เกิดใหม่เป็นยอดดวงใจขุนนางจอมโฉด - ตอนที่ 3 ล่วงเกินขุนนางโฉดเข้าแล้ว
“ฮูหยิน พ่อบ้านหลิวมีเรื่องจะคุยกับท่านเจ้าค่ะ”
เสียงแจ้งของสาวใช้ดังขึ้นนอกห้อง
กฎเหล็กของตระกูลลู่นั้น คือห้ามรบกวนเจ้านายทั้งหลายขณะกินข้าว เว้นแต่ว่าจะมีเรื่องด่วน
ลู่หมู่เอ่ยกับทั้งสองว่า “เชียนเชียน เจ้ากินกับหลิงเซียวไปก่อน ข้าจะไปจัดการธุระ”
หลังจากที่ลู่หมู่พาชุนเถาจากไป บนโต๊ะอาหารก็เหลือเพียงเมิ่งเชียนเชียนกับลู่หลิงเซียว
ทั้งคู่ไม่มีใครเอ่ยอะไร ภายในห้องจึงเงียบจนน่าตกใจ
“หากข้าถือสาล่ะ” เมิ่งเชียนเชียนโพล่งขึ้น
ลู่หลิงเซียวนึกได้ว่านางกำลังตอบคำถามของตนเมื่อครู่
เขาขมวดคิ้วเอ่ย “เจ้าเป็นฮูหยินน้อยของตระกูลลู่ ใช้ชีวิตมั่งคั่งฟุ้งเฟ้อในจวน อยากกินขนมกุ้ยฮวาเท่าใดคงไม่ยากกระมัง หว่านเอ๋อร์เติบโตมาในชายแดน เจ้ารู้หรือไม่ว่าหลายปีมานี้นางลำบากตั้งเท่าใด”
เมิ่งเชียนเชียนหันมามองเขา ก่อนถามอย่างฉงนว่า “ข้าเป็นคนสร้างความลำบากให้นางหรือ หากมิใช่ ไยข้าต้องยอมให้นางด้วย”
ลู่หลิงเซียวสีหน้าทะมึน เขาวางตะเกียบเอ่ยว่า “ก็แค่ขนมกุ้ยฮวาจานเดียว กินของเจ้าไป ค่อยให้ห้องครัวทำใหม่อีกจานก็ได้ ไยต้องบีบคั้นกัดไม่ปล่อยด้วย”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ย “วันนี้นางแย่งขนมกุ้ยฮวาของข้าได้ วันหน้าก็คงแย่งขนมเกือกม้าของข้าได้ หากเป็นเช่นนี้ทุกวัน แล้วแต่นี้ต่อไปข้าอยากกินอะไร ล้วนต้องเก็บกินจากที่นางเหลือไว้อย่างนั้นหรือ”
ลู่หลิงเซียวเอ่ย “ตำแหน่งภรรยาเอกยกให้เจ้าไปแล้ว หว่านเอ๋อร์ก็แค่อยากกินขนมกุ้ยฮวาสักจาน หรือต้องดูสีหน้าเจ้าก่อนด้วย?”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ย “ขอบพระคุณท่านพี่ที่ยังจำได้ว่าข้าคือภรรยาเอก ตั้งแต่โบราณมาอนุมีอยู่มีกินภายใต้ภรรยาเอก มีคนใดบ้างไม่ต้องดูสีหน้าภรรยาเอก”
ลู่หลิงเซียวขมวดคิ้วมุ่นกว่าเดิม “เจ้าอย่าพูดจาไม่น่าฟังเพียงนั้น…”
เมิ่งเชียนเชียนมองเขาอย่างจริงจัง “ประโยคใดไม่น่าฟังเล่า ที่บอกว่านางเป็นอนุ หรือที่บอกว่านางต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ข้า”
“หว่านเอ๋อร์มิใช่อนุ!”
“เช่นนั้นนางเป็นอะไร เมียน้อยนอกสมรส? สาวใช้ห้องข้าง?”
ลู่หลิงเซียววางตะเกียบลงบนโต๊ะอย่างแรง “เมิ่งซื่อ!”
จู่ๆ ชุนเถาก็เลิกม่านเดินเข้ามา เอ่ยอย่างตระหนกว่า “คุณชายใหญ่! ฮูหยินน้อย! พวกท่านหยุดทะเลาะกันเถิด! ฮูหยินล้มเจ้าค่ะ!”
ทั้งสองรีบไปห้องโถงชั้นนอกที่ปกติลู่หมู่จะจัดการงานเบ็ดเตล็ดที่นี่
ลู่หมู่ถูกคนรับใช้ประคองมานั่งบนเก้าอี้
ลู่หลิงเซียวถามอย่างเป็นห่วงว่า “ท่านแม่ เกิดอะไรขึ้นขอรับ”
ลู่หมู่ข่มความเจ็บเอ่ยว่า “ย่าทวดกับท่านย่าของเจ้าไปวัดจุดธูปกับบ้านอารองมิใช่หรือ เดิมควรจะพักอยู่สองสามวัน ข้าให้พ่อบ้านหลิวไปที่วัด เพื่อแจ้งข่าวของเจ้าให้พวกเขาฟัง พวกเขาก็เร่งรุดมาบ้านกันตั้งแต่เช้า ระหว่างทางย่าทวดเจ้าอาการกำเริบ ข้ารีบร้อนไปรับนาง จึงสะดุดล้ม”
เมิ่งเชียนเชียนย่อตัวลง ลองบีบเท้าของลู่หมู่ดู “ขาแพลง แต่กระดูกไม่ได้หัก”
ลู่หลิงเซียวก็ลองกดดูเช่นกัน เป็นดังที่นางว่าจริงๆ
“ท่านแม่ ย่าทวดป่วยด้วยโรคอะไรหรือ”
ลู่หมู่เอ่ยกับเขาว่า “เจ้าจากไปห้าปี คงยังไม่รู้กระมัง ย่าทวดของเจ้าความจำไม่ค่อยดีตั้งแต่เมื่อสามปีก่อนแล้ว”
ลู่หลิงเซียวกระจ่างแล้ว เขาเอ่ยกับลู่หมู่ว่า “ท่านแม่ ข้าไปรับท่านย่าทวดเองขอรับ”
ลู่หมู่มองเท้าตนที่กำลังเจ็บจนยากจะทานทน ก่อนถอนหายใจ “คงต้องเป็นแบบนั้นแล้ว ช้าก่อน เจ้าพาเชียนเชียนไปด้วย”
ลู่หลิงเซียวมองเมิ่งเชียนเชียนแวบหนึ่ง ลังเลอยู่สักพัก สุดท้ายก็ตกลง
ครั้นออกจากเรือน เมิ่งเชียนเชียนก็เอ่ยกับลู่หลิงเซียวว่า “เจ้าไปรอข้าที่หน้าประตูก่อน ข้าจะกลับไปเอาของที่เรือนไห่ถัง”
ลู่หลิงเซียวไม่ค่อยพอใจ “ท่านย่าทวดป่วย นึกไม่ถึงว่าเจ้ายังมีแก่ใจไปเอาของอีก”
เมิ่งเชียนเชียนถือสัมภาระมา
ลู่หลิงเซียวคร้านจะถามว่าในสัมภาระนั้นมีสิ่งใด เขาสั่งสารถีให้เร่งม้า
เกือบครึ่งชั่วยามต่อมา รถม้าก็จอดอยู่บนถนนสายยาวที่มีผู้คนหลั่งไหลไปมา
ลู่หลิงเซียวเลิกม่านขึ้นเพื่อลงจากรถ เขาครุ่นคิด ก่อนยื่นมือหมายจะพยุงเมิ่งเชียนเชียน ก็เห็นเมิ่งเชียนเชียนคว้าสัมภาระกระโดดลงไปจากอีกฝั่งแล้ว
เมิ่งเชียนเชียนขึ้นบันไดไปอย่างรวดเร็วดั่งดาวตกไล่ตามจันทรา
ฮูหยินรองเดินกลับไปกลับมาอยู่บนทางเดินด้วยสีหน้าย่ำแย่ ครั้นเห็นเมิ่งเชียนเชียนเดินมาก็ราวกับได้รับการอภัยโทษ นางกุมแขนขวาพลางบ่นว่า “ไยจึงเพิ่งมา ดูย่าทวดเจ้าข่วนข้าสิ! ยายเฒ่าเสียสตินี่!”
เมิ่งเชียนเชียนปรายตามองนางอย่างเย็นชา “อาสะใภ้รอง ท่านย่าทวดเล่า”
ฮูหยินรองชี้ไปทางตะวันออก พลางเอ่ยอย่างรำคาญว่า “ห้องส่วนตัวที่ปิดประตูอยู่! โอ๊ยยย เจ็บจะตายอยู่แล้ว! เจ้ามาคนเดียวรึ พี่สะใภ้ใหญ่ข้าล่ะ หลิงเซียวล่ะ ไหนว่าเขากลับเมืองหลวงแล้ว”
“อาสะใภ้รอง”
ลู่หลิงเซียวก็ขึ้นมาชั้นบนเช่นกัน
“หลิงเซียว!”
“อาสะใภ้รอง ท่านย่าทวดเป็นอะไรกันแน่”
“ย่าทวดเจ้าระหว่างทางจู่ๆ ก็บ่นพึมพำว่าอยากกินขนมกุ้ยฮวาของร้านโจวจี้ ย่าเจ้ากับอารองกลัวว่าอาการนางจะกำเริบ จึงพานางมา เหลือแค่หนึ่งจิน[1]สุดท้าย คนเขาจ่ายแม้กระทั่งเงินไปแล้วด้วย ย่าทวดเจ้าเลอะๆ เลือนๆ ไม่ฟังเหตุผล แย่งขนมกุ้ยฮวามา ซ้ำยังตีคนเขาด้วย! หากเป็นชาวบ้านธรรมดา…หรือต่อให้เป็นตระกูลขุนนางก็ต้องไว้หน้าให้ตระกูลลู่เราบ้าง แต่คนผู้นั้นคือพ่อบ้านของจวนผู้บัญชาการประจำนครหลวง! คนของผู้บัญชาการใหญ่ลู่เชียวนะตระกูลลู่เราล่วงเกินไม่ได้!”
ได้ยินว่าเป็นจวนผู้บัญชาการประจำนครหลวง ลู่หลิงเซียวก็มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมา
เขาอยู่ชายแดนมาห้าปี กลับเคยได้ยินชื่อผู้บัญชาการใหญ่ประจำนครหลวงท่านนี้มาไม่น้อย
นี่คือขุนนางโฉดที่ผู้คนต่างอยากฆ่าให้ตาย เขาควบคุมราชสำนัก กำจัดผู้ต่อต้าน เป็นภัยต่อชาติบ้านเมือง กระทำผิดมากมายเกินกว่าจะนับได้!
แม้ว่าจะแซ่ลู่เช่นกัน แต่สองตระกูลกลับไม่เกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด
หากเป็นเขาล่ะก็ คงไม่ใช่เรื่องของการล่วงเกินได้หรือไม่แล้วล่ะ
คนผู้นี้จิตใจโหดเหี้ยมไร้ความปราณี ถือสาแม้กระทั่งเรื่องเล็กๆ น้อยๆ คนใต้ปกครองแต่ละคนก็โอหังอวดดี ไม่เห็นกฎหมายอยู่ในสายตา
…ทีนี้ชักยุ่งยากแล้วสิ
“หลิงเซียว เจ้ารีบคิดหาวิธีสิ!”
“อาสะใภ้รองอย่าร้อนใจไป ข้าขอไปดูท่านย่าทวดก่อน”
ลู่หลิงเซียวเอ่ยจบ ก็เร่งฝีเท้าตามเมิ่งเชียนเชียนไป
ทั้งคู่มาถึงหน้าประตู
ลู่หลิงเซียวยกมือขึ้นเคาะประตู
“ท่านย่าทวด ข้าเองขอรับ หลิงเซียว เซียวเอ๋อร์ของท่านกลับมาแล้ว ท่านเปิดประตูที!”
“ท่านย่าทวด ท่านเปิดประตูที”
“ข้าเอง ข้ากลับมาแล้วจริงๆ”
ไม่ว่าลู่หลิงเซียวจะเคาะประตูเรียกอย่างไร ประตูห้องก็นิ่งสนิท
“หรือจะเกิดเรื่องขึ้น”
ลู่หลิงเซียวขมวดคิ้ว กำลังจะพังประตูเข้าไป
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยขึ้นเบาๆ ว่า “ท่านย่าทวด”
ประตูเสียงดังแอ๊ด แง้มออกเป็นช่องเล็กๆ
เหล่าไท่จวินแนบอยู่ตรงช่องประตู ชำเลืองมองไปด้านนอกด้วยท่าทางลับๆ ล่อๆ
หลังจากเห็นเมิ่งเชียนเชียน นางก็คว้าเมิ่งเชียนเชียนเข้ามา จากนั้นก็สะบัดประตูปิดอย่างไม่เกรงใจแม้แต่น้อย!
ลู่หลิงเซียว “…”
ไท่จวินผู้เฒ่าหน้าตาหดหู่ ราวกับเด็กน้อยที่ทำผิดมา “เชียนเชียน ข้าทำกางเกงเปื้อนอีกแล้ว”
เมิ่งเชียนเชียนเปิดสัมภาระออก “ข้าจะเปลี่ยนให้ท่าน”
ครู่ต่อมา เหล่าไท่จวินก็ออกมาอย่างมีชีวิตชีวา
ลู่หลิงเซียวมองเหล่าไท่จวินที่ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย แล้วหันมองเมิ่งเชียนเชียนที่เก็บสัมภาระอย่างใจเย็น พลันแจ่มแจ้งว่าเมื่อครู่นี้เขาเข้าใจนางผิดไป
“เจ้าหนุ่มนี้เป็นใครรึ”
เหล่าไท่จวินขมวดคิ้วสีดอกเลาหันมองลู่หลิงเซียว
ลู่หลิงเซียวรีบเอ่ย “ท่านย่าทวด ข้าคือเหลนของท่าน หลิงเซียว”
เหล่าไท่จวินเอ่ย “เจ้าตายไปแล้วมิใช่หรือ”
ท่านย่าทวดยังจำตนได้ ลู่หลิงเซียวดีใจยิ่ง “เรื่องนี้เล่าแล้วยาวขอรับ”
เหล่าไท่จวินทำมือปฏิเสธ “เช่นนั้นก็ไม่ต้องเล่า! เชียนเชียน พวกเราไปกัน!”
เหล่าไท่จวินจูงมือเมิ่งเชียนเชียนเดินไปข้างหน้า
ลู่หลิงเซียวกำลังจะตามไป เหล่าฮูหยินก็ออกมาจากห้องส่วนตัวฝั่งตะวันตกที่ไกลที่สุดพร้อมกับนายท่านรองลู่
เหล่าฮูหยินไม่มองเหล่าไท่จวินกับเมิ่งเชียนเชียนที่เดินผ่านข้างกายตนไปแม้แต่น้อย รีบร้อนเดินมาหาลู่หลิงเซียว ก่อนจะกอดเขาร้องห่มร้องไห้สนั่นลั่นฟ้า
“เซียวเกอร์…หลานชายข้า…เจ้ากลับมาเสียที…”
เหล่าไท่จวินตัวสั่น แลบลิ้นอาเจียนแห้ง “แหวะ”
ครั้นขึ้นรถม้า เหล่าไท่จวินก็หยิบขนมสภาพยู่ยี่ที่ซ่อนมาตลอดทั้งเช้าออกมา ยื่นส่งให้เมิ่งเชียนเชียน แววตากระจ่างใสราวกับเด็กน้อย
พ่อบ้านหลิวบอกว่า เจ้าเด็กหนุ่มหน้าเหม็นคนนั้นพาสตรีชั่วกลับมาด้วย
“กินขนมกุ้ยฮวานะ เชียนเชียนไม่เศร้านะ”
[1] จิน 500 กรัม