เกิดใหม่เป็นยอดดวงใจขุนนางจอมโฉด - ตอนที่ 33 ผู้บัญชาการใหญ่ก็มีวันนี้กับเขาด้วย
เมิ่งเชียนเชียนดึงสายตากลับ พาถานเอ๋อร์ที่กระโดดโลดเต้นเดินจากไปโดยไม่เหลียวแล
ลู่หยวนยกนิ้วเรียวยาวอันเย็นเยียบขึ้นปาดคราบโลหิตที่ไหลตรงมุมปาก ก่อนยิ้มอย่างนึกสนุก
“ออกมาเถิด” เขาเอ่ย
บุรุษคลุมหน้าสวมหมวกสานคนหนึ่งเดินออกมาจากในเรือนเก่าโทรมหลังหนึ่งที่อยู่ในตรอก
บุรุษถือกระบี่ยาว ไอสังหารอวลเปี่ยมมาหยุดตรงหน้าลู่หยวน ก่อนเอ่ยอย่างเย็นชาว่า “ลู่หยวน เจ้าก็มีวันนี้กับเขาด้วย!”
“หึ” ลู่หยวนหัวเราะหยัน
เขานั่งอยู่บนพื้นที่มีแต่ฝุ่นและคราบสกปรก หลังพิงกำแพงแข็งอันเย็นเยียบ งอขาข้างหนึ่ง ท่าทางไม่ยี่หระ ทำเอาบุรุษคลุมหน้าเห็นแล้วขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
“ขุนนางชั่ว! ตายซะ!”
เขาแทงกระบี่ตรงไปยังใบหน้าลู่หยวน ความคมของกระบี่สามารถผ่าขุนเขาแยกธาราได้!
ทว่าในขณะที่เขากำลังจะแทงโดนนั้น ธนูคมกริบดอกหนึ่งก็พุ่งแหวกอากาศยิงทะลุทรวงอกเขาทั้งเป็น!
เขามองปลายกระบี่ของตัวเองที่เกือบจะแตะหว่างคิ้วลู่หยวนได้ ก็พึมพำอย่างไม่ยินยอม “ขาดแค่…ชุ่นเดียวเท่านั้น…”
เขากระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง ก่อนจะล้มลงไปหาลู่หยวน
ธนูอีกดอกยิงเขาให้กระเด็นห่างออกไปหนึ่งจั้ง
ในขณะเดียวกัน ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรก็พาลูกน้องเร่งรุดมาถึง
เขากวาดตาดูชายคลุมหน้าที่โดนธนูยิงตาย ก่อนเร่งฝีเท้ามายังข้างกายลู่หยวน คุกเข่าลงข้างหนึ่ง “ข้าน้อยมาช้า! ขอนายท่านโปรดลงโทษด้วย!”
เด็กหนุ่มอาภรณ์เขียวบนหลังคาใช้วิชาตัวเบากระโดดลงมา ก่อนเอ่ยกับลู่หยวนว่า “ไยนางจึงไม่ช่วยท่าน”
ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรถามเด็กหนุ่มอย่างฉงน “ใครรึ”
“ฮูหยินน้อยตระกูลลู่” เด็กหนุ่มเล่าเรื่องเมิ่งเชียนเชียนกับถานเอ๋อร์ปรากฏตัวให้ฟัง
เขายังคิดจะกล่าวถ้อยคำเดิมของเมิ่งเชียนเชียนออกมา แต่ลู่หยวนกลับเอ่ยขึ้นนิ่งๆ ว่า “หุบปาก”
เด็กหนุ่มชำเลืองมองลู่หยวนแวบหนึ่ง ก่อนไปดึงลูกศรของตนออกจากศพ
ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรจุ๊ปากเอ่ยว่า “ฮูหยินน้อยตระกูลลู่ผู้นี้ช่างขวัญกล้าเทียมฟ้าจริงๆ นึกไม่ถึงว่าจะกล้าทิ้งผู้บัญชาการใหญ่ที่ร่อแร่ใกล้ตายไว้ไม่ช่วยเหลือ ไม่กลัวท่านรอดมาได้แล้วจะมอบความตายให้แก่นางหรือ พึงทราบก่อนว่า ท่านมันพวกฆ่าคนตาไม่กะพริบ และไม่เคยสนเหตุผลใดๆ…เอ้ย จื่อชวน! เจ้าเก็บลูกธนูเสร็จหรือยัง! ข้าช่วยเจ้า!”
ตกใจหมดเลย ตกใจหมดเลย สายตาผู้บัญชาการใหญ่เมื่อครู่นี้ช่างน่ากลัวนัก!
เมื่อเมิ่งเชียนเชียนกลับมาถึงตระกูลลู่ ก็ไปดูลู่หมู่เป็นอย่างแรก
นอกจากซื้อบทละครให้เหล่าไท่จวินแล้ว นางยังซื้อโสมชั้นดีกล่องหนึ่งมาให้ลู่หมู่ด้วย
“ฮูหยินน้อย ใช้เทียบยาเมื่อคราที่แล้วของท่านต้มเหมือนเดิมหรือ” อวี้เหลียน สาวใช้ข้างกายลู่หมู่ถามขึ้น
เมิ่งเชียนเชียนพยักหน้า
อวี้เหลียนถือโสมไปครัวเล็ก
ลู่หมู่ถอนใจเอ่ยว่า “ไม่ต้องซื้อของพวกนี้มาแล้วนะ ข้าไม่เป็นอะไรเสียหน่อย”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ย “ข้าซื้อมาจากชาวนาชนบท ไม่แพงหรอกเจ้าค่ะ”
ลู่หมู่มีชาติตระกูลสูง จะมองไม่ออกได้อย่างไรว่าโสมพวกนี้อันหนึ่งล้วนราคาเป็นร้อยตำลึง
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยกับลู่หมู่ว่า “ท่านแม่ ท่านไม่ต้องห่วงเรื่องพวกนี้เจ้าค่ะ รักษาสุขภาพให้ดีเถิด”
ตั้งแต่เมิ่งเชียนเชียนแต่งเข้าตระกูลลู่มา สุขภาพของลู่หมู่ก็ไม่ค่อยแข็งแรงอยู่ตลอด โดยเฉพาะทุกคราที่ลู่สิงโจวค้างคืนที่บ้าน อาการนางก็จะหนักขึ้นเสมอ
ลู่หมู่ซึมเศร้าเกินไป ทำให้อวัยวะภายในไม่สมดุล เลือดลมไม่เพียงพอ
เมิ่งเชียนเชียนปรับบำรุงร่างกายให้ลู่หมู่ครึ่งปีแล้ว ทว่า รักษาโรคกายได้ แต่โรคใจรักษามิได้เลย
……
ราตรีมาเยือน เหล่าฮูหยินส่งคนมาบอกความว่า พรุ่งนี้ไปไหว้พระที่วัด ออกเดินทางยามเหม่า[1]
เมิ่งเชียนเชียนยกถ้วยชาขึ้นมา “เพิ่งจะไปมามิใช่หรือ ไยจึงไปอีกแล้ว”
แม่นมหลี่เอ่ย “เห็นว่าเพื่อตอบแทนที่คำอธิษฐานเป็นจริง ตอนนั้นท่านเขยไปออกรบ เหล่าฮูหยินไปไหว้พระที่วัด ขอให้พระโพธิสัตว์คุ้มครองหลานชายนางให้นำชัยกลับมาอย่างปลอดภัย ยามนี้ก็นำชัยกลับมาอย่างปลอดภัยแล้วมิใช่หรือ ตามหลักแล้ว ควรไปตอบแทนที่คำอธิษฐานเป็นจริงจริงๆ นั่นแหละเจ้าค่ะ”
ตอนนั้นทั้งบ้านต่างไปกันหมด ฉะนั้น ทั้งบ้านจึงต้องไปตอบแทนคำอธิฐานกันทุกคน ยกเว้นตัวลู่หลิงเซียวเอง
แม่นมหลี่เอ่ยอีกว่า “พาปั้นซย่าไปด้วยเถิด ที่วัดคนเยอะ ถานเอ๋อร์คนเดียวเกรงว่าจะดูแลไม่ทั่วถึง”
เมิ่งเชียนเชียนพยักหน้า “ได้”
วันรุ่งขึ้นฟ้ายังไม่สาง เมิ่งเชียนเชียนก็พาปั้นซย่ากับถานเอ๋อร์ออกจากเรือน
คนอื่นมารอกันหมดแล้ว เหล่าฮูหยินสวมเสื้อคลุมหนาเตอะ โดยมีลู่หลิงหลงที่ไม่เห็นหน้าเห็นตานานยืนอยู่ข้างกาย
ลู่หลิงหลงคล้องแขนเหล่าฮูหยินไว้ พลางพูดจาเหน็บแนมว่า “พี่สะใภ้ใหญ่ช่างหน้าใหญ่จริงๆ ปล่อยให้คนทั้งบ้านรอเจ้าอยู่คนเดียว!”
“เจ้าตาบอดหรือ ข้ามิใช่คนรึ”
เหล่าไท่จวินยืนอยู่ใต้ประตูวงพระจันทร์ที่อยู่ไม่ไกล ตะคอกใส่อย่างไม่สบอารมณ์
นางก็เพิ่งมาถึงเช่นกัน
ลู่หลิงหลงเบ้ปากอย่างน้อยใจ “ท่านย่าทวด”
ทุกคนคำนับให้เหล่าไท่จวิน
เหล่าไท่จวินไม่มองสักนิด จูงมือเมิ่งเชียนเชียนขึ้นรถม้าไปเลย
ลู่สิงโจวไม่อยู่ กลับเป็นหลินหว่านเอ๋อร์ที่อยู่แทน
เหล่าไท่จวินเลิกม่านรถขึ้น ชี้หลินหว่านเอ๋อร์ ก่อนถามเหล่าฮูหยินว่า “พานางไปเพื่อการใด”
เหล่าฮูหยินเอ่ย “หว่านเอ๋อร์กำลังมีเลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูลลู่ ให้พระโพธิสัตว์ประทานบุตรชายให้นาง เพื่อสืบทอดวงศ์ตระกูลลู่ต่อไป”
เหล่าไท่จวินมองหลินหว่านเอ๋อร์ แล้วหันมองท้องของเมิ่งเชียนเชียน ลังเลอย่างทุกข์ใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนใจเอ่ยว่า “ช่างเถิด ให้นางคลอดนั่นแหละ”
เจ้าเด็กหน้าเหม็นอย่าได้รังแกเชียนเชียน!
เมิ่งเชียนเชียนมองหลินหว่านเอ๋อร์ที่ขึ้นรถม้าของบ้านรอง ส่วนลู่หมู่ขึ้นรถม้าของเหล่าฮูหยิน
จากความสำคัญที่เหล่าฮูหยินมีต่อครรภ์นี้ของหลินหว่านเอ๋อร์ ควรจะให้หลินหว่านเอ๋อร์นั่งรถคันเดียวกันกับนางสิถึงจะถูก แต่ฮูหยินรองกับบุตรสาวรู้จักทำให้เหล่าฮูหยินอารมณ์ดีมาแต่ไหนแต่ไร เมื่อก่อนเหล่าฮูหยินล้วนนั่งรถคันเดียวกับพวกนาง ส่วนลู่หมู่นั่งกับเหล่าไท่จวิน
ไม่นานเมิ่งเชียนเชียนก็ได้ข้อสรุปมาสองประการ คือ หากเหล่าฮูหยินไม่อยากนั่งกับหลินหว่านเอ๋อร์ ก็คงเพราะมีเรื่องจะคุยกับลู่หมู่เพียงลำพัง
อีกทั้งการไหว้พระครานี้ก็เกิดขึ้นอย่างฉุกละหุกเกินไป เหมือนเพิ่งคิดได้สดๆ ร้อนๆ
ในเมื่อเป็นการตอบแทนคำอธิษฐานที่คนทั้งบ้านต้องไป แล้วลู่สิงโจวไปไหน
หนึ่งเค่อต่อมา ทุกคนก็มาถึงตีนเขา
เหล่าฮูหยินเอ่ยกับลู่หมู่ว่า “ที่ข้ากำชับเจ้าไป เจ้าจำได้หรือยัง ข้าทำเช่นนี้ก็เพราะหวังดีต่อนาง ให้นางมีที่พึ่งพิงในตระกูลลู่ยามแก่เฒ่า ไม่เช่นนั้นอาศัยเพียงชาติกำเนิดและนิสัยของนาง ไหนเลยจะคู่ควรกับการเป็นนายหญิงของตระกูลลู่”
“อีกอย่างเมื่อวานข้าได้ยินสิงโจวบอกว่า นายท่านอาวุโสเมิ่งอายุมากแล้ว พวกบุตรชายของตระกูลเมิ่งนั่งกันไม่ติดแล้ว กำลังทะเลาะกันเรื่องแบ่งมรดก ส่วนของนางจะได้เท่าใดก็คงต้องขึ้นอยู่กับว่าพวกเราตระกูลลู่ช่วยหนุนหลังนางอย่างไร”
ลู่หมู่เอ่ย “จากนั้นเล่า ท่านแม่คิดจะสูบสมบัติตระกูลเมิ่งให้เกลี้ยงหรือ”
เหล่าฮูหยินเพลิงโทสะเต็มอก “เจ้าพูดจาประสาอะไร! นางไม่มีพ่อแม่แล้ว พี่ชายสองคนก็ไม่เอาไหน เดี๋ยวน้องเขยอย่างเซียวเกอร์ก็ต้องไปจัดการให้พวกเขาอีก!”
ลู่หมู่ไม่เอ่ยคำ
นางรู้มาตลอดว่าเหล่าฮูหยินโลภโมโทสัน แต่นางก็ยังประเมินความโลภของอีกฝ่ายต่ำไป เหล่าฮูหยินไม่เพียงคิดจะฮุบสินเจ้าสาวของเชียนเชียน ยังอยากจะได้มรดกของเชียนเชียนด้วย
เหล่าฮูหยินตวาดเสียงต่ำ “ข้าขอเตือนเจ้าไว้ เรื่องนี้เจ้าไม่อยากทำก็ต้องทำ!”
ลู่หมู่เลิกม่านลงจากรถม้า
ครั้นเงยหน้ามาก็เห็นเมิ่งเชียนเชียนเพิ่งลงจากรถม้ามาเช่นกัน สีหน้านางพลันชะงัก
เมิ่งเชียนเชียนยิ้มจาง “ท่านแม่ พวกเราไปไหว้พระกันเถิดเจ้าค่ะ”
วัดหานซานตั้งอยู่ตรงไหล่เขา ต้องขึ้นบันไดไป จึงจอดรถม้าไว้ที่ร้านน้ำชาแถวๆ นี้
ลมภูเขาหนาวยะเยือกเสียดกระดูก ดุจใบมีดเฉือนใบหน้าให้เจ็บไปหมด
เหล่าไท่จวินเดินไปได้ครึ่งทางก็ไม่อยากเดินแล้ว “เชียนเชียน ข้าเหนื่อย”
ถานเอ๋อร์เอ่ย “ข่อยแบกเอง!”
เหล่าไท่จวินมองสาวน้อยนางนี้อย่างฉงน “เจ้าน่ะรึ”
ถานเอ๋อร์แบกเหล่าไท่จวินขึ้นหลัง สายตาแน่วแน่ทอดมองไปเบื้องหน้า “นั่ง! ให้! ดี! ล่ะ!”
เหล่าไท่จวินแค่นหัวเราะเอ่ยว่า “แม่หนูทำอวดเก่งไปไย…ว้ากกก”
“นี่มันยอดเขาแล้ววว”
“อยู่ไหล่เขา…เจ้าเลยมาแล้ววว”