เกิดใหม่เป็นยอดดวงใจขุนนางจอมโฉด - ตอนที่ 25 จัดการด้วยกฎทหาร
ย่ำค่ำ เมืองหลวงมีหิมะตกลงมาอีกหน ท้องฟ้าอึมครึมบรรยากาศเงียบสงัดสุดแสน
ถ่านหงหลัวในห้องกำลังเผาไหม้โชติช่วง เงาร่างสีม่วงนั่งเอกเขนกอย่างเกียจคร้านอยู่บนเก้าอี้กวนเม่าที่ปูด้วยหนังเสือ คิ้วตาอันเย็นชาถูกเปลวไฟขับให้ดูอบอุ่นขึ้นหลายส่วน
เมิ่งเชียนเชียนพลิกตัว ลืมตามาเห็นบุรุษนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม สีหน้าราบเรียบราวกับน้ำในบ่อไร้คลื่นลม
นางค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งช้าๆ
ลู่หยวนพลิกหน้าบทละครในมือ “ไม่เห็นสนุกเลย อย่าให้ข้ารู้ว่าผู้เข้าสอบใดเป็นคนแต่งนะ ไม่เช่นนั้นจะไม่ให้เขาเข้าแม้แต่ก้งย่วน[1]”
ผู้บัญชาการใหญ่ท่านนี้ยังรู้เรื่องนี้ด้วยหรือนี่
เคราะห์ดีที่คนเขาใช้นามแฝง ไม่เช่นนั้นบัณฑิตผู้มีความสามารถมากมาย ที่จำเป็นต้องเขียนบทละครน้ำเน่าเพื่อหาเลี้ยงชีพผู้นี้ คงได้ขาดสอบอย่างไร้สาเหตุ แบบนั้นมันช่างอยุติธรรมยิ่งนัก
เมิ่งเชียนเชียนถามว่า “เจาเจาเล่า”
แอ้!
ศีรษะน้อยๆ สวมหมวกพยัคฆ์มุดออกมาจากในผ้าห่มนาง ตากลมโตดำขลับกะพริบปริบๆ มองนางอย่างตื่นเต้น
เมิ่งเชียนเชียนกระจ่างพลางยิ้ม “มุดเข้ามาในผ้าห่มข้าตั้งแต่เมื่อใด”
เป่าซูยื่นถุงน้ำอุ่นๆ ให้เมิ่งเชียนเชียน จากนั้นก็คลานดุ๊กดิ๊กเข้าสู่อ้อมแขนนาง ล้มตัวนอนอย่างคุ้นเคยสุดจะเปรียบ เชิดหน้าน้อยๆ ขึ้น กระดิกเท้าอย่างท่าโต
เมิ่งเชียนเชียนบีบแก้มขาวนุ่มของนาง
เป่าซูหันแก้มขวามาให้ คล้ายกำลังบอกว่า ‘บีบๆ ข้างนี้ด้วย’
เมิ่งเชียนเชียนหัวเราะ
ลู่หยวนเย้ยหยัน “ลู่หลิงเซียวถูกจับแล้ว เจ้ากลับสบายอารมณ์”
“เขาถูกจับแล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้า”
เมิ่งเชียนเชียนหยิบผ้าผืนสะอาดที่ตระเตรียมไว้บนโต๊ะข้างเตียงออกมา
เป่าซูเงยหน้าขึ้นอย่างให้ความร่วมมือสุดจะเปรียบ เพื่อให้เมิ่งเชียนเชียนรองผ้าให้สะดวก
ลู่หยวนยิ้มเย็น สายตายังคงอยู่ที่บทละครในมือ “ไม่ร้องขอความเมตตาแทนเขารึ”
“หากข้าร้องขอความเมตตา ผู้บัญชาการใหญ่จะยินยอมปล่อยคนหรือไม่”
“ไม่ปล่อย”
เมิ่งเชียนเชียนคล้ายหัวเราะออกมา
ลู่หยวนอ่านบทละครต่อ “หากเป็นสตรีอื่น ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องไปลองขอความเมตตาที่จวนผู้บัญชาการประจำนครหลวงดู ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ อย่างน้อยๆ ก็ไม่เป็นขี้ปากชาวบ้าน”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ย “ชื่อเสียงสำคัญมากหรือ”
ลู่หยวนยิ้มมองนาง แววตาอ่านยาก “ไม่สำคัญจริงๆ นั่นแหละ”
เมิ่งเชียนเชียนหยิบช้อนกับชามสะอาดมาจากบนโต๊ะหัวเตียง เทนมแพะลงไป ก่อนตักมาช้อนหนึ่ง “อีกอย่าง ผู้บัญชาการใหญ่ก็ไม่มีทางฆ่าเขาด้วย”
เป่าซูอดรนทนไม่ไหวอ้าปากกว้าง อ้า
ลู่หยวนหยักยกมุมปาก “อ้อ? ถ้อยคำนี้หมายความว่าอย่างไร”
เมิ่งเชียนเชียนป้อนเป่าซูอย่างเคยชิน “เขาสร้างความดีความชอบใหญ่หลวงที่ชายแดน ฆ่าเขาตอนนี้ ผู้คนย่อมไม่พอใจ อีกทั้งเป่ยเหลียงกับต้าโจวก็ทำศึกกันมาหลายปี เดี๋ยวยอมจำนนเดี๋ยวรุกรานใหม่ซ้ำไปซ้ำมา พูดไม่เป็นคำพูด ไร้ยางอายสุดแสน ตรงกับความต้องการของเป่ยเหลียงพอดี”
“เจ้ารู้จักเรื่องพวกนี้ด้วยหรือ”
ลู่หยวนยิ้มมีเสน่ห์แฝงอันตราย เสน่ห์นั้นเป็นเสน่ห์ที่มีมาแต่กำเนิด ส่วนตัวอันตรายนั้นฝังอยู่ในกระดูก
เมิ่งเชียนเชียนตอบโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าว่า “ตระกูลลู่มีตำราพิชัยสงครามไม่น้อย ข้าน้อยครองตนเป็นม่ายมาห้าปี อยู่ว่างๆ ไม่มีอะไรทำจึงอ่านเล่นๆ”
ลู่หยวนดึงสายตากลับมา ถามอย่างไม่ใคร่ใส่ใจว่า “แล้วถ้าข้าจะฆ่าเขาให้ได้เล่า”
เมิ่งเชียนเชียนชะงัก “เช่นนั้นข้าน้อยคงมีแต่ต้องสวมชุดไว้ทุกข์ให้สามีอีกสามปี”
ลู่หยวนเอ่ยอย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อนว่า “วางใจได้ ข้าไม่ฆ่าเขาหรอก”
“ขอบังอาจถามผู้บัญชาการใหญ่ จะจัดการเช่นไรหรือ”
“ละเว้นโทษประหารได้ แต่โทษทัณฑ์คงยากจะเลี่ยง โบยยี่สิบไม้ ลดยศตำแหน่ง และตัดสิทธิ์บำเหน็จรางวัล…”
ครั้นลู่หยวนเอ่ยมาถึงประโยคสุดท้าย สองนิ้วของเมิ่งเชียนเชียนก็หนีบแขนเสื้อเขาไว้
ลู่หยวน “มีอะไร”
เมิ่งเชียนเชียน “ขอผู้บัญชาการใหญ่โปรดเมตตา”
ลู่หยวนหรี่ตาลง “เจ้าต้องการขอความเมตตาให้เขาอย่างนั้นรึ”
เมิ่งเชียนเชียนหันมองลู่หยวน พลางเอ่ยอย่างจริงจังว่า “ไหนๆ ก็เคยเป็นสามีภรรยากันมา เห็นเขามีจุดจบเช่นนี้ ข้าน้อยทำใจมิได้…ขอผู้บัญชาการใหญ่เห็นแก่ที่ข้าน้อยเลี้ยงดูเป่าซูอย่างเต็มที่ มอบบุญคุณให้ข้าน้อยสักครา…บำเหน็จรางวัล…แลกกับโบยแทนได้หรือไม่”
ลู่หยวน “…”
เช้าวันรุ่งขึ้น ก่อนประชุมเช้า ลู่หยวนเข้าเฝ้าโอรสสวรรค์น้อยที่ห้องทรงอักษร
ลู่หยวนคำนับให้โอรสสวรรค์น้อยในชุดคลุมมังกรสีเหลืองอร่าม
โอรสสวรรค์น้อยคำนับคืนให้ “ท่านพ่อ[2]”
ลู่หยวนยิ้มจางๆ “ฝ่าบาท”
โอรสสวรรค์น้อยมองขันทีข้างกายแวบหนึ่ง “พวกเจ้าออกไปก่อน”
พวกเขาหันมองลู่หยวน ก่อนค้อมกายออกจากห้องทรงอักษร
ลู่หยวนรอยยิ้มเต็มใบหน้าถามว่า “การเรียนในช่วงนี้ของฝ่าบาททำได้ดีหรือไม่”
โอรสสวรรค์น้อยเอ่ยอย่างลังเล “วันนี้เรา…ไม่คุยเรื่องเรียนได้หรือไม่”
ลู่หยวนยิ้มอ่อนโยน “ฝ่าบาทเป็นโอรสสวรรค์ ฝ่าบาทอยากคุยสิ่งใดก็คุยสิ่งนั้น”
โอรสสวรรค์น้อยเรียกความกล้าก่อนเอ่ยว่า “เมื่อคืนรองเจ้ากรมลู่เข้าวังมาขอพบเรา ด้วยเรื่อง…ของแม่ทัพลู่”
ลู่หยวนเอ่ยโดยไม่รีบไม่ร้อน “อ่า แม่ทัพลู่คิดจะให้กระหม่อมโป้ปดกับฝ่าบาทในการประชุมเช้า กระหม่อมสั่งจับเขาด้วยโทษหลอกลวงเบื้องสูง ฝ่าบาททรงคิดว่ากระหม่อมทำไม่ถูกต้องหรือ”
โอรสสวรรค์กำป้ายคำสั่งองครักษ์เกราะทมิฬในมือแน่น “ทุกสิ่งที่ท่านพ่อกระทำล้วนเพื่อเราและราษฎรชาวต้าโจวทั้งสิ้น…เพียงแต่ว่า…”
ลู่หยวนยิ้มมาหยุดตรงหน้าเขา ร่างสูงใหญ่ปกคลุมเขาไว้ “เพียงแต่อะไรหรือ ฝ่าบาท”
……
สองวันมาแล้ว ข่าวที่ลู่หลิงเซียวถูกจับไปที่จวนผู้บัญชาการประจำนครหลวงวุ่นวายไปทั่วทั้งเมือง
ลี่ว์หลัวถามอย่างร้อนใจว่า “เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ คุณหนู? ป้ายคำสั่งช่วยอะไรมิได้ใช่หรือไม่”
หลินหว่านเอ๋อร์ทำมือบอกว่า : ไม่มีทาง คนที่โอรสสวรรค์เคารพนับถือที่สุดก็คือจอมพลฉู่ โอรสสวรรค์จะต้องให้ผู้บัญชาการใหญ่ปล่อยตัวเขาแน่
มีอีกเรื่องที่หลินหว่านเอ๋อร์ไม่ได้บอก ลู่หยวนควบคุมราชสำนัก เป็นภัยต่อบ้านเมือง ไม่ยอมให้โอรสสวรรค์ปกครองบ้านเมืองเองเสียที เกรงว่าโอรสสวรรค์คงไม่พอพระทัยต่อลู่หยวนนานแล้ว
โอรสสวรรค์ต้องการความจงรักภักดีขององครักษ์เกราะทมิฬ เพื่อมากำจัดลู่หยวนให้พระองค์!
ลู่หมู่ไม่มีข้าวตกถึงท้องสามวันแล้ว เหล่าไท่จวินทนดูไม่ได้อีกต่อไป มาที่เรือนไห่ถังอย่างหงอยเหงาเศร้าซึม “เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ พวกเราไปดูเจ้าหนูนั่นหน่อยดีกว่า…”
เมิ่งเชียนเชียนแย้มยิ้ม “ตามแต่ท่านย่าทวดเจ้าค่ะ”
ทั้งคู่นั่งรถม้ามาถึงจวนผู้บัญชาการประจำนครหลวง
ทุกคนต่างนึกว่าเหล่าไท่จวินกับฮูหยินน้อยจะถูกปิดประตูใส่หน้า อย่างไรเสียนี่ก็เป็นขุนนางโฉดที่แม้แต่โอรสสวรรค์ยังไม่กล้าไม่ไว้หน้าให้
ผู้ใดจะคิดว่าพ่อบ้านของจวนผู้บัญชาการประจำนครหลวงจะต้อนรับทั้งคู่เข้าไปอย่างนอบน้อม “เหล่าไท่จวิน ลู่ฮูหยิน เชิญนั่งขอรับ”
“ข้าจำเจ้าได้!” เหล่าไท่จวินมองพ่อบ้านพลางเอ่ย “ข้าเคยตีเจ้า”
พ่อบ้านเฉินยิ้มเอ่ย “เหล่าไท่จวินความจำดียิ่ง! ที่ร้านโจวจี้เมื่อคราก่อนข้าน้อยไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง เหล่าไท่จวินโปรดอย่าถือสา!”
“อืม”
เหล่าไท่จวินเชิดหน้าขึ้นอย่างเย่อหยิ่ง บ่งบอกว่าตนอภัยให้เขาแล้ว!
ลู่หยวนมายังโถงบุปผา แย้มยิ้มมองทั้งคู่แวบหนึ่ง ก่อนประสานมือให้เหล่าไท่จวิน “ไม่ทราบว่าเหล่าไท่จวินจะมาเยือน ข้าต้อนรับไม่ดีเลย”
เหล่าไท่จวินเอ่ยอย่างเคร่งขรึมว่า “เจ้าจับเจ้าเด็กหน้าเหม็นมาใช่หรือไม่ ข้ามารับเขา เจ้ารีบปล่อยตัวเขา!”
ทุกคนปาดเหงื่อเย็น พูดจากับผู้บัญชาการใหญ่เช่นนี้ อยากตายแล้วกระมัง ผู้บัญชาการใหญ่ไม่เคารพคนชรารักเอ็นดูเด็กน้อยหรอกนะ!
ทว่าสิ่งที่ทำให้พวกเขาตกตะลึงจนคางแทบร่วงกว่านั้นคือ ผู้บัญชาการใหญ่มิได้ขุ่นเคือง
ลู่หยวนยิ้มเอ่ยว่า “แม่ทัพลู่กระทำผิดวินัยทหาร ทำให้ฝ่าบาทกริ้ว ตามกฎหมายแล้วต้องลดยศลงขั้นหนึ่ง โบยสามร้อยไม้ กำลังลงโทษอยู่พอดี โบยไปเท่าใดแล้ว”
ประโยคสุดท้ายเขาเอ่ยกับองครักษ์เสื้อแพรที่อยู่นอกประตู
องครักษ์เสื้อแพรรายงานว่า “หนึ่งร้อยขอรับ”
เหล่าไท่จวินนับนิ้วดู “เหมือนจะเหลืออีกเยอะเลย…ต้องโบยจนถึงเมื่อใด…ไม่โบยแล้วได้หรือไม่”
ลู่หยวนเบนสายตาเจือความนัยลุ่มลึกไปยังเมิ่งเชียนเชียน “ย่อมได้อยู่แล้ว ขอแค่ลู่ฮูหยินยอมคุกเข่าขอความเมตตาแทนแม่ทัพลู่”
เหล่าไท่จวินยกมือขึ้นห้าม “เจ้าโบยต่อเถิด!”
[1] ก้งย่วน เป็นสถานที่จัดสอบส่วนขุนนางภูมิภาคในการคัดเลือกบุคลากรสำหรับทำงานราชการในสมัยก่อน
[2] ท่านพ่อ (尚父) ฐานะพิเศษที่ฮ่องเต้เรียกขุนนางอาวุโส เพื่อแสดงความเคารพต่อบุคคลนั้น