ที่ราวกับมีชีวิต
นางเคลื่อนไหวไม่คล่องแคล่ว ธรณีประตูสูงเพียงนั้น ขาสั้นๆ ของนางออกแรงก้าวข้าม ทำตัวเองล้มคะมำ
เมิ่งเชียนเชียนหันไปมอง “เจาเจา?”
แอ้
แม่หนูน้อยรีบน้อยอกน้อยใจขึ้นมาทันที นั่งเบะปากเล็กๆ กับพื้น ดวงตากลมโตดำสนิทมีน้ำตาคลอหน่วยในชั่วพริบตา
นึกจะร้องก็ร้อง!
เมิ่งเชียนเชียนเดินไปอุ้มแม่หนูน้อย ทว่ามาคิดได้ว่าตนเปื้อนโลหิตไปทั้งตัว จึงชักมือกลับมา เปลี่ยนเป็นลูบหัวพยัคฆ์ของนางแทน
แม่หนูน้อยชี้ไปด้านนอก พูดอ้อๆ แอ้ๆ ฟ้องนางด้วยสีหน้าดุร้ายยิ่ง!
เมิ่งเชียนเชียนแม้ฟังไม่รู้เรื่อง แต่กลับรู้สึกทะแม่งๆ ว่าหนูน้อยกำลังด่าคนอยู่ ไม่รู้ว่าด่าใคร ด่าเสียหยาบคายทีเดียว
เมิ่งเชียนเชียนล้างหน้า เปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าสะอาด ก่อนมาป้อนนมให้หนูน้อย
เป่าซูกินอิ่มหนำ ก็กระดิกเท้าน้อยๆ อย่างพอใจ
แอ้
นางนอนอยู่ในอ้อมแขนเมิ่งเชียนเชียน แล้วชี้ไปด้านนอก
“อยากออกไปเล่นข้างนอกหรือ”
แอ้
เมิ่งเชียนเชียนถอนใจเอ่ยว่า “พ่อเจ้าโหดเหี้ยมนัก ข้ามิกล้าเดินเล่นส่งเดช ไม่เช่นนั้นตายอย่างไรยังไม่รู้เลย”
ลู่หยวนที่เพิ่งมาถึงหน้าประตู “…”
สุดท้ายทั้งสองก็ไปยังสวนดอกไม้
ลู่หยวนไม่ชอบเสียงดังหนวกหู คนรับใช้ในจวนแม้แต่พูดจาก็ไม่กล้าเสียงดัง จวนผู้บัญชาการประจำนครหลวงยังคงเป็นเช่นนี้มานานหลายปี ราวกับน้ำนิ่งในบ่อ
ทว่าตลอดทั้งบ่ายวันนี้ ทั่วทั้งสวนเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากของเป่าซู
ครั้นอาทิตย์อัสดง ลู่หลิงเซียวก็มาหาที่จวน
ลู่หยวนไปพบเขาที่โถงบุปผา
“ผู้บัญชาการใหญ่”
ลู่หลิงเซียวประสานมือคำนับ “ได้ยินว่าผู้บัญชาการใหญ่นำองครักษ์เสื้อแพรไปจับตัวกบฏเป่ยเหลียงด้วยตัวเอง ซ้ำยังพาภรรยาของข้าน้อยเข้าจวนผู้บัญชาการมาไต่สวน ภรรยาของข้าน้อยไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ขอผู้บัญชาการใหญ่โปรดแจ่มแจ้งด้วย”
ลู่หยวนมองเขาอย่างลุ่มลึก “แม่ทัพใหญ่ลู่เคลื่อนไหวรวดเร็วจริงๆ นี่เพิ่งจะผ่านไป ‘ตั้ง’ หนึ่งวันเต็มๆ ก็มาตามหาถึงจวนแล้ว ข้าเกือบจะนึกว่าเจ้าลืมเรื่องนี้ไปแล้วเสียอีก”
ลู่หลิงเซียวข่มความไม่พอใจเอาไว้ หน้าตึงเอ่ยว่า “ข้าน้อยไม่คิดว่าผู้บัญชาการใหญ่จะตรวจสำนวนตัดสินคดีนี้ด้วยตัวเอง นึกว่าจะไปที่กององครักษ์เสื้อแพรเสียอีก”
ลู่หยวนยิ้มเอ่ย “เจ้ามาพอดีเลย ไปไต่สวนสายลับนั่นด้วยกันกับข้าสิ”
ลู่หลิงเซียวจำต้องตอบรับ “ขอรับ!”
ทั้งสองมายังคุกใต้ดินของจวนผู้บัญชาการประจำนครหลวง กลิ่นคาวโลหิตอันเข้มข้นโชยเข้าจมูก
ลู่หลิงเซียวเคยอยู่ในสนามรบมาก่อน ภาพสยดสยองกว่านี้เขาก็เคยเห็นมาแล้ว ทว่าที่นี่ก็ยังทำให้เขาเกิดความรู้สึกไม่สบายตัวอยู่ดี
เสียงร้องโหยหวนแว่วออกมาจากห้องลับ เดาได้ไม่ยากว่าคนด้านในกำลังโดนทารุณและทรมานเหนือจินตนาการเช่นไร
“แม่ทัพลู่?”
ลู่หยวนหันกลับมา อมยิ้มมองลู่หลิงเซียว
ลู่หลิงเซียวตั้งสติ สาวเท้าตามเข้าไปในห้องลับ
สายลับคนนั้นสองมือถูกมัดห้อยไว้กับเสาสูง รอยแส้ผสมรอยดาดลายพร้อยไปทั้งตัว กลิ่นเนื้อหนังไหม้ชวนให้ลู่หลิงเซียวขมวดคิ้วมุ่น
ลู่หยวนโบกมือ
องครักษ์ที่เป็นผู้ลงทัณฑ์ทรมานถอยหลบไปด้านข้าง
ลู่หยวนหยักยิ้มมุมปาก มองไปยังสายลับคนนั้น ก่อนถามว่า “ใครปล่อยพวกเจ้าผ่านด่านมา มีจุดประสงค์อะไร”
คนผู้นั้นเอ่ยประชดอย่างอ่อนระโหย “จุดประสงค์…ย่อมเป็น…สังหาร...ฮ่องเต้ต้าโจวของพวกเจ้า…”
ลู่หยวนยิ้มเอ่ย “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ หากรู้แต่แรกคงไม่ขวางพวกเจ้าแล้ว”
ลู่หลิงเซียวสะดุ้งโหยง หันมองลู่หยวนอย่างตื่นตะลึงสุดจะเปรียบ
ลู่หยวนชี้ลู่หลิงเซียว “แม่ทัพลู่ที่อยู่ข้างๆ ข้าท่านนี้ เจ้ารู้จักกระมัง”
สายลับเป่ยเหลียงยิ้มเหน็บพลางหันมองลู่หลิงเซียว “รู้จัก…เหตุใดจะไม่รู้จัก…”
ลู่หยวนเลิกคิ้ว “อ้อ?”
สายลับเป่ยเหลียงเอ่ยกับลู่หยวนว่า “เจ้าถามข้าว่า…ใครเป็นคนปล่อยพวกเราผ่านด่านมิใช่หรือ…ผู้บัญชาการใหญ่ฉลาดปราดเปรื่องเพียงนี้…คงไม่ถึงกับ…เดาไม่ได้หรอกกระมัง”
ลู่หยวนหัวเราะ “เจ้าหมายความว่า คนที่ปล่อยเจ้าผ่านด่านอวี้เหมินคือแม่ทัพลู่อย่างนั้นรึ”
ลู่หลิงเซียวสีหน้าพลันเปลี่ยน “เจ้าอย่ามาพูดจาส่งเดช! ข้าไม่เคยพบพวกเจ้ามาก่อน!”
ลู่หยวนคล้ายนึกสนุกขึ้นมา เอ่ยว่า “แม่ทัพลู่อย่าร้อนใจไปสิ ฟังเขาพูดให้จบก่อน”
ลู่หลิงเซียวกำหมัดแน่น
เขาว่าแล้วเชียวว่าเหตุใดอีกฝ่ายจึงใจดีเพียงนี้ พาตนมาร่วมไต่สวนสายลับด้วยกัน ที่แท้ก็กำลังรอตนอยู่ที่นี่
เพียงเพราะตนไม่ยอมสมัครเป็นพรรคพวกด้วย อีกฝ่ายจึงวางแผนใช้วิธีต่ำช้าเช่นนี้ยัดความผิดให้ตน ทำลายความดีความชอบทางการทหารที่ตนลำบากลำบนสร้างขึ้นอย่างนั้นหรือ
สายลับเป่ยเหลียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “วันนี้ข้าบังเอิญจริง…จับภรรยาเขาเป็นตัวประกันได้พอดี…นี่เดิมทีก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนการอยู่แล้ว…”
รอยยิ้มในแววตาลู่หยวนลุ่มลึกขึ้น “เจ้าหมายความว่า ลู่ฮูหยินก็เป็นพวกเดียวกันกับพวกเจ้าอย่างนั้นรึ”
สายลับเป่ยเหลียงยิ้มเอ่ย “ถูกต้อง! พวกเขาสองคน…ล้วนหลบซุ่มอยู่ที่ต้าโจว…เป็น…”
ฉัวะ
คมดาบเข้าสู่ร่าง
ลู่หลิงเซียวมองดาบปักวสันต์ด้ามนั้นแทงทะลุแผ่นอกอย่างไม่อยากจะเชื่อ
ลู่หยวนชักดาบปักวสันต์ออกจากแผ่นอกสายลับเป่ยเหลียง โยนไปให้องครักษ์เสื้อแพรที่อยู่ด้านข้าง ก่อนหยิบผ้าขาวผืนสะอาดมาเช็ดมือ แล้วเอ่ยอย่างสบายๆ ว่า
“คำบางคำ ก็ไม่จำเป็นต้องฟังให้จบ”