เกิดใหม่เป็นยอดดวงใจขุนนางจอมโฉด - ตอนที่ 26 คืนเงินข้า
ม่านราตรีเข้าปกคลุม
ลู่หยวนนั่งเงียบอยู่ในศาลารับลม เขาดื่มชาอย่างสบายอารมณ์
เป่าซูนั่งอยู่บนพรมนุ่ม สองมือน้อยๆ ออกแรงดึงชายอาภรณ์เขา ดึงจนแยกเขี้ยว
องครักษ์เสื้อแพรนายหนึ่งมาหยุดอยู่นอกม่าน ประสานมือเอ่ยว่า “นายท่าน คนตระกูลลู่กลับไปแล้วขอรับ”
ลู่หยวนเอ่ย “โบยไปเท่าใดแล้ว”
องครักษ์เสื้อแพรตอบ “สองร้อยสิบไม้ขอรับ”
ลู่หยวนเอ่ยอย่างยุติธรรมสุดจะเปรียบว่า “จำไว้ว่าเหลืออีกเก้าสิบไม้ แผลหายแล้วค่อยโบยต่อ”
องครักษ์เสื้อแพรประสานมือ “ขอรับ!”
ลู่หยวนโคลงถ้วยชาในมืออย่างเอ้อระเหย “เฮอะ เพิ่งจะสองร้อยสิบไม้ ตระกูลลู่มีบุตรชายตาขาวนัก!”
เอ่อ…ตาขาวไม่ได้ใช้แบบนี้นะ
องครักษ์เสื้อแพรเอ่ยเจื่อนๆ ว่า “ในกองทัพ ผู้ที่สามารถทนโบยร้อยไม้ได้มีไม่มาก สองร้อยไม้ก็หายากมากแล้ว สามารถทนได้สามร้อยไม้ทั่วทั้งใต้หล้านี้ก็มีเพียง…”
เขาเอ่ยมาถึงตรงนี้ก็ชำเลืองมองลอดม่านไปยังลู่หยวนแวบหนึ่ง ก่อนจะกลืนถ้อยคำสุดท้ายลงไป เปลี่ยนเรื่องไปว่า “จากศักยภาพของแม่ทัพลู่ กลับยังพอสามารถสังหารชินอ๋องแห่งเป่ยเหลียงได้อย่างถูไถ ผลงานทางการทหารของเขาคงจะเป็นเรื่องจริง”
ลู่หยวนเอ่ยเสียงเย็น “ข้าเคยสงสัยว่าผลงานของเขาเป็นเรื่องโกหกหรือ”
องครักษ์เสื้อแพรชะงัก
ในเมื่อมิได้สงสัยในผลงานทางการทหารของลู่หลิงเซียว แล้วเหตุใด…จึงเปลี่ยนจากยี่สิบไม้เป็นสามร้อยไม้เสียเล่า มิใช่เพราะลองหยั่งเชิงศักยภาพของลู่หลิงเซียว เช่นนั้นเพราะเหตุผลอื่นหรือ
ลู่หยวนโบกมือนิ่งๆ “เอาล่ะ ที่ควรลงโทษก็ลงโทษแล้ว ที่ควรให้รางวัลก็ให้พร้อมกันไปเลยแล้วกัน โอรสสวรรค์ของพวกเรา…ทรงแยกแยะโทษทัณฑ์ออกจากการให้รางวัลชมเชยชัดเจน และปกครองบ้านเมืองอย่างมีคุณธรรม”
องครักษ์เสื้อพรคุกเข่าลงข้างหนึ่งคำนับให้ “ขอรับ! นายท่าน!”
เรื่องของลู่หลิงเซียวลือกันทั่วเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว มีคนเห็นกับตาว่าเขาถูกเปลหามออกมา ทั่วร่างโชกโลหิต อาการร่อแร่
ตั้งแต่ลู่หยวนกุมอำนาจ จวนผู้บัญชาการประจำนครหลวงก็กลายเป็นเหมือนนรก จะมีสักกี่คนกันที่เข้าไปแล้วออกมาโดยปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน
ลู่หยวนโดนปวงชนด่าว่าอีกครั้ง
เพียงแต่ลู่หยวนกลับไม่แยแส เทียบกับการซื่อสัตย์กล้าหาญแล้ว เป็นยมราชที่ผู้คนหวาดกลัวไม่ดีกว่าหรือ
ทว่า ก็มีพวกที่ด่าทอลู่หลิงเซียวเช่นกัน ด่าว่าเขาพาเมียนอกสมรสกลับจากชายแดนด้วยคนหนึ่ง สวมรอยเป็นลู่ฮูหยินไปร่วมงานเลี้ยงหยิบของเสี่ยงทายที่จวนผู้บัญชาการประจำนครหลวง
นี่มันไม่เห็นหัวผู้บัญชาการใหญ่อยู่ในสายตาเลยนะ ผู้บัญชาการใหญ่ไม่สั่งสอนเขาเสียบ้างสิแปลก
กอปรกับเรื่องที่ลู่หลิงเซียวช่วยเมียนอกสมรสมาจากมือพวกเป่ยเหลียงโดยไม่ใยดีภรรยาเอกนั้นลือกันทั่วในหมู่ชาวบ้านนานแล้ว แรกเริ่มมีคนไม่เชื่อ ยามนี้ใหญ่โตเสียเพียงนี้ ได้ยืนยันแล้วว่าลู่หลิงเซียวโปรดปรานอนุละเลยภรรยาเอกจริงๆ
“หากข้าเป็นลู่ฮูหยินนะ ข้าไม่ไปขอความเมตตาให้ไอ้คนใจร้ายนี่หรอก!”
ภายในโรงน้ำชา มีสตรีสาวทวงความเป็นธรรมแทนเมิ่งเชียนเชียน
สตรีเมืองหลวงส่วนใหญ่ยืนอยู่ข้างเมิ่งเชียนเชียน อย่างไรเสียก็มีแต่คนอยากให้ตนเองได้แต่งกับคนที่ตนรักกันทั้งนั้น
มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งถามขึ้นอย่างสนใจใคร่รู้ว่า “ลู่ฮูหยินขอความเมตตาแทนเขาหรือ”
สตรีสาวเอ่ย “ไม่เช่นนั้นพวกเจ้าคิดว่าผู้บัญชาการใหญ่จะปล่อยคนง่ายๆ เช่นนี้หรือ”
คุณชายที่อยู่ด้านข้างเดินมานั่งด้วย “นั่นน่ะสิๆ วันนั้นข้าเห็นกับตาเลย ลู่เหล่าไท่จวินกับลู่ฮูหยินไปที่จวนผู้บัญชาการประจำนครหลวงเมื่อตอนเย็น กลางดึกถึงได้พาคนกลับ!”
อีกคนเอ่ยว่า “ข้าได้ยินมาว่าลู่ฮูหยินคุกเข่าอยู่ที่จวนผู้บัญชาการประจำนครหลวงเสียค่อนราตรีแหน่ะ ถึงได้โน้มน้าวผู้บัญชาการใหญ่ได้”
ชายวัยกลางคนอายุราวๆ สี่สิบปีถอนใจเอ่ยว่า “ลู่ฮูหยินเป็นสตรีที่ดีมีคุณธรรม จิตใจกว้างขวาง หากมีภรรยาเช่นนี้คงไม่ต้องการสิ่งใดแล้ว!”
……
“ถุย! คนดีมีคุณธรรมอะไรกัน”
ณ เรือนเฟิง ลี่ว์หลัวโมโหจนแทบอยากจะฉีกผ้าเช็ดหน้าในมือให้ขาด “นางไม่เคยคุกเข่าเลยด้วยซ้ำ! ทั้งๆ ที่คุกเข่าแล้วจะสามารถทำให้ท่านแม่ทัพโดนโบยน้อยลงมากแท้ๆ…นางมันสตรีใจดำ!”
หลินหว่านเอ๋อร์โบกมือให้สาวใช้ที่มารายงานข่าว
สาวใช้ถอยออกไปอย่างตัวสั่นงันงก
ลี่ว์หลัวกัดฟันกรอดเอ่ยว่า “คุณหนู เห็นๆ อยู่ว่าท่านเป็นคนช่วยท่านแม่ทัพ วันนี้ความดีความชอบกลับไปตกอยู่ที่ฮูหยินน้อย! คนในเมืองหลวงต่างกำลังชื่นชมนาง!”
หลินหว่านเอ๋อร์หลุบตาลง ทำมือว่า : ไปดูท่านแม่ทัพหน่อย
ลี่ว์หลัวข่มความน้อยใจต่อความไม่เป็นธรรมเอาไว้ “เจ้าค่ะ”
เพิ่งมาถึงหน้าห้องลู่หลิงเซียว สองนายบ่าวก็เจอกับลู่สิงโจวและลู่หมู่
ทั้งสองเบี่ยงกายหลีกทางให้ พร้อมกับคำนับหนหนึ่ง
ลู่หมู่ไม่สนใจหลินหว่านเอ๋อร์ นางเข้าไปในห้องโดยมีสาวใช้คอยประคอง
ลู่หลิงเซียวบาดเจ็บสาหัส หมอกำลังจัดการแผลให้เขา โลหิตกะละมังแล้วกะละมังเล่าถูกยกออกมา กลิ่นคาวโลหิตเข้มข้นชวนให้ลู่หมู่หน้ามืดตาลาย
สาวใช้รีบประคองนางไว้ “ฮูหยิน!”
ลู่สิงโจวสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย เอ่ยกับหลินหว่านเอ๋อร์ว่า “เจ้า…”
“เจ้ามาทำอะไร!”
เสียงของเหล่าไท่จวินเอ่ยขัดถ้อยคำของลู่สิงโจว
หลินหว่านเอ๋อร์หันกายกลับไป เบนสายตาผ่านเหล่าไท่จวินไปยังเมิ่งเชียนเชียนที่อยู่ด้านข้าง ปลายนิ้วพลันกำเข้าหากันแน่น
ลี่ว์หลัวเอ่ยแทนคุณหนูตนว่า “เหล่าไท่จวิน คุณหนูของข้าช่วยท่านแม่ทัพไว้ มาเยี่ยมท่านแม่ทัพแล้วอย่างไร”
เหล่าไท่จวินดุลี่ว์หลัวว่า “ตาเจ้าบอดรึ เห็นๆ อยู่ว่าข้ากับเชียนเชียนเป็นคนช่วยออกมา! เกี่ยวอะไรกับนาง!”
ลี่ว์หลัวโดนดุจนตัวสั่น พึมพำอย่างไม่ยินยอมว่า “เป็นคุณหนูข้าที่…”
ลู่สิงโจวเอ่ย “คุณหนูเจ้าตั้งครรภ์อยู่ ไม่ควรเห็นเลือด ประคองคุณหนูเจ้ากลับไปก่อนไป”
ลี่ว์หลัวเอ่ยเสียงเบา “เจ้าค่ะ”
เหล่าไท่จวินสะบัดหน้าหนี จับมือเมิ่งเชียนเชียนเดินเข้าไป
เมิ่งเชียนเชียนเป็นนายหญิง นางไปที่ใดล้วนไม่จำเป็นต้องแจ้งบอกหรือขออนุญาต ต่อให้มายังเรือนของลู่หลิงเซียวก็ตาม เมื่อก่อนนางไม่มาเพราะไม่อยากมา หาใช่เพราะนางไม่มีสิทธิ์มาไม่
หลินหว่านเอ๋อร์นั้นต่างออกไป
ลู่หลิงเซียวสามารถมอบอภิสิทธิ์ให้นางเข้าออกเรือนซงจู๋ได้ ทว่าไม่ว่าเป็นเจ้านายคนในของตระกูลลู่ ล้วนสามารถริบสิทธิ์นี้คืนได้สบายๆ
ลู่สิงโจวตามเหล่าไท่จวินเข้ามาในห้องโดยไม่ได้เอ่ยคำใด
ลี่ว์หลัวโมโหยกใหญ่ “คุณหนู ท่านรองเจ้ากรมรู้ทั้งรู้ว่าเป็นความดีความชอบของท่าน ไยจึงไม่อธิบายแทนท่านสักคำสองคำเลยเล่า หากมิใช่ท่านยอมมอบป้ายคำสั่งขององครักษ์เกราะทมิฬ ฝ่าบาทจะรับสั่งปล่อยตัวคุณชายใหญ่หรือ”
หลินหว่านเอ๋อร์จิกปลายนิ้วแน่น
สำหรับลู่สิงโจวแล้ว ผู้ใดเป็นคนช่วยบุตรชายนั้นไม่สำคัญ บุตรชายกลับมาถึงสำคัญที่สุด
ยิ่งไปกว่านั้น เขาเคยไปเข้าเฝ้าโอรสสวรรค์มาสองวันแล้ว แต่หลังจากที่เหล่าไท่จวินกับเมิ่งเชียนเชียนไปหาที่จวนผู้บัญชาการประจำนครหลวง ถึงได้พาคนกลับมาได้
แน่นอนว่าลู่สิงโจวมิได้คิดว่าเมิ่งเชียนเชียนหน้าใหญ่เพียงนั้น แต่เป็นเหล่าไท่จวินต่างหาก
ตอนนั้นท่านปู่เขาติดตามไท่ซ่างหวงออกรบทั่วทุกสารทิศ สร้างความดีความชอบใหญ่หลวง กระทั่งบัดนี้เหล่าไท่จวินยังได้เงินเดือนและการเคารพให้เกียรติจากราชสำนักอยู่เลย ฮูหยินเก้าหมิงคนอื่นไม่ได้รับการปฏิบัติเช่นนี้หรอกนะ
……
ลู่หลิงเซียวหมดสติอยู่สามวันเต็มๆ ฟื้นขึ้นมาเห็นดรุณีน้อยงามดั่งฤดูท้อสะพรั่ง กายห่มเมฆหมอก ศีรษะประดับปิ่นงามดุจหยก นั่งอยู่เบื้องหน้าเขาอย่างชดช้อย
เขามองดูจนแทบจะหลงใหลไปแล้ว
“ฟื้นแล้วหรือ”
เมิ่งเชียนเชียนวางบทละครที่อ่านได้ครึ่งเดียวลง
ลู่หลิงเซียวพลันได้สติ ความเจ็บปวดรุนแรงจากบาดแผลทำให้เขาสูดหายใจลึกหลายเฮือก
เขาจำได้แล้ว ลู่หยวนออกคำสั่งลงโทษโบยเขาสามร้อยไม้
ขุนนางโฉดผู้นี้ รู้หรือไม่ว่าสามร้อยไม้ทหารมันถึงชีวิตได้เลย เขาไม่เป็นวรยุทธ์ แต่คนใต้บังคับบัญชาของเขาใช่ว่าจะไม่เป็นเสียหน่อย
เมิ่งเชียนเชียนเดินมาหา นั่งยองๆ ลงประคองเขาไว้ “อย่าขยับส่งเดช ระวังแผล”
ลู่หลิงเซียวกลับบ้านมานานเพียงนี้ เป็นครั้งแรกที่ถูกนางปฏิบัติด้วยอย่างนุ่มนวลเช่นนี้
เขาหันมองใบหน้าของนางที่ใกล้กันเพียงคืบ กระทั่งขนตาบนใบหน้าก็เห็นได้อย่างชัดเจน จู่ๆ เขาก็เกิดภาพลวงตาของสามีภรรยาที่เพิ่งแต่งงานกันใหม่ๆ ขึ้นมา
นางเลิกผ้าห่ม “ไม่มีคราบเลือดซึมออกมา น่าจะไม่ฉีก”
นางเอ่ยจบก็คลุมผ้าห่มคืนเบาๆ แล้วปิดปากหาวหวอด
ลู่หลิงเซียวเบนสายตากวาดมองใบหน้าที่ค่อนข้างซีดเซียวของนาง ถามอย่างนิ่งอึ้งว่า “เจ้า…หลายวันนี้เฝ้าข้าตลอดเลยหรือ”
“อืม”
เมิ่งเชียนเชียนพยักหน้า มองเขาอย่างอ่อนโยน “ข้าหวังว่าพอท่านพี่ลืมตาขึ้นมา คนแรกที่เห็นจะเป็นข้า”
ลู่หลิงเซียวใจพลันวูบไหว
เมิ่งเชียนเชียนยิ้มจางๆ ยื่นสมุดให้เขาเล่มหนึ่ง เอ่ยอย่างลึกซึ้งว่า “บำเหน็จรางวัลของเจ้ามาถึงแล้ว นี่ นี่คือสมุดบัญชี ไม่ทราบว่าท่านพี่จะคืนเงินข้าได้หรือยัง”