เกิดใหม่เป็นยอดดวงใจขุนนางจอมโฉด - ตอนที่ 29 แตกหักกันโดยสมบูรณ์
“นายหญิงกลับดีๆ เจ้าค่ะ!”
นายหน้าหญิงชรามองส่งรถม้าของเมิ่งเชียนเชียนจากไป
ครั้นนางหันมา แม่นางคนหนึ่งก็ถามว่า “ขายแค่สิบตำลึง ขาดทุนเกินไปหรือไม่ ตอนนั้นนางหนูนั่นก่อเรื่องเสียจนพวกเราชดใช้เงินไปไม่ต่ำกว่าร้อยตำลึงเชียวนะ!”
แม่นางอีกคนเอ่ย “นั่นน่ะสิ ก่อนหน้านี้ไหนว่าจะขายนางไปที่นั่นมิใช่หรือ อย่างน้อยๆ ตั้งห้าสิบตำลึงแหน่ะ!”
นางหนูนั่นแม้จะอายุน้อยอยู่บ้าง แต่บุรุษพวกนั้นชื่นชอบแบบนี้
นายหน้าหญิงชราเอ่ย “พวกเจ้าจะไปเข้าใจอะไร จากประสบการณ์ในหอนางโลมของข้าหลายสิบปี แม่นางคนนั้นไม่ธรรมดา วันนี้ถือว่าซื้อใจนาง และถือว่านางหนูนั่นดวงยังไม่ถึงฆาต มีเจ้านายช่วยชีวิตนางเอาไว้”
ไม่เช่นนั้นหากไปในสถานที่พรรค์นั้น มีใครบ้างไม่โดนทรมานตาย
บนรถม้า
ปั้นซย่าถามเด็กสาวว่า “เจ้ามีนามว่าอะไร”
เด็กสาวเล่นพู่บนอาภรณ์ “ถานเอ๋อร์”
ปั้นซย่าเอ่ยอีกว่า “ฟังสำเนียงเจ้าแล้วไม่เหมือนคนเมืองหลวง บ้านเจ้าอยู่ที่ไหน ที่บ้านมีใครอีกบ้าง เหตุใดจึงมาอยู่ในมือนายหน้านางนี้ได้”
ถานเอ๋อร์ยกสองมือขึ้นกอดอก “เจ้าถามอิหยังเยอะแยะ กลัวข่อยหนีติ้ หนีเจ้าก็จับบ่ได้อยู่ดี!”
ปั้นซย่าชะงัก ก่อนพึมพำว่า “อย่าถือสาเด็กน้อย!”
ครั้นมาถึงตระกูลลู่ เมิ่งเชียนเชียนก็สั่งการอู่เกอร์สองสามคำ ก่อนพาปั้นซย่าและถานเอ๋อร์เดินไปยังเรือนไห่ถัง
ถานเอ๋อร์ตกตะลึง “พี่สาว ที่อยู่อาศัยของเจ้าใหญ่มาก...”
เมิ่งเชียนเชียนชี้ไปเบื้องหน้า “เรือนนั้นของข้า นอกนั้นไม่ใช่”
ถานเอ๋อร์ทอดมองเรือนไห่ถังที่เล็กกว่าร้านนายหน้าเสียอีก “เอ่อ…”
คนรับใช้ของเรือนไห่ถังเห็นฮูหยินน้อยพาเด็กสาวทั้งมอมแมมทั้งเหม็นหึ่งกลับมาด้วย ต่างตกใจกันยกใหญ่
ทว่าเด็กสาวคลุมเสื้อขนสัตว์ของฮูหยินน้อย เหล่าคนรับใช้จึงไม่กล้าเพิกเฉย
ถานเอ๋อร์พินิจมองรอบด้านอย่างสนใจใคร่รู้ ยื่นมือออกมาเป็นพักๆ เดี๋ยวลูบดอกไม้ เดี๋ยวคลำต้นไม้ “แคบไปจั๊กน้อย แต่ก็ประณีตดี!”
ปั้นซย่าฟังแล้วงงยิ่ง “จั๊กน้อย? ตัวอะไร เหมือนจั๊กจั่นหรือไม่”
ถานเอ๋อร์อธิบายว่า “แปลว่านิดหน่อย!”
ปั้นซย่าพยักหน้า “อ้อ…ไอ้หยาช้าก่อนนะ เจ้าว่าเรือนของใครแคบนะ สาวใช้เยี่ยงเจ้ายังจะเดียดฉันท์เรื่องนี้ได้รึ!”
ถานเอ๋อร์ทำหน้าทะเล้นใส่ปั้นซย่า แบร่
แม่นมหลี่รักสะอาด นางออกมาต้อนรับเมิ่งเชียนเชียน สุดท้ายเห็นขอทานน้อยผู้นี้ ก็เกือบจะเป็นลมล้มพับไป
“แม่นม มีน้ำอุ่นหรือไม่”
“มีเจ้าค่ะ”
แม่นมหลี่ชินกับนิสัยของเมิ่งเชียนเชียนที่ออกไปข้างนอกกลับมาจะต้องแช่น้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า จึงให้ครัวเล็กต้มน้ำไว้คอยแล้ว
ถานเอ๋อร์ลูบคลำพฤกษานานาในลานเรือนจนทั่วแล้ว ก็ยิ้มแย้มมาหยุดตรงหน้าเมิ่งเชียนเชียน ก่อนถามว่า “พี่สาว จะตั้งโต๊ะเมื่อใดหรือ”
เมิ่งเชียนเชียนใช้สายตามองไปยังข้างๆ ห้องครัวเล็ก นั่นคือห้องอาบน้ำที่นางปรับปรุงใหม่เพื่อใช้อาบน้ำในฤดูหนาว
“อาบน้ำก่อน”
“ข่อยบ่อาบ!”
“ไม่อาบก็ไม่มีข้าวให้กินนะ”
“ข่อยมาแล้ววว”
ถานเอ๋อร์พุ่งเข้าไปในห้องอาบน้ำ หัวทิ่มลงอ่างน้ำที่มีน้ำเย็นเต็มอ่าง
แม่บ้านวั่นเพิ่งจะหิ้วน้ำร้อนถังหนึ่งมาถึงหน้าประตู ก็ถูกเสื้อผ้าสกปรกปลิวมาคลุมหัวฟิ้วๆ หลายตัว
นางสูดหายใจลึก ก่อนจะอาเจียนแห้งๆ แหวะ
ถานเอ๋อร์นั่งอยู่ในน้ำเย็น สองมือกอดไหล่ตัวสั่นหงึกๆ “ข่อยสิแข็งตายแล้ว…ข่อยสิแข็งตายแล้ววว”
หลังจากเทน้ำร้อนจนเต็ม ถานเอ๋อร์ก็ลุกพรวดขึ้น “ข่อยอาบเสร็จแล้ว!”
แม่บ้านวั่นปากอ้าตาค้าง “ยังไม่ทันจะอาบเลย! เข้าไปก็ออกมาแล้ว เจ้าเป็นหมูลวกหรือไร!”
แม่บ้านวั่นเรียกป้าหูกับป้าหลิวมาด้วย สามคนกดถานเอ๋อร์ไว้ พากันอาบน้ำให้ตั้งแต่หัวจรดเท้า น้ำร้อนของครัวเล็กก็เทลงมาหม้อแล้วหม้อเล่า
หนึ่งชั่วยามต่อมา ในที่สุดสาวน้อยก็ขัดสีฉวีวรรณสะอาดสะอ้าน หญิงรับใช้ทั้งสามก็เหนื่อยจนอ่อนไปหมด
เมิ่งเชียนเชียนอ่านบทละครอยู่ในห้อง
แม่นมหลี่กับปั้นซย่านั่งล้อมกระถางถ่านเย็บปักถักร้อย
ครั้นถานเอ๋อร์ในชุดกระโปรงสีเขียวอ่อนเข้ามาในห้อง แม่นมหลี่กับปั้นซย่าก็ตกตะลึงกันหมด
ใบหน้ารูปไข่ขาวเนียน คิ้วตากระจุ๋มกระจิ๋ม จมูกโด่งเป็นสัน กลีบปากแดงเรื่อ ฟันขาวสะอาด เทียบกับสาวน้อยมอมแมมก่อนหน้านี้ราวกับคนละคน
หากมิใช่บนตัวนางสวมอาภรณ์เก่าของปั้นซย่า พวกนางแทบจำไม่ได้เลยสักนิด
ถานเอ๋อร์ไม่ได้มองแม่นมหลี่กับปั้นซย่าแม้แต่น้อย นางยิ้มแย้มเอ่ยกับเมิ่งเชียนเชียนว่า “พี่สาว ข่อยอาบเสร็จแล้ว!”
เมิ่งเชียนเชียนแย้มยิ้ม “ตั้งโต๊ะ”
ถานเอ๋อร์ก็ไม่เกรงใจ นั่งลงอย่างใจกว้าง
สักพัก นางก็เห็นบะหมี่ตรงหน้าที่ไร้พริกแม้แต่นิดเดียว จึงเอ่ยอย่างเดียดฉันท์ว่า “น้ำแกงใสแจ๋วเช่นนี้ ดูก็รู้แล้วว่าบ่แซ่บ”
หนึ่งเค่อต่อมา
“เอาอีกชาม!”
“เอาอีก!”
“เอามา!”
ปั้นซย่ากับแม่นมหลี่มองถ้วยเปล่าบนโต๊ะ นี่ก็ช่างกินเก่งเกินไปแล้วกระมัง
ถานเอ๋อร์กินคำสุดท้ายหมด ก็ลูบท้องน้อยๆ กลมป่องพลางวางตะเกียบ
เมิ่งเชียนเชียนถามว่า “อร่อยหรือไม่”
“บ่แซ่บ...” ถานเอ๋อร์เรอเอิ๊ก
เมิ่งเชียนเชียนส่งเสียงอ้อ “พรุ่งนี้จะทำเป็ดทอดกรอบ ไก่ตุ๋นแปดสมุนไพร หมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดง ขาหมูพะโล้”
ถานเอ๋อร์ดวงตาเป็นประกายวาววับ “ให้ได้อย่างนี้สิ!”
เมิ่งเชียนเชียนยิ้มหวาน “ถ้าอย่างนั้น เจ้าตัดสินใจจะอยู่ที่นี่แล้วใช่หรือไม่”
ถานเอ๋อร์กะพริบตาปริบๆ อย่างเจ้าเล่ห์ “อื้อ!”
ปั้นซย่าพาถานเอ๋อร์ไปพักผ่อน พร้อมกับถือโอกาสสอนกฎระเบียบในจวนให้แก่นางด้วย
แม่นมหลี่ถามอย่างเป็นห่วงว่า “คุณหนู แม่หนูคนนี้…จะไหวหรือเจ้าคะ ใช่กลัวว่ากินเก่งจะเลี้ยงไม่ไหว แต่ยังเด็กนัก แม้ว่าปั้นซย่าตอนเพิ่งมาอยู่ข้างกายคุณหนูก็ยังเด็กเช่นกัน แต่ปั้นซย่าเป็นลูกหลานคนรับใช้ตระกูลเมิ่ง เรียนรู้กฎธรรมเนียมมาตั้งแต่เด็ก…แม่หนูคนนี้ไม่เหมือนคนทำการทำงานได้ แน่นอนว่า หากคุณหนูชอบ เอาไว้ข้างกายย่อมไม่มีปัญหา บ่าวก็แค่ห่วงว่าแม่หนูคนนี้ไม่เชื่อฟัง จะก่อเรื่องอะไรในจวนขึ้นมา”
ปั้นซย่าเล่าสิ่งที่นายหน้าหญิงชราบอกให้แก่แม่นมหลี่ฟังแล้ว ปั้นซย่าไม่เชื่อ แม่นมหลี่กลับเชื่ออยู่บ้าง
เมิ่งเชียนเชียนพลิกหน้าบทละคร “แม่นม หลายปีมานี้พวกเราอยู่ที่ตระกูลลู่ยังเรียบร้อยไม่พออีกหรือ แต่ดูพวกเราสิ ได้อะไรดีๆ กลับคืนมา”
แม่นมหลี่ชะงักไป
ฟ้ายังไม่สาง เมิ่งเชียนเชียนก็ถูกเสียงโหวกเหวกปลุกให้ตื่น ที่แท้ เป็นคนของเหล่าฮูหยินมาหา เร่งให้เมิ่งเชียนเชียนไปรับใช้เหล่าฮูหยินตามกิจวัตรประจำวัน
ไม่กี่วันก่อนเมิ่งเชียนเชียนไปดูแลลู่หลิงเซียวมา เมื่อวานก็ออกจากจวน ยามนี้หากยังบ่ายเบี่ยงว่าไม่สบายอีกย่อมไม่เหมาะ
เมิ่งเชียนเชียนพาปั้นซย่าไป
เมื่อก่อนเวลาไปคารวะ มักจะต้องรออยู่ข้างนอกกว่าครึ่งชั่วยาม วันนี้เหล่าฮูหยินตื่นเช้ากว่าเมิ่งเชียนเชียนอย่างเป็นประวัติกาล
“คารวะท่านย่า” เมิ่งเชียนเชียนเอ่ย
เหล่าฮูหยินนั่งอยู่บนเก้าอี้ แววตาดุดันมองดรุณีที่ตระกูลเลี้ยงมาห้าปี ก่อนเอ่ยอย่างเย็นชาว่า “ได้ยินมาว่า เจ้าขนบำเหน็จรางวัลของเซียวเกอร์กลับไปที่เรือนตัวเองแล้ว”
“มีเรื่องนี้อยู่จริงๆ เจ้าค่ะ” เมิ่งเชียนเชียนยอมรับอย่างใจกว้าง
เหล่าฮูหยินเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “ที่จวนไม่มีห้องคลังแล้วหรือไร เจ้าก็ไม่ได้ดูแลบ้านแล้วด้วย เอาของพวกนี้ไปเพื่อการใด ยังไม่รีบให้คนไปขนมาไว้ที่ห้องคลังอีก!”
เอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมานางก็โมโห เดิมคิดจะรอให้หลานชายฟื้นก่อน แล้วบอกหลานชายสักคำ หลานชายย่อมยกบำเหน็จรางวัลให้นางทั้งหมดอยู่แล้ว
ไหนเลยจะรู้นางช้าไปแค่ก้าวเดียว นางหนูคนนี้ก็ขนออกจากห้องหนังสือหลานชายไปหมดเกลี้ยงแล้ว!
ได้ยินว่าฝ่าบาทไม่เพียงประทานเงินหนึ่งหมื่นตำลึงเท่านั้น ยังประทานเครื่องประดับเพชรนิลจินดาสูงค่าให้ด้วย
ของพระราชทานเชียวนะ ชีวิตนี้นางไม่เคยใส่มาก่อน ดันโดนนางหนูนี่ชุบมือเปิบไปแล้ว!
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยนิ่งๆ ว่า “ท่านย่า ของพวกนั้นเป็นเงินสินเจ้าสาวที่ท่านพี่คืนให้ข้า เกรงว่าคงขนไปห้องคลังไม่ได้เจ้าค่ะ”
“เหลวไหล!” เหล่าฮูหยินใช้ฝ่ามือตบโต๊ะ “ตระกูลลู่สู่ขอเจ้าแล้ว สินเจ้าสาวของเจ้าก็คือของตระกูลลู่! เจ้าถือดีอะไรมาทวงคืนกับสามีตัวเอง ข้าว่าเจ้านับวันยิ่งไม่รู้จักกฎธรรมเนียมขึ้นเรื่อยๆ แล้ว! ใครก็ได้! ไปขนบำเหน็จรางวัลของฝ่าบาทออกมาจากเรือนไห่ถัง!”