เกิดใหม่เป็นยอดดวงใจขุนนางจอมโฉด - ตอนที่ 34 เข้าเฝ้าโอรสสวรรค์
วัดหานซานควันธูปอวลอวลไม่ขาดสาย มีผู้ศรัทธามากมายเบียดเสียดกัน ตระกูลลู่สักการะกันตลอดทั้งเช้า ทุกคนก็เริ่มเหน็ดเหนื่อย
เหล่าฮูหยินให้แม่บ้านอู๋ไปขอห้องภาวนาสองสามห้อง พอให้ได้กินอาหารเจและพักผ่อนสักครู่ค่อยกลับ
เหล่าฮูหยินเรียกหลินหว่านเอ๋อร์มาพบเพียงลำพัง
ลู่หมู่กับเมิ่งเชียนเชียนอยู่ที่ห้องภาวนาเดียวกัน เหล่าไท่จวินอยู่ห้องข้างๆ พวกบ้านรองอยู่ไกลหน่อย
เมิ่งเชียนเชียนเห็นลู่หมู่ท่าทางหนักอกหนักใจ จึงถามเสียงเบาว่า “ท่านแม่ ไม่สบายตรงไหนหรือ พวกเราลงเขากันก่อนดีหรือไม่ ให้ถานเอ๋อร์แบกท่าน”
ลู่หมู่หลุดจากภวังค์ ส่ายหน้าเอ่ยว่า “แค่เหนื่อยน่ะ ไม่เป็นไรหรอก ข้าไปดูย่าทวดเจ้าก่อนนะ”
นางเอ่ยจบก็หลุบตาลง ลุกขึ้นออกไป
เพียงไม่นาน ปั้นซย่ากับอวี้เหลียนก็ยกอาหารเจกลับมา
เมิ่งเชียนเชียนเดาว่าลู่หมู่คงไม่มีทางมากินด้วย จึงให้อวี้เหลียนเอาอาหารเจของลู่หมู่ไปส่งที่ห้องข้างๆ
ถานเอ๋อร์กระโดดพรวดมาหา “ตั้งโต๊ะ ตั้งโต๊ะ ตั้งโต๊ะ!”
ปั้นซย่าเปิดกล่องอาหารออก
เมื่อเห็นอาหารเจจืดชืดไร้น้ำมันเหล่านี้ ถานเอ๋อร์ก็พลันเหม่อไปทันที “เนื้อเล่า”
ปั้นซย่าเอ่ย “อยู่วัดจะเอาเนื้อมาจากไหน”
ถานเอ๋อร์ยกสองมือกำเป็นหมัดแน่น “ข่อยอุตส่าห์ทนมาสามวัน! เจ้ามาบอกข่อยว่า ห้าม! กิน! เนื้อ!? ข่อยจะกินเนื้อออ เนื้อจ๋า! เนื้อจ๋า! ข่อยอยากกินเนื้อออ! ฮือออ ข่อยนี่มันน่าสงสารคักแท้…”
ถานเอ๋อร์กุมหัวใจร้องห่มร้องไห้อย่างเกินจริงสุดจะเปรียบ
ทันใดนั้น หูนางก็ขยับ เสียงร้องไห้หยุดชะงักงัน ทอดมองไปยังประตูห้องที่แง้มอยู่ แววตาเจ็บปวดเจียนตายพลันกลายเป็นคมกริบขึ้นมา “ใครน่ะ!”
นางกระโดดพรวดขึ้นไปเปิดประตูห้อง ท่าไม้ตายเตรียมพร้อมแล้ว ทว่าขณะนั้นเอง กลิ่นเนื้อพะโล้เข้มข้นก็โชยเข้าจมูกนาง ทำให้ห้วงแห่งจิตของนางเป็นอัมพาต
นางลืมไล่ตามคนไปทันที ก้มหน้าลงมองตามกลิ่นหอม สองตาเป็นประกายระยิบระยับ “น่อง! ไก่! น่อง! ไก่!”
เป่าซูสวมหมวกพยัคฆ์น้อยสีแดงกับเสื้อกันหนาวและรองเท้าลายพยัคฆ์ กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น ในมือถือน่องไก่มันเยิ้มอยู่น่องหนึ่ง นางเงยหน้าดวงน้อยขึ้นทอดมองถานเอ๋อร์อย่างงุนงง
ถานเอ๋อร์สูดน้ำลาย โน้มตัวลงเอ่ยกับเป่าซูด้วยเสียงอ่อนโยน “น้องสาวตัวน้อย น่องไก่บ่แซ่บ พี่สาวช่วยเจ้ากินเอง”
ถานเอ๋อร์ยัดน่องไก่ใส่ปาก!
เอ่อ เหมือนจะไม่ใช่เนื้อ…
เป่าซูโดนคนปล้นเป็นครั้งแรก พลันมึนงงไปหมด!
หน้าอกน้อยๆ ของนางกระเพื่อมขึ้นลงรุนแรงสองสามหน สุดท้ายก็ได้สติกลับมา ปากเล็กๆ เบะเบ้ ร้องไห้จ้าออกมา!
เสียงร้องของนางดังกึกก้องยิ่ง ถานเอ๋อร์ตกใจสะดุ้งโหยง รีบยัดใส่มือนาง “คืนเจ้าๆ!”
เป่าซูมอง ‘กระดูกไก่’ อันเกลี้ยงเกลาในมือป้อมๆ ยิ่งร้องดังกว่าเดิม!
เรือนท้ายของวัดหานซาน มีเรือนเงียบสงบที่ห้ามศาสนิกชนเข้าอยู่หลังหนึ่ง
ณ ห้องภาวนาฝั่งตะวันออกของเรือน ภิกษุจีวรเทาเพิ่งเคาะปลาไม้สวดมนต์เสร็จ
ลู่หยวนพันผ้าพันแผลหนาเตอะตรงบั้นเอว สวมอาภรณ์สีม่วงหลวมคลาย ท่าทางเอ้อระเหยนั่งอ่านคัมภีร์อยู่ตรงข้ามภิกษุ
“คัมภีร์จินกังเล่มนี้น่าสนใจทีเดียว”
ภิกษุเอ่ยนิ่งๆ ว่า “วัดวาอารามเป็นสถานที่เงียบสงบ โยมบาดเจ็บสาหัส ไม่ควรมาที่นี่”
ลู่หยวนหยักยกมุมปาก “ก็เพราะเงียบสงบ ข้าถึงได้มา จวนผู้บัญชาการประจำนครหลวงมีตัวปลอมแทนแล้ว วันคืนต่อจากนี้คงจะคึกคักมากทีเดียว”
ภิกษุชะงัก เอ่ยว่า “นางอยู่ที่นี่ จวนผู้บัญชาการประจำนครหลวงมีพิรุธแล้ว”
ลู่หยวนเอ่ยอย่างไม่แยแส “ตัวปลอมน้อยก็มีเช่นกัน”
ภิกษุหันมองลู่หยวน “โยมช่าง…”
“เห็นชีวิตคนเป็นผักปลา ไม่เว้นแม้แต่เด็กจริงๆ” ลู่หยวนเอ่ยต่อให้เขาจนจบ “ข้ามันก็อำมหิตโหดเหี้ยมเช่นนี้ล่ะ”
ในห้องภาวนาอีกห้องหนึ่ง เป่าซูนั่งอยู่ในอ้อมแขนเมิ่งเชียนเชียนอย่างเชื่องเชื่อน่าเอ็นดู
ลู่หมู่กับเหล่าไท่จวินมาหา
พวกนางไม่เคยเจอเป่าซูมาก่อน จึงถามว่าลูกบ้านใด เมิ่งเชียนเชียนวันนั้นไม่ได้ไปร่วมงานเลี้ยงที่จวนผู้บัญชาการประจำนครหลวง ตามหลักแล้วก็ไม่ควรจะรู้จักเป่าซู จึงเอ่ยไปว่า “นางคลานมาเองเจ้าค่ะ ปั้นซย่า เจ้าไปถามดูที ห้องภาวนาห้องไหนมีเด็กหาย”
“เจ้าค่ะ!”
ปั้นซย่าไปทันที
เป่าซูอยู่ที่จวนผู้บัญชาการประจำนครหลวงเป็นปีศาจน้อยทรมานคน ทว่าอยู่กับเมิ่งเชียนเชียนกลับเชื่องเชื่อยิ่งนัก ดวงตากลมโตดำขลับกะพริบปริบๆ พอหยอกก็หัวเราะ ไว้หน้าให้เหล่าไท่จวินกับลู่หมู่ไม่น้อย
ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรที่เฝ้าอยู่แถวนี้ชักสงสัยว่าตัวเองตาฝาด
สวรรค์รู้ว่าบรรพบุรุษน้อยนางนี้เอาใจยากเพียงใด
หัวเราะ?
ไม่ร้องไห้แงๆ ด่าคนก็บุญเท่าใดแล้ว!
เมิ่งเชียนเชียนหยอกเป่าซูอยู่ครู่หนึ่ง เป่าซูหัวเราะเอิ๊กอ๊ากจนคนทั้งห้องพลอยเบิกบานไปด้วย
ครั้นหัวเราะไปได้ครึ่งทาง เป่าซูก็เห็นผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรบนต้นไม้
ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรเลียนแบบท่าทางเมิ่งเชียนเชียน ยกสองมือปิดหน้า แล้วค่อยๆ เปิดออกมายิ้มจางๆ!
เป่าซูหุบยิ้มทันที
ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพร “…”
ภายในห้องภาวนาของบ้านรอง นายท่านรองลู่นอนหลับอยู่บนเตียงไม้ ฮูหยินรองปวดหลังเมื่อยเอวนั่งลงมา ก่อนถลึงตาใส่สามี “กินแล้วก็นอน!”
นายท่านรองลู่พลิกตัวหันหลังให้นาง
“เจ้า” ฮูหยินรองโมโหจนหน้าหงาย
ลู่หลิงหลงปิดหู “เด็กบ้านไหน หนวกหูจะตายอยู่แล้ว!”
“ไม่หนวกหูนะ” ฮูหยินรองเอ่ย เสียงหัวเราะของเด็กน้อยไม่ได้ดัง กลับเป็นเสียงของศาสนิกชนที่ดังกว่า
นี่ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ วัดหานซานมีศาสนิกชนมากมายนัก
ลู่หลิงหลงหนวกหูเด็กที่ไหน นางไม่ชอบเมิ่งเชียนเชียนต่างหาก เห็นเมิ่งเชียนเชียนมีความสุขไม่ได้ก็เท่านั้น
ฮูหยินรองเอ่ยกับลู่หลิงหลงว่า “เจ้าหนวกหูก็ออกไปเดินเล่นไป”
“ออกก็ออก!”
ลู่หลิงหลงเดินออกมาอย่างประชดประชัน
ฮูหยินรองโบกมือให้สาวใช้ไปเฝ้าด้านนอก นางผลักนายท่านรองลู่พลางถามว่า “เจ้าบอกความจริงกับข้ามา วันนี้พวกเรามาวัดเพื่อการใดกันแน่”
นายท่านรองลู่เอ่ยอย่างขอไปที “ไหว้พระ ตอบแทนที่คำอธิษฐานเป็นจริงอย่างไรเล่า”
ฮูหยินรองตบเอวเขาฉาดหนึ่ง
นายท่านรองลู่เจ็บจนสะดุ้ง หันกลับมาถลึงตาใส่นาง “เอวบุรุษเจ้าก็ฟาดรึ”
ฮูหยินรองช่วยเขานวดๆ ก่อนยิ้มถามว่า “ข้าไม่ได้โง่นะ ตอบแทนที่คำอธิษฐานเป็นจริงน่ะมาวันไหนก็ได้ ไยจึงต้องเลือกเป็นวันนี้ด้วย พี่ใหญ่สั่งมาใช่หรือไม่ พี่ใหญ่คิดจะทำอะไร”
นายท่านรองลู่นอนต่อ “เรื่องของพี่ใหญ่เจ้าไม่ต้องยุ่งหรอก!”
ฮูหยินรองโมโหจนอยากทุบคน “สมบัติของลูกชายไม่เหลือแล้ว เจ้าให้ข้าเลิกยุ่ง! มีใครเขาเป็นพ่อแบบเจ้าบ้าง”
ภายในห้องภาวนาของเหล่าฮูหยิน แม่บ้านอู๋ออกไปข้างนอก กลับมาก็แลกเปลี่ยนสายตากับเหล่าฮูหยิน
เหล่าฮูหยินเอ่ยกับหลินหว่านเอ๋อร์ว่า “เจ้าตามแม่บ้านอู๋ไปเถิด”
“เจ้าค่ะ เหล่าฮูหยิน”
หลินหว่านเอ๋อร์สวมผ้าคลุมหน้า ตามแม่บ้านอู๋ออกจากห้องภาวนาไปยังศาลารับลมในวัดด้วยกันกับลี่ว์หลัว
รอบๆ ศาลาห้อยม่านมุกไว้ มองไม่เห็นด้านใน
ทว่ายอดฝีมือที่แต่งตัวเป็นองครักษ์เหล่านี้ ทำให้เดาได้ไม่ยากว่าคนหลังม่านต้องมีฐานันดรสูงแน่
แม่บ้านอู๋ส่งคนถึงที่ก็ไม่เข้าไปต่อ
หลินหว่านเอ๋อร์พาลี่ว์หลัวเข้ามาในศาลา
นางมองปราดไปเห็นลู่สิงโจวยืนอยู่ข้างโต๊ะหิน จึงค้อมกายคำนับให้ : ใต้เท้า
จากนั้นนางก็หันไปมองหนุ่มน้อยอีกคนในศาลา ที่นั่งอยู่บนม้าหินอ่อน สวมใส่ผ้าไหม
สายตาของหนุ่มน้อยตกลงบนร่างหลินหว่านเอ๋อร์ “นางน่ะรึ”
ลู่สิงโจวเอ่ยกับหลินหว่านเอ๋อร์ว่า “หว่านเอ๋อร์ ยังไม่ถวายคำนับฝ่าบาทอีก”