เกิดใหม่เป็นยอดดวงใจขุนนางจอมโฉด - ตอนที่ 20 ร่วมเตียง
ครึ่งเค่อต่อมา
ลู่หลิงเซียวก็ออกมาจากคุกใต้ดิน ทอดมองจันทราบดบังเมฆดำบนนภาเหนือศีรษะ แววตาเย็นชาขึ้น
ความอวดดีและความเหี้ยมโหดของผู้บัญชาการใหญ่คนนี้ มากกว่าที่ลือกันสิบเท่า ร้อยเท่า
ต้าโจวมีขุนนางโฉดเช่นนี้ เป็นภัยร้ายใหญ่หลวง ต้องรีบกำจัดหายนะนี้ให้ราชสำนักและฝ่าบาทโดยเร็วที่สุด
เมื่อลู่หลิงเซียวขึ้นรถม้า เมิ่งเชียนเชียนก็อยู่ด้านในแล้ว
นึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในคุกใต้ดิน เขาก็อึดอัดคับอก แต่กลับไม่อาจเอ่ยระบายกับนางได้ อย่างไรเสียนางก็เป็นเพียงสตรีออกเรือนในห้องหับ ไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้สักนิด
เขานั่งลงตรงข้ามเมิ่งเชียนเชียน
เมิ่งเชียนเชียนไม่ได้มองเขา เพียงนั่งเงียบๆ อยู่ตรงนั้น คล้ายไม่คิดจะสนใจเขาเลยแม้แต่น้อย
ลู่หลิงเซียวพินิจนางตั้งแต่หัวจรดเท้ารอบหนึ่ง พบว่านางเปลี่ยนเสื้อผ้าอีกแล้ว ทว่ามีบทเรียนเมื่อคราก่อน ครานี้เขาจึงไม่ได้ซักถามอะไร
“วันนี้…เสียขวัญแล้วกระมัง”
เมิ่งเชียนเชียนไม่สนใจเขา
“บาดเจ็บหรือไม่”
ลู่หลิงเซียวถามต่อ
เมิ่งเชียนเชียนยังคงไม่สนใจ
ลู่หลิงเซียวเอ่ย “ท่านแม่เป็นห่วงเจ้ามาก ท่านย่าก็ถามว่าเจ้าไปไหน ไยยังไม่กลับ”
เมิ่งเชียนเชียนยังคงไม่พูดไม่จา
ลู่หลิงเซียวขมวดคิ้ว “เจ้าพูดอะไรหน่อยสิ”
เมิ่งเชียนเชียนหันมองเขาอย่างเย็นชา “ท่านพี่อยากให้ข้าพูดอะไรล่ะ พูดว่าข้าสบายดี พูดว่าข้าประสบเหตุร้ายแต่ไม่เป็นอันตราย พูดว่าสายลับเป่ยเหลียงเกือบจะฆ่าข้า พูดว่าอาวุธลับขององครักษ์เสื้อแพรเกือบตัดข้าเป็นสองท่อน! หรือให้พูดว่า สามีของข้าพูดปาวๆ ว่าจะมาช่วยข้า กลับต้องรอจนฟ้ามืดแล้วจึงได้มา หากผู้บัญชาการใหญ่สงสัยข้าแม้เพียงนิด เกรงว่ามาเก็บศพข้า ท่านพี่คงเร่งรุดมาไม่ทันศพอุ่นๆ อยู่!”
“อ่า ก็ไม่แปลกหรอก ท่านพี่เป็นคนส่งข้าไปให้พวกเป่ยเหลียงต่อหน้าธารกำนัลทั้งหลายเองด้วยซ้ำ! ข้าไม่ตาย ท่านพี่ก็มิอาจอยู่ร่วมกันกับนางในดวงใจได้ เสียดายมากเลยใช่หรือไม่”
“เมิ่งซื่อ!”
ลู่หลิงเซียวโมโหจนผุดลุกพรวดขึ้น เขาลืมไปว่านี่เป็นรถม้า จึงกระแทกกับเพดานรถเสียงดังปั้ก เจ็บเสียจนหน้ากระตุก ก่อนจะกัดฟันนั่งลง
“ข้าส่งเจ้าให้พวกเป่ยเหลียงตั้งแต่เมื่อใด เจ้าหยุดพูดจาเหลวไหลเลื่อนเปื้อนได้แล้ว! หว่านเอ๋อร์นางกำลังตั้งครรภ์ หากไม่ช่วยนาง นางอาจจะตายทั้งแม่ทั้งลูก! อีกอย่าง นางก็อยู่ใกล้ข้ามากกว่า…”
เมิ่งเชียนเชียนยิ้มนิ่งๆ “พานางไปเพลิดเพลินกับสถานะของข้าที่จวนผู้บัญชาการประจำนครหลวง ก็เพราะนางอยู่ใกล้ท่านพี่มากกว่าใช่หรือไม่”
ลู่หลิงเซียวอับอายกลายเป็นโกรธ “ไยเจ้าจึงรื้อบัญชีเก่ามาพูดอีก เรื่องนี้มันผ่านไปแล้ว ไม่ต้องเอ่ยถึงอีก!”
เมิ่งเชียนเชียน “เฮอะ”
ลู่หลิงเซียวเอ่ย “แล้วก็ เจ้าโกรธข้าก็เอามาลงที่ข้าคนเดียว ไม่ต้องดึงหว่านเอ๋อร์เข้ามาเกี่ยวด้วยทุกคราไป นางไม่เคยทำในสิ่งที่ผิดต่อเจ้า ที่จวนผู้บัญชาการประจำนครหลวงนั่นเพราะคำนึงถึงสถานการณ์โดยรวม นางก็ไม่อยากให้กระทบอนาคตของข้า จึงมิได้ชี้แจ้งให้ทุกคนฟัง เจ้าไม่เห็นต้องเปิดโปงนาง ดูหมิ่นนางอย่างเช่นวันนี้เลย”
เมิ่งเชียนเชียนยิ้มหยัน “นางเล่าให้เจ้าฟังแล้ว?”
เดิมทีคิดว่าบุรุษที่ใจบอด ดวงตาก็บอดไปด้วย ที่แท้ไม่เพียงเท่านั้น แม้แต่สมองก็พังไปด้วยแล้ว
หลินหว่านเอ๋อร์แอบอ้างเป็นนาง แทนที่นาง แต่เขากลับกล่าวโทษนางว่าเปิดโปงอีกฝ่าย
นี่คือสามีที่นางเฝ้าครองตนเป็นม่ายให้ห้าปี
นางไม่เชื่อว่าจะไม่มีผู้ใดเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้เขาฟัง ทว่าเขาก็แค่ไม่อยากเชื่อว่าหว่านเอ๋อร์ของเขาทำผิด
ต่อให้หว่านเอ๋อร์ของเขาผิด นั่นก็เพราะถูกบีบคั้น และทำเพราะเหตุผล ส่วนนาง ทำสิ่งใดล้วนผิดไปหมด
นางแค่ต้องการนั่งครองตำแหน่งภรรยาเอก ก็ถูกมองว่าเป็นฝ่ายรังแกหลินหว่านเอ๋อร์อยู่ร่ำไปแล้ว
แม้ว่าคนที่ถูกแอบอ้างคือนาง คนที่ถูกทิ้งก็คือนางก็ตาม
ลู่หลิงเซียวเอ่ย “ใครบอกนั้นไม่สำคัญ เรื่องบางเรื่อง หวังว่าเจ้าอย่าได้เข้าใจผิดอีก หว่านเอ๋อร์ไม่ชี้แจงเพราะคำนึงถึงสถานการณ์โดยรวม”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ย “หนีเร็วเสียยิ่งกว่ากระต่าย ก็เพราะคำนึงถึงสถานการณ์โดยรวมเช่นกันหรือ”
ลู่หลิงเซียวขมวดคิ้ว “ตอนนั้นหว่านเอ๋อร์วิ่งมาหาข้าเพราะต้องการปกป้องข้า อยากรับดาบพวกเป่ยเหลียงแทนข้า นางหาใช่พวกรักตัวกลัวตายไม่ บิดาและพี่ชายนางสละชีพในศึกเป่ยเหลียง สองพ่อลูกล้วนเป็นผู้จงรักภักดี นางก็เป็นบุตรสาวผู้ซื่อสัตย์ เจ้าคิดว่านางไม่เคยถูกพวกเป่ยเหลียงจับตัวไปหรือ ดีร้ายอย่างไรเจ้าก็กลับมาอย่างปลอดภัยแล้ว ส่วนนาง ไม่เพียงถูกทำลายวรยุทธ์ ลำคอก็โดนพวกเป่ยเหลียงวางยาพิษให้พูดไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ข้าติดค้างนาง”
เมิ่งเชียนเชียนลูบผ้าเช็ดหน้าในมือไปมา “ใครอ่อนแอคนนั้นมีเหตุผลหรือ”
ลู่หลิงเซียวอ้าปาก “ข้าหมายความเช่นนั้นหรือ”
“แล้วมิใช่หรือ” เมิ่งเชียนเชียนจ้องลึกเข้าไปในดวงตาเขา “เจ้าจำได้แต่ว่าเจ้าติดค้างนาง แล้วที่เจ้าติดค้างข้าเล่า”
แววตานางกระจ่างใสและราบเรียบ ทว่าประหนึ่งดาบคมกริบเล่มหนึ่งที่เจือประกายเย็นเยียบวาววับ ทำเอามองตรงๆ ไม่ได้
ลู่หลิงเซียวเบนสายตาหนี สองมือเท้าหัวเข่าเอ่ยเสียงเบาว่า “ไยเจ้าเอ่ยถึงเรื่องเงินขึ้นมาอีกแล้ว”
ที่แท้ในสายตาบุรุษผู้นี้ สิ่งที่เขาติดค้างนางมีเพียงเงินทองเท่านั้น
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ย “ไม่พูดเรื่องเงิน จะให้พูดเรื่องความรักฉันสามีภรรยาของเราแทนหรือ เกรงว่าท่านแม่ทัพคงลืมไป ท่านกับน้องไม่เคยมี”
ลู่หลิงเซียวเอ่ยเสียงขรึม “ให้เจ้าจ่ายไปก่อนมิใช่หรือ รอบำเหน็จรางวัลของฝ่าบาทมาถึง คืนให้เจ้าก็สิ้นเรื่องแล้ว!”
“เช่นนั้นก็ดี กลับไปข้าจะให้คนส่งสมุดบัญชีไปให้ท่านพี่ ท่านพี่โปรดอย่าได้คืนคำ คืนสินเจ้าสาวของน้องมาโดยเร็ว!”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยจบ รถม้าก็มาถึงตระกูลลู่ นางเลิกม่านขึ้น ลงรถไปโดยไม่เหลียวกลับมา
ลู่หลิงเซียวโมโหจนหน้าหงาย
ช่างเถิด!
วันนี้นางได้รับความไม่เป็นธรรม ระบายอารมณ์ก็ปล่อยนางระบายไป
หลังจากลู่หลิงเซียวกลับถึงจวน ก็ไปแจ้งลู่หมู่ว่าปลอดภัยแล้ว จากนั้นก็ไปพบลู่สิงโจวที่ห้องหนังสือ
เขาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นภายในคุกใต้ดินให้ฟังอย่างไม่มีขาดตก รวมถึงตอนที่ได้ยินว่าสายลับเป่ยเหลียงมาเพื่อปลงพระชนม์ฝ่าบาท นึกไม่ถึงว่าลู่หยวนจะบอกว่า ‘หากรู้แต่แรกคงไม่ขวางพวกเจ้าแล้ว’ ด้วย
ลู่สิงโจวชินกับความอวดดีและความโหดเหี้ยมของลู่หยวนเสียแล้ว เพียงแต่ในขณะที่ได้ยินว่าลู่หยวนไม่พูดพร่ำทำเพลงก็สังหารสายลับเป่ยเหลียงที่ใส่ร้ายลู่หลิงเซียวกับเมิ่งเชียนเชียน เขาก็ยังตกใจอยู่ดี
ครู่ต่อมา ลู่สิงโจวพึมพำว่า “ดูท่า เขาคงต้องการดึงเจ้ามาเป็นพวกจริงๆ ภายนอกทำเป็นพาเชียนเชียนไปไต่สวนที่จวนผู้บัญชาการประจำนครหลวง แต่ความจริงแล้วกำลังล่อเจ้าให้ไปหา เพราะต้องการซื้อใจเจ้า สังหารสายลับเป่ยเหลียงที่สาดโคลนป้ายสีเจ้าทิ้ง เพื่อแสดงท่าทีของเขา…เขาไว้ใจเจ้า”
เขาพูดว่าสาดโคลนป้ายสีใส่ ‘เจ้า’ ไม่ใช่ ‘พวกเจ้า’
ในสายตาลู่สิงโจวนั้น ทุกการกระทำของผู้บัญชาการใหญ่ล้วนแล้วแต่เพื่อดึงบุตรชายตนเข้ามาเป็นพวก ไม่เกี่ยวอะไรกับเมิ่งเชียนเชียน
ลู่หลิงเซียวก็คิดว่าที่บิดาพพูดมานั้นมีเหตุผลเช่นกัน “ท่านพ่อ พวกเราควรทำเช่นไรดี”
ลู่สิงโจว “อย่าล่วงเกินเขาอย่างเปิดเผย รอดูสถานการณ์ไปก่อน”
ลู่หลิงเซียว “ทราบแล้ว ท่านพ่อ”
ลู่สิงโจวเอ่ยอีกว่า “ยังมีอีกเรื่อง เจ้ากลับมาได้สักพักแล้ว เมินเฉยเชียนเชียนมาตลอด คืนนี้เจ้าย้ายไปเรือนไห่ถัง หากเชียนเชียนยังไม่ตั้งครรภ์ ห้ามย้ายออกมา”
ลู่หลิงเซียวสีหน้าพลันเปลี่ยน “ท่านพ่อ!”
ลู่สิงโจวเอ่ยเสียงกร้าว “ทำไม่ได้ ก็ไล่สตรีแซ่หลินนั่นออกไปซะ!”
ครั้นลู่หลิงเซียวออกมาจากห้องหนังสือ ก็เรียกบ่าวรับใช้ในเรือนมา “ก่อนหน้านี้มีใครมาหรือไม่”
บ่าวรับใช้ครุ่นคิด ตอบว่า “ฮูหยินน้อยขอรับ”
ลู่หลิงเซียวค่อยๆ กำหมัดแน่น
ราตรีนี้มีหิมะ ลมหนาวเย็นเยือก
ปั้นซย่ากำลังจะปิดประตู ก็เห็นลู่หลิงเซียวสีหน้าเย็นชาปรากฏตัวอยู่หน้าประตู
นางหันหน้าหนี ไม่ทักทายท่านเขยสักคำ
ลู่หลิงเซียวตรงเข้าไปในห้อง
เมิ่งเชียนเชียนกำลังกินขนมแป้งทอดไปพลาง อ่านนิยายไปพลาง ปรายตาไปเห็นเงาคนบนพื้น ถามว่า “ไม่ทันไรก็มาคืนเงินแล้วหรือ”
ลู่หลิงเซียวมองนางด้วยแววตาลุ่มลึก “เจ้ากลับจวนแล้ว ก็ไปพบท่านพ่อเลยใช่หรือไม่”
เมิ่งเชียนเชียนส่งเสียงอืม
ลู่หลิงเซียวกำหมัดแน่น “เป็นเจ้าจริงๆ! ก่อนหน้านี้ข้าอุตส่าห์คิดว่าวันนี้เจ้าได้รับความไม่เป็นธรรม ระบายโทสะใส่ข้าอย่างไรก็สมควรแล้ว ข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าจะมากแผนการเช่นนี้! ใช้ท่านพ่อกับหว่านเอ๋อร์มาบีบข้า!”
เมิ่งเชียนเชียนได้กลิ่นสุราเข้มข้นจากตัวเขา นางขมวดคิ้วนิดๆ เอ่ยว่า “จะเมาจนเสียสติก็กลับไปเสียสติที่เรือนตัวเอง”
ลู่หลิงเซียวคว้าข้อมือนางไว้ด้วยมือหนึ่ง บังคับกระชากนางขึ้นมา โยนไปบนเตียงอย่างแรง เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบดุจน้ำแข็งว่า
“เจ้าอยากร่วมเตียงมิใช่หรือ ข้าจะเสริมส่งเจ้า!”