เกิดใหม่เป็นยอดดวงใจขุนนางจอมโฉด - ตอนที่ 35 การรุกของผู้บัญชาการใหญ่ (1)
หลินหว่านเอ๋อร์รีบคุกเข่าลง ถวายคำนับให้อย่างนอบน้อม
ลี่ว์หลัวตกใจจนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวยามได้ยินคำว่า ‘ฝ่าบาท’ กระทั่งโขกศีรษะคำนับยังตัวสั่นงันงก
ต่อให้ฝันนางก็ยังไม่คิดเลยว่า พวกนางจะได้เข้าเฝ้าโอรสสวรรค์!
ในเมืองหลวงแห่งนี้ มีฮูหยินเก้ามิ่งตั้งเท่าใดที่ไม่มีสิทธิ์เข้าเฝ้าโอรสสวรรค์
หลินหว่านเอ๋อร์สวมผ้าคลุมหน้าผืนบาง โอรสสวรรค์นึกว่าใช้ปิดบังโฉมยามออกมาข้างนอก ไม่ได้คิดมากเป็นอย่างอื่น
โอรสสวรรค์ตรัสอย่างเคร่งขรึมว่า “บิดากับพี่ชายเจ้าสิ้นชีพที่ชายแดน เราปวดใจยิ่งนัก ไม่รู้ว่าที่บ้านแม่นางหลินยังมีญาติคนอื่นหรือญาติห่างๆ อีกหรือไม่”
หลินหว่านเอ๋อร์ส่ายหน้า
โอรสสวรรค์ทราบเรื่องที่นางถูกชาวเป่ยเหลียงทำให้เป็นใบ้แล้ว แววเนตรมีประกายสงสารวาบผ่าน “บิดากับพี่ชายเจ้าสละชีพอย่างไรหรือ”
ขันทีด้านหลังพระองค์ถือโต๊ะเตี้ยที่เตรียมไว้แต่แรกมาวางไว้ตรงหน้านาง
หลินหว่านเอ๋อร์ถือพู่กันจุ่มน้ำหมึกดำ ก่อนเขียนลงบนกระดาษว่า : เมื่อสามปีก่อน แม่ทัพลู่สืบเจอรายงานทางการทหารที่สำคัญได้จากเมืองเซิ่งจิงของเป่ยเหลียง เร่งรุดข้ามคืนกลับมารายงานแม่ทัพใหญ่หันที่ด่านอวี้เหมิน ระหว่างทางเจอโจรเป่ยเหลียงกลุ่มหนึ่ง ถูกบิดากับพี่ชายของหม่อมฉันช่วยเอาไว้ ระหว่างคุ้มกันแม่ทัพลู่กลับค่ายทหาร โจรเป่ยเหลียงย้อนกลับมาอีกครา ซ้ำยังพาองครักษ์ลับยอดฝีมือมาด้วยไม่น้อย ท่านพ่อกับท่านพี่…สุดท้ายเสียชีวิตด้วยน้ำมือพวกเป่ยเหลียงกลุ่มนั้น
โอรสสวรรค์มองนิ้วมือนางที่ค่อยๆ กำแน่น รวมถึงขอบตาที่เริ่มแดงก่ำ พลันหักพระทัยถามต่ออีกมิได้
ขันทีมองโอรสสวรรค์แวบหนึ่ง ก่อนถามแทนโอรสสวรรค์ให้จบความ “แล้วป้ายเหล็กนิลเล่า”
หลินหว่านเอ๋อร์กลั้นน้ำตาเขียนต่อ : ก่อนที่ท่านพ่อจะสิ้นใจ ได้มอบป้ายเหล็กนิลให้แม่ทัพลู่ ให้เขามาหาหม่อมฉันที่อำเภออี้
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”
โอรสสวรรค์พยักหน้า “แม่ทัพใหญ่หันทราบหรือไม่ว่าบิดาเจ้าเป็นใคร”
หลินหว่านเอ๋อร์ส่ายหน้า ก่อนจุ่มหมึกอีกครั้ง เขียนว่า : ท่านพ่อปิดบังชื่อแซ่ แม่ทัพใหญ่หันนึกว่าท่านพ่อเป็นรองแม่ทัพที่เลื่อนขั้นมาจากทหารธรรมดา
ระบบตำแหน่งในค่ายทหารค่อนข้างแตกต่างกับราชสำนัก ใต้บังคับบัญชาของแม่ทัพ ไม่จำเป็นต้องผ่านการอนุญาตจากกรมการคลัง สามารถให้แม่ทัพใหญ่แต่งตั้งได้ด้วยตัวเองเลย
โอรสสวรรค์น้อยถามว่า “เจ้าทราบหรือไม่ว่าอีกสิบเอ็ดนายอยู่ที่ใด”
หลินหว่านเอ๋อร์เขียนว่า : หม่อมฉันไม่ทราบ
โอรสสวรรค์น้อยครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ตรัสว่า “บิดาเจ้าให้ลู่หลิงเซียวนำป้ายเหล็กนิลมามอบแก่เจ้า นอกจากฝากฝังแล้ว คงจะมีเจตนาอื่นอีก”
หากมิใช่ฝากฝังลูกสาว คงไม่ต้องเปิดเผยตัวตนของตนเอง ลำพังแค่บุญคุณช่วยชีวิตก็มากพอให้ลู่หลิงเซียวดูแลนางไปชั่วชีวิตแล้ว
ลู่สิงโจวเข้าใจความนัยของโอรสสวรรค์ แววตาเขาวูบไหว พลันโพล่งขึ้นว่า “หว่านเอ๋อร์ ตอนเจ้าอยู่ที่บ้าน องครักษ์สิบเอ็ดนายเคยมาเยี่ยมบิดาเจ้าบ้างหรือไม่”
หลินหว่านเอ๋อร์นึกทวนความจำ เขียนว่า : กลับมีอยู่บ้าง ทว่า ท่านพ่อก็ไม่ได้บอกข้าว่าคนเหล่านั้นเป็นใคร และไม่อนุญาตให้ข้าถาม
“นี่อย่างไรเล่า!” ลู่สิงโจวหันมองโอรสสวรรค์อย่างดีใจ “แม้จะไม่ทราบที่อยู่ขององครักษ์อีกสิบเอ็ดนาย แต่กระหม่อมคิดว่า บางทีอาจมีสักวันที่พวกเขาจะเป็นฝ่ายติดต่อหว่านเอ๋อร์มาเอง! หว่านเอ๋อร์ หากอีกสิบเอ็ดคนมาหาเจ้า เจ้าจะมากราบทูลฝ่าบาทใช่หรือไม่”
โอรสสวรรค์มองหลินหว่านเอ๋อร์เขม็ง
หลินหว่านเอ๋อร์พยักหน้าช้าๆ
ลู่สิงโจวลอบพรูลมหายใจโล่งอก
โอรสสวรรค์ตรัสอีกว่า “เจ้าอยู่ที่ตระกูลลู่สบายดีหรือไม่”
หลินหว่านเอ๋อร์เขียนว่า : หม่อมฉันสบายดีเพคะ
ลี่ว์หลัวคุกเขาอยู่บนพื้น เอนตัวมาข้างหน้าคล้ายอยากเอ่ยบางอย่าง
โอรสสวรรค์เบนสายตาไปตกบนผ้าคลุมหน้าของหลินหว่านเอ๋อร์ “เกิดอะไรขึ้นกับใบหน้าเจ้า”
เมื่อครู่นี้มิได้พิศให้ละเอียด บัดนี้มองดูให้ดีแล้ว เหมือนมีบางอย่างผิดปกติ
หลินหว่านเอ๋อร์ลูบใบหน้า ดึงผ้าคลุมหน้าขึ้นเล็กน้อย ก่อนเขียนว่า : ไม่มีอะไรเพคะ
โอรสสวรรค์ขมวดคิ้ว
ขันทีรีบก้าวขึ้นหน้า ดึงผ้าคลุมหน้านางลง ทันใดนั้น ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยนิ้วมือและรอยฟกช้ำก็ปรากฏให้ทุกคนเห็น
ทีนี้อย่าว่าแต่โอรสสวรรค์เลย แม้แต่ลู่สิงโจวก็ยังตกใจ
โอรสสวรรค์ตรัสอย่างเดือดดาลว่า “ผู้ใดทำร้ายเจ้า”
หลินหว่านเอ๋อร์ไม่เอ่ยคำ
โอรสสวรรค์หันมองลี่ว์หลัวที่อยู่ข้างกายนางอย่างเย็นชา “เจ้าพูดมา! กล้าโป้ปดแม้ครึ่งคำ ต้องโทษหลอกลวงเบื้องสูง!”
ลี่ว์หลัวเอ่ยเสียงสั่น “เป็น…ฮูหยินน้อยเพคะ!”
โอรสสวรรค์กำหมัดแน่น “ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี!”
ลู่สิงโจวถลึงตาใส่ลี่ว์หลัวอย่างแรง ก่อนสะบัดชายอาภรณ์คุกเข่าลงคำนับ ทูลว่า “กระหม่อมดูแลบ้านไม่ดี กระหม่อมมีโทษ!”
โอรสสวรรค์กำลังกริ้ว ขณะนั้นเอง องครักษ์นายหนึ่งก็เลิกม่านเข้ามา กระซิบทูลข้างหูพระองค์สองสามคำ
สีพระพักตร์เปลี่ยนแปรเล็กน้อย กำปั้นยิ่งกำแน่นขึ้น ครู่ต่อมาจึงค่อยคลายลง
ลู่สิงโจวสังเกตสีพระพักตร์แล้วเอ่ยอย่างรู้ความ “ฝ่าบาท กระหม่อมกับหว่านเอ๋อร์ออกมานานแล้ว เหล่าไท่จวินกับสตรีที่บ้านคงเป็นห่วงแล้ว กระหม่อมขอทูลลา หว่านเอ๋อร์”
หลินหว่านเอ๋อร์โขกศีรษะ ก่อนพาลี่ว์หลัวตามลู่สิงโจวออกไป
โอรสสวรรค์ออกมาจากศาลารับลม ทอดมองเทือกเขาสลับซับซ้อน ก่อนสาวพระบาทไปยังเรือนเล็กด้านหลังวัด
ลู่หยวนนั่งอยู่บนพื้นห้องภาวนาอันหรูหราตกแต่งสวยงาม เครื่องเรือนไม่มาก มีเพียงฉากบังลม โต๊ะเตี้ย เบาะรองนั่งสองผืน และเตาที่กำลังอุ่นชา
หมอหลวงเพิ่งเปลี่ยนยาให้เขา
เขาขยับส่งเดช ปากแผลจึงฟื้นตัวช้า หมอหลวงบอกเขาว่าอย่าได้สวมใส่ปิดแผลเกินไป ท่อนบนของเขาจึงสวมเพียงเสื้อคลุมสีม่วงตัวหนา
เมื่อโอรสสวรรค์เข้ามาในห้อง ก็เห็นเขานั่งอยู่บนพื้นพร้อมแผลบาดเจ็บ พิงผนังอ่านคัมภีร์อยู่
สภาพอาภรณ์หลุดลุ่ยนี้ เรียกได้ว่าเสียมารยาทต่อหน้าพระพักตร์
ทว่าในเมืองหลวงแห่งนี้ มีผู้ใดสามารถต่อว่าผู้บัญชาการใหญ่ลู่ได้บ้างเล่า
“ท่านพ่อ” โอรสสวรรค์ตรัสขึ้น
ลู่หยวนที่กำลังอ่านคัมภีร์อยู่พลันชะงัก หันหน้ามาหา ก่อนยกยิ้มมุมปาก “ฝ่าบาทมาได้อย่างไร กระหม่อมบาดเจ็บสาหัส ไม่สะดวกถวายคำนับ ขอฝ่าบาทโปรดอภัยด้วย”
โอรสสวรรค์นั่งลงบนพื้นตรงข้ามเขา “ท่านพ่อกล่าวเกินไปแล้ว ได้ยินว่าท่านพ่อรักษาตัวอยู่ที่จวนผู้บัญชาการ...”
ลู่หยวนเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจว่า “เพียงฉากบังหน้าเท่านั้น”
โอรสสวรรค์ตรัส “ท่านพ่อทราบหรือไม่ว่าเป็นฝีมือผู้ใด”
ลู่หยวนยิ้มเอ่ย “กำลังสืบอยู่ หากสืบเจอแล้ว จะทูลฝ่าบาททันทีแน่นอน”
โอรสสวรรค์หลุบเนตรลง ลูบพู่ตรงบั้นเอวอย่างทำอะไรไม่ถูก
ลู่หยวนอ่านคัมภีร์ต่อ
โอรสสวรรค์ทำลายความเงียบอันกะทันหันนี้ “วันนี้เรามาวัดหานซาน...เพื่อพบแม่นางหลิน”
ลู่หยวนชะงัก “บุตรสาวของนักษัตรวานร?”
โอรสสวรรค์พยักหน้า “อืม”
ลู่หยวนยิ้มเอ่ย “ฝ่าบาทอยากพบใครก็พบเถิด ไม่จำเป็นต้องบอกกระหม่อม”
โอรสสวรรค์ไม่ตรัสอะไรอีก บิดพู่ห้อยไปมาอย่างอึดอัดคับข้อง ราวกับแทบอยากจะบิดให้เป็นเกลียว
ลู่หยวนพลิกหน้าคัมภีร์อย่างเกียจคร้าน “ไต้ซือเหลี่ยวคงอยู่ห้องข้างๆ ไหนๆ ฝ่าบาทก็เสด็จมาแล้ว ไปพบเสียหน่อยเถิด”
โอรสสวรรค์ลุกขึ้นยืน ก่อนหันหลังออกจากห้องภาวนา
หน้าประตู พระองค์หันหลังให้ลู่หยวน ทอดมองขุนเขาสูง “ท่านพ่อรักษาตัวให้ดี กลับเข้าราชสำนักโดยไว เรา ยังต้องปกครองแผ่นดินด้วยกันกับท่านพ่อ!”
อีกด้านหนึ่ง เหล่าฮูหยินเห็นหลินหว่านเอ๋อร์กลับมาแล้ว ก็รู้ทันทีว่าเรื่องที่บุตรชายสั่งการไว้สำเร็จแล้ว จึงตัดสินใจเดินทางกลับจวน
แม่นมปรากฏตัวขึ้นพอดิบพอดี “ที่แท้คุณหนูก็อยู่ที่นี่เอง รบกวนทุกท่านแล้ว!”
นางยื่นมือไปอุ้มเป่าซู
เป่าซูสะบัดหน้าน้อยๆ หนี แล้วซุกเข้าอ้อมอกเมิ่งเชียนเชียน