เกิดใหม่เป็นยอดดวงใจขุนนางจอมโฉด - ตอนที่ 31 มีลูกสักคน
เหล่าฮูหยินถูกบรรดาคนรับใช้หามกลับเรือนไป
ลู่สิงโจวมองถานเอ๋อร์ที่อยู่ข้างกายเมิ่งเชียนเชียนอย่างลุ่มลึก
ถานเอ๋อร์สองตามองฟ้าไม่สนใจเขา
เขาเอ่ยกับเมิ่งเชียนเชียนว่า “ในเมื่อเป็นคนของเจ้าก็คุมให้ดี รีบหาคนมาสั่งสอนกฎระเบียบของจวนให้นางโดยไว”
เมิ่งเชียนเชียนค้อมกาย “ลูกทราบแล้ว ท่านพ่อเดินดีๆ เจ้าค่ะ”
ลู่สิงโจวมองพวกชายฉกรรจ์สิบกว่าคนบนพื้นเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อจากไปอย่างเย็นชา
ถานเอ๋อร์ถามเมิ่งเชียนเชียนว่า “เขารู้สึกขายขี้หน้าแม่นบ่”
เมิ่งเชียนเชียนถามว่า “โดนทำร้ายหรือไม่”
ถานเอ๋อร์ปัดๆ มือ “ย่อมบ่โดนอยู่แล้ว พวกขี้ขลาดตาขาวบ่กี่คน จะเฮ็ดให้ข่อยบาดเจ็บได้จังใด๋”
เมิ่งเชียนเชียนหัวเราะ ก่อนหันไปมองบ่าวรับใช้และผู้คุ้มกันเรือนสิบกว่าคนที่โมโหแต่ไม่กล้าเอ่ยคำ นางเอ่ยนิ่งๆ ว่า “ยังไม่ไปอีก?”
“ปะไป! พวกข้าน้อยจะไปเดี๋ยวนี้!”
“เร็วเข้าๆ!”
พวกบ่าวรับใช้กับผู้คุ้มกันเรือนที่เริ่มมีเรี่ยวแรงคืนมาบ้างแล้วข่มความเจ็บปวดทั่วสรรพางค์กายเอาไว้ ลุกขึ้นจากพื้น ประคองกันและกันเดินหนีออกมาราวกับหนีตาย
ปั้นซย่าหลุดจากภวังค์ความตกใจ นางมองถานเอ๋อร์อย่างนิ่งอึ้งพลางเอ่ยว่า “ทะ…ที่นายหน้าหญิงชราพูดคือเรื่องจริงหรือนี่…”
“ถานเอ๋อร์ แก้มัด”
“รับทราบ!”
ถานเอ๋อร์ดึงเชือกบนตัวแม่บ้านวั่นกับป้าหลิวขาด
ทั้งคู่เพียงแค่บาดเจ็บภายนอก กระดูกและอวัยวะภายในไม่เสียหาย เมิ่งเชียนเชียนจึงให้ปั้นซย่าไปเอายาทาแผลมาช่วยพวกนางทา
เมิ่งเชียนเชียนก็กำลังจะเข้าไปด้วยเช่นกัน
“หยุด”
ถานเอ๋อร์ยืนอยู่เยื้องกับนาง ขวางทางนางไว้ สองนิ้วคีบเข็มเงินอยู่เล่มหนึ่ง จ่อลำคอนางอย่างเย็นชา “เข็มเงินของเจ้า ไผให้เจ้ามา”
เมิ่งเชียนเชียนสีหน้าไร้การเปลี่ยนแปลงใดๆ “เก็บได้”
ถานเอ๋อร์แค่นเสียงเฮอะ จู่ๆ ก็คลี่ยิ้มออกมา “ข่อยว่าแล้ว นางสิยกของรักของหวงของเจ้าของให้คนอื่นได้จังได๋ คืนให้เจ้า!”
ถานเอ๋อร์เอ่ยพลางพลิกสองนิ้วหันปลายเข็มเข้าหาตัว หันด้ามจับให้เมิ่งเชียนเชียน
เมิ่งเชียนเชียนดึงเข็มเงินไป
ถานเอ๋อร์กระโดดโลดเต้นเข้าไปในเรือน “เป็ดทอดกรอบ! ไก่ตุ๋นแปดสมุนไพร! หมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดง! ขาหมู…”
นึกบางอย่างขึ้นมาได้ นางก็หยุดฝีเท้าลง ก่อนเอ่ยเหมือนคล้ายคิดบางอย่างอยู่ว่า “เข็มเงินนั่นเหมือนจะขาดไปเล่มหนึ่ง…บ่สนแล้ว! บ่แม่นของข่อยจั๊กน้อย! ขาหมูพะโล้! เป็ดทอดกรอบ! ไก่ตุ๋นแปดสมุนไพร...”
นางกระโดดโลดเต้นต่อ ทั่วทั้งเรือนมีแต่เสียงเบิกบานของนาง
ครั้นทานอาหาร แม่นมหลี่ก็กลับมา ปั้นซย่าเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้นางฟัง นางไม่คิดเลยว่าแค่ช่วงเวลาที่ตนกับป้าหูไปเอาสำรับเช้าที่ครัวกลาง สินเจ้าสาวของคุณหนูของตนเกือบจะโดนคนชิงเอาไปเสียแล้ว
“ตั้งแต่โบราณมา สินเจ้าสาวเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของสตรี ยินดีกตัญญูต่อบ้านสามีเรียกว่าน้ำใจ มีบ้านสามีที่ไหนเขามาแย่งชิงกันบ้าง ดีร้ายอย่างไรนางก็เป็นผู้ใหญ่ เหตุใดจึงได้…”
“หน้า! ด้าน! ไร้! ยาง! อาย! เช่น! นี้!” ถานเอ๋อร์เอ่ยแทนแม่นมหลี่ให้จบ
แม่นมหลี่ยิ้มเจื่อนๆ ก่อนตีหน้าเคร่งเอ่ยว่า “ห้ามพูดจาส่งเดช”
ถานเอ๋อร์สองมือกอดอก “ในใจเจ้าบ่แม่นคิดจังซี่อยู่ติ้”
แม่นมหลี่เอ่ย “ระวังภัยที่ออกจากปากเจ้าจะทำคุณหนูเดือดร้อน”
ถานเอ๋อร์เบ้ปาก “ไผมารังแกพี่สาว ข่อยสิตีกลับไป!”
แม่นมหลี่เป็นคนที่ให้ความสำคัญกับกฎระเบียบมาก และมีนิสัยหัวโบราณ การกระทำในวันนี้ของถานเอ๋อร์ในสายตานางนั้นค่อนข้างเกินกว่าเหตุ ลงมือหนักเกินไป ล่วงเกินเหล่าฮูหยินยังไม่ต้องพูดถึง เกรงว่านายท่านใหญ่ก็คงไม่ชอบใจเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ เกรงว่าคุณหนูจะอยู่ที่ตระกูลลู่ได้ลำบากมากขึ้น
เมิ่งเชียนเชียนรู้ดีว่าแม่นมหลี่กำลังกังวลสิ่งใด ไม่ว่าจะมีถานเอ๋อร์หรือไม่ ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องมีวันนี้อยู่ดี
หลายปีมานี้ พ่อสามีดูเหมือนจะโอบอ้อมอารีต่อนาง นั่นก็เพราะว่านางมีประโยชน์
เมื่อนางหยุดให้ตระกูลสูบเลือดสูบเนื้อ พ่อสามีคนนี้ก็จะไม่มีทางยืนอยู่ข้างนางอีกต่อไป
แม่นมหลี่ถอนลมหายใจยาวเหยียด “เมื่อก่อนเหล่าฮูหยินแม้จะไม่เรียกว่าสนิทสนมกับคุณหนู แต่อย่างไรก็ไม่เคยร้ายกาจเช่นนี้…แตกหักกันแล้ว จึงเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของคนตระกูลนี้ชัดเจน”
คุณหนูของนางอย่างไรก็กระโดดลงหลุมไฟนี้มาแล้วนี่นา วันนี้กล้ามาแย่งโจ่งแจ้ง วันหน้าใครจะรู้ว่าจะเป็นอย่างไร
“คุณหนู เกรงว่าเหล่าฮูหยินจะไม่มีทางลดละง่ายๆ”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยนิ่งๆ ว่า “เช่นนั้นก็ต้องดูว่านางมีปัญญาหรือไม่”
โจ๊กลูกเดือยควันฉุยถูกยกวางบนโต๊ะ
ถานเอ๋อร์แววตาตื่นตะลึง “เป็ดทอดกรอบของข่อยล่ะ ไก่ตุ๋นแปดสมุนไพรข่อยล่ะ หมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงกับขาหมูพะโล้ข่อยล่ะ”
เมิ่งเชียนเชียนไม่ได้รับผลกระทบจากสภาพการเป็นอยู่เลยสักนิด นางหยักยกมุมปากเอ่ยว่า “เจ้าหิ้วท้องหิวนานเกินไป มื้อเช้ากินเนื้อสัตว์ไม่ดี กินอาหารเหลวเบาๆ ก่อนสักสามวัน จากนั้นจะทำให้เจ้ากินนะ”
“เจ้าบ่ได้หลอกข่อย?”
“อืม”
ถานเอ๋อร์กัดฟันอย่างลังเล “…ก็ได้ ข่อยสิเชื่อเจ้าอีกเทื่อ!”
จันทร์กระจ่าง ดาราบางตา ระฆังแว่วดังจากวัดหานซาน
บทเรียนภาคค่ำของวัดเสร็จสิ้นลง เหล่าภิกษุทยอยกลับกุฏิพักผ่อน
ภายในห้องภาวนาที่ห่างไกลที่สุดของวัด เป่าซูสวมชุดลูกพยัคฆ์ตัวน้อยหลับปุ๋ยเพิ่งจะตื่น
นางลุกขึ้นมานั่งบนเบาะน้อยที่ทำขึ้นให้นางโดยเฉพาะ มองไปรอบๆ
แอ้!
เป่าซูเดือดดาลขึ้นมา
ลู่หยวนกับภิกษุนั่งหันหน้าเข้าหากัน บนโต๊ะเตี้ยระหว่างทั้งสองมีน้ำชา ขนมและกระดานหมากรุกวางอยู่
ภิกษุหลับตาพักผ่อน พลางนับลูกประคำในมือช้าๆ
เป่าซูคลานมาหาอย่างโมโห มือน้อยๆ คว้าชายอาภรณ์ของลู่หยวนไว้ แยกเขี้ยวออกแรงดึงไปด้านนอก!
ลู่หยวนอยู่นิ่งๆ ปล่อยให้นางดึง
ภิกษุค่อยๆ ลืมตาขึ้น “โยมน้อยอยากลงเขา ไยเจ้าต้องยึดติดด้วย”
ลู่หยวนหยักยกมุมปากยิ้ม ก้มหน้าเอ่ยกับเป่าซูว่า “สามวันนะ อีกสามวันจะพาเจ้าลงเขา”
ใบหน้าน้อยๆ ของเป่าซูเคร่งขรึมขึ้น ก่อนคำรามอย่างดุร้ายยิ่ง แอ๊!
ลู่หยวนกระดิกนิ้ว องครักษ์เสื้อแพรนายหนึ่งเข้ามาด้านใน แล้วอุ้มแม่หนูน้อยออกไป
“ในเมื่อไต้ซือตื่นแล้ว ไม่สู้ดูสิ่งนี้หน่อย”
ลู่หยวนดันป้ายคำสั่งเหล็กนิลบนโต๊ะไปตรงหน้าภิกษุ “ใต้บังคับบัญชาของจอมพลฉู่มีผู้บัญชาการทั้งหมดสิบสองคน หรือเรียกอีกอย่างว่าสิบสององครักษ์ ซึ่งป้ายนี้คือป้ายคำสั่งนักษัตรวานร หลังจากจอมพลฉู่สิ้นชีพ สิบสององครักษ์ก็นำกองทัพเกราะทมิฬหนึ่งหมื่นนายหายเข้ากลีบเมฆ และเมื่อไม่กี่วันก่อน มีสตรีนางหนึ่งบอกว่าเป็นบุตรสาวของนักษัตรวานรได้ปรากฏตัวขึ้น บอกว่าบิดานางไม่เคยห่างจากชายแดนอวี้เหมินเลย แต่ซ่อนตัวอยู่ในกองทัพธรรมดา เข่นฆ่ากับชาวเป่ยเหลียงจนลมหายใจสุดท้าย ข้าน้อยอยากทราบว่า ป้ายคำสั่งนี้ เป็นของจริงหรือไม่”
ภิกษุมิได้เอ่ยคำ
“หากไต้ซือไม่อยากพูด ข้าน้อยคงต้องรอคอยอยู่ที่นี่ต่อเสียแล้ว อย่างไรเสียข้าน้อยก็ว่าง”
แอ้! แอ้!
“คุณหนู เด็กดี กินนมนะเจ้าคะ กินเสร็จพวกเราก็จะลงเขาแล้ว”
เสียงบ่นของเป่าซูและเสียงปลอบอย่างจนปัญญาของแม่นมแว่วมาจากห้องข้างๆ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเด็กบางคนไม่ยอมกินนมดีๆ อีกแล้ว
ภิกษุถอนใจเฮือก “ป้ายคำสั่งเป็นของจริง”
ลู่หยวนยิ้มกว้างกว่าเดิม “ขอบคุณไต้ซือยิ่ง”
……
ทางด้านเหล่าฮูหยินหลังจากกลับมาถึงเรือนฝูโซ่ว ก็โมโหจนนอนอยู่บนเตียงสองวัน แม้แต่ฮูหยินรองมาคารวะยังโดนนางด่าใส่หน้าโครมๆ
ฮูหยินรองได้รับความไม่เป็นธรรมยิ่งนัก คนที่ล่วงเกินเหล่าฮูหยินไม่ใช่นางเสียหน่อย จะมาระบายโทสะใส่นางเพื่อการใด
“นางเด็กไม่เห็นหัวผู้ใหญ่! ไฉนตระกูลลู่ข้าถึงได้สู่ขอตัวอกตัญญูเช่นนี้เข้ามา! ไว้หน้าให้ดีๆ ไม่ชอบ! ไป! ตามเซียวเกอร์มา! หย่านางซะ!”
เหล่าฮูหยินช่างดีดลูกคิดดียิ่ง[1] หากหย่าเมิ่งเชียนเชียน เงินพวกนั้นก็จะเป็นของตระกูลลู่แล้ว
แม่บ้านอู๋ที่อยู่ข้างๆ เกลี้ยกล่อมว่า “เหล่าฮูหยิน นางไว้ทุกข์ให้นายท่านอาวุโสสามปีแล้ว คิดจะหย่านาง ตระกูลลู่จะล้มเอานะเจ้าคะ”
เหล่าฮูหยินตวาดอย่างเดือดดาล “เช่นนั้นเจ้าว่ามาควรทำอย่างไร หรือจะให้นางเด็กนี่อยู่กินในจวนเปล่าๆ ปลี้ๆ มิหนำซ้ำวันๆ ก็เอาแต่ทำให้ข้าโมโหอย่างนั้นรึ”
แม่บ้านอู๋เอ่ย “จะบีบคั้นสตรีนางหนึ่งมันจะไปยากอะไรเจ้าคะ ท่านลืมแล้วหรือว่าตอนนั้นบีบคั้นฮูหยินใหญ่อย่างไร”
เหล่าฮูหยินชะงัก “เจ้าหมายถึง…”
แม่บ้านอู๋เอ่ยอย่างลำพองว่า “สตรีน่ะ ให้นางมีบุตรสักคน นางก็สงบเสงี่ยมขึ้นแล้ว”
[1] ดีดลูกคิดดียิ่ง เปรียบเปรยว่า คิดคำนวณได้ดี วางแผนได้ดี