เกิดใหม่เป็นยอดดวงใจขุนนางจอมโฉด - ตอนที่ 42 ภรรยาไม่ยอมรับอนุ
ณ ตำหนักฉางชุน เมิ่งเชียนเชียนเข้าเฝ้าลี่กุ้ยเฟย พระมารดาของโอรสสวรรค์
ลี่กุ้ยเฟยในฉลองพระองค์สีเหลืองอ่อน ปักดอกไม้ประดับลายหงส์ทองคำแปดหาง การแต่งกายเช่นนี้ใกล้เคียงกับฮองเฮายิ่งนัก
เมิ่งเชียนเชียนหลุบตาลง ไม่มองพระพักตร์กุ้ยเฟยตรงๆ พาปั้นซย่าคุกเข่าถวายคำนับ
ลี่ว์หลัวอดอุทานขึ้นมามิได้ “กะ…กุ้ยเฟยงดงามยิ่งนัก!”
นี่ใช่ว่านางกำลังประจบสอพลอลี่กุ้ยเฟย แต่นางถูกความงามของลี่กุ้ยเฟยทำให้ตกตะลึงจริงๆ แม้ว่าจะมีองค์หญิงและโอรสสวรรค์แล้ว แต่กาลเวลากลับไม่ทิ้งร่องรอยไว้บนพระพักตร์ของนางเท่าใดเลย
นางงดงามเสียจนสุดจะพรรณนาได้ งามล่มบ้านล่มเมือง กล่าวว่างดงามดุจเทพธิดาก็ไม่เกินจริง
หลินหว่านเอ๋อร์ได้ยินถ้อยคำของลี่ว์หลัว ก็เงยหน้าขึ้นมองลี่กุ้ยเฟยตามสัญชาตญาณ
“บังอาจ!” นางกำนัลข้างกายลี่กุ้ยเฟยตวาดขึ้น
หลินหว่านเอ๋อร์สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ลี่ว์หลัวไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิด นางตกใจจนหน้าซีดเผือด
ขันทีหวังลอบทอดถอนใจ บุตรสาวตระกูลขุนพลที่มาจากชายแดน ยังรู้ความสู้บุตรสาววาณิชคนหนึ่งมิได้ พระพักตร์กุ้ยเฟยเป็นสิ่งที่พวกเจ้าสามารถลบหลู่ได้รึ
หลินหว่านเอ๋อร์ชำเลืองมองเมิ่งเชียนเชียนที่คุกเข่ากับพื้น สีหน้านิ่งสงบ ก็รีบคุกเข่าคำนับตาม
มีเมิ่งเชียนเชียนทำเป็นตัวอย่างอยู่เบื้องหน้า นางจึงพยายามทำเลียนแบบเต็มที่ ทว่าสุดท้ายก็ยังไม่เรียบร้อยเหมาะสม
จะว่าไปก็พิกลนัก เมิ่งเชียนเชียนเป็นเพียงบุตรสาวพ่อค้าวาณิช ทว่ากิริยาท่าทาง นึกไม่ถึงว่าจะเหมือนบุตรสาวชนชั้นสูงตระกูลใหญ่ขนานแท้
ลี่กุ้ยเฟยเบนสายตาอ่านยากผ่านเมิ่งเชียนเชียนไปตกลงบนร่างหลินหว่านเอ๋อร์ที่ไม่รู้หลักมารยาทครบถ้วนสมบูรณ์ ก่อนแย้มยิ้มอ่อนโยนตรัสว่า “แม้ว่าข้าจะมาจากตระกูลบัณฑิต ทว่าในใจข้านั้น ให้ความเคารพนับถือขุนพลต้าโจวผู้รักษาความสงบแก่ประชาราษฎร์ ตอนยังเล็กข้าไม่ชอบเล่าเรียนกฎระเบียบยุ่งยากซับซ้อนพวกนี้ แม่นางหลินกับลู่ฮูหยินลุกขึ้นเถิด!”
นึกไม่ถึงว่าจะเรียกหลินหว่านเอ๋อร์นำหน้าเมิ่งเชียนเชียน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงที่นางจงใจพูดจาให้ท้ายหลินหว่านเอ๋อร์เลย
รู้หลักมารยาทแล้วอย่างไร ในวังหลวงแห่งนี้ ไม่ได้ดูที่กิริยามารยาท แต่ขึ้นอยู่กับว่ากุ้ยเฟยให้ท้ายผู้ใด
หลินหว่านเอ๋อร์พลันเกิดความมั่นใจขึ้นมา
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ย “ขอบพระทัยกุ้ยเฟย”
นางยกสองมือทับกันจรดหน้าผาก คำนับให้อีกหน ก่อนจะลุกขึ้นโดยมีปั้นซย่าคอยพยุง
หลินหว่านเอ๋อร์ก็ถูกลี่ว์หลัวพยุงขึ้นมาเช่นกัน
“นั่งสิ” ลี่กุ้ยเฟยยิ้มตรัส
เมิ่งเชียนเชียนนั่งลงตรงด้านล่างตำแหน่งหลักอย่างไม่เกี่ยงงอน
หลินหว่านเอ๋อร์เดินมานั่งลงข้างกายนาง
ลี่ว์หลัวลอบชำเลืองมองปั้นซย่า ปั้นซย่ายืนตรงไหน นางก็ยืนตรงนั้น
ลี่กุ้ยเฟยยิ้มตรัสว่า “วันนี้ที่ข้าเรียกพวกเจ้ามา ก็ด้วยเรื่องของแม่ทัพลู่ พวกเจ้าล้วนเป็นสตรีที่ดีของแม่ทัพลู่ และแม่ทัพลู่ก็เป็นคนสนิทของฝ่าบาท ข้าจึงไม่คิดว่าทั้งสองเป็นคนนอก แม่ทัพลู่สร้างความดีความชอบที่ชายแดน กลับราชสำนักมาก็ถูกฝ่าบาทแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพเจิ้นเป่ยขั้นสาม เพียงแต่เมื่อไม่กี่วันก่อน แม่ทัพลู่ถูกอาลักษณ์หลวงยื่นฎีกาฟ้องร้อง ไม่เพียงลดขั้นลงขั้นหนึ่ง ได้ยินว่ายังโดนโบยอีกสามร้อยไม้ทหาร”
ลี่กุ้ยเฟยตรัสพลางพรูลมหายใจยาวเหยียด “ข้าได้ยินเรื่องนี้แล้ว ก็รู้สึกไม่สบายใจ แม่ทัพลู่ออกศึกสังหารศัตรู ปกป้องปวงประชา คุณูปการของเขาทั่วทั้งราชสำนักมีผู้ใดเทียมได้ แต่ดันมีคนเอาเรื่องเรือนหลังของเขามาทำให้เป็นเรื่องใหญ่ เพื่อไม่ให้วันข้างหน้าแม่ทัพลู่ต้องลำบากกับเรือนหลังอีก ข้าจึงอยากฟังความเห็นของพวกเจ้าทั้งสองดู”
เมิ่งเชียนเชียนไม่เอ่ยคำ
หลินหว่านเอ๋อร์เห็นนางไม่เอ่ยอะไร ก็หลุบตาไม่พูดบ้าง
ลี่กุ้ยเฟยตรัสว่า “แม่นางหลินเป็นบุตรสาวของผู้จงรักภักดี บิดาและพี่ชายของเขามีพระคุณช่วยชีวิตต่อแม่ทัพลู่ ก่อนสิ้นใจได้ฝากฝังนางไว้ แม่ทัพลู่ก็เป็นบุรุษผู้มีจิตใจอันเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ กับแม่นางหลินก็นับว่ามีเรื่องราวดีๆ เกิดขึ้นที่ชายแดน ไม่สู้วันนี้ให้ข้าเป็นผู้ตัดสินใจ มอบสถานะให้แม่นางหลิน ไม่ทราบว่าทั้งสองคิดเห็นเช่นไร”
หลินหว่านเอ๋อร์แววตาวูบไหว ทำภาษามือ
ลี่ว์หลัวรีบเอ่ยว่า “คุณหนูของหม่อมฉันบอกว่า ขอให้กุ้ยเฟยเป็นผู้ตัดสินเพคะ!”
ลี่กุ้ยเฟยยิ้มพลางหันไปมองเมิ่งเชียนเชียน “ลู่ฮูหยิน เจ้าก็คงไร้ความเห็นใดกระมัง”
เมิ่งเชียนเชียนถามว่า “ไม่ทราบว่ากุ้ยเฟยจะประทานสถานะใดให้แม่นางหลินหรือ กุ้ยเชี่ย[1] เหลียงเชี่ย[2]หรือว่าเจี้ยนเชี่ย[3]”
ลี่กุ้ยเฟยหุบยิ้มฉับ “ย่อมเป็นห้องข้าง!”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ย “ห้องข้างมีตำแหน่งเทียบเท่าภรรยาเอก กุ้ยเฟยทรงต้องการจะประทานสมรสให้หรือ”
ลี่กุ้ยเฟยตรัส “ใช่แล้วอย่างไร”
เมิ่งเชียนเชียนลุกขึ้น เอ่ยอย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อนว่า “หากกุ้ยเฟยทรงประทานตำแหน่งอนุให้ จะมีแม่นางหลินอีกกี่คนก็ย่อมได้ ทว่าตั้งแต่โบราณมามีเพียงฮองเฮาเท่านั้นที่สามารถประทานสมรสให้ได้ หากแม่นางหลินอยากจะกลายเป็นห้องข้างของท่านพี่ เช่นนั้นก็ต้องได้รับการเห็นชอบจากหม่อมฉันก่อน หรือไม่ก็ทูลขอฮองเฮาออกราชโองการ!”
ลี่กุ้ยเฟยตบโต๊ะ “เจ้าบังอาจนัก! ผู้ใดมอบความกล้านี้ให้เจ้ามาพูดจาเช่นนี้กับข้า!”
ถ้อยคำของเมิ่งเชียนเชียนแทงใจดำของลี่กุ้ยเฟยอย่างไม่ต้องสงสัย นางไม่ชอบให้ผู้คนว่านางสู้ฮองเฮาไม่ได้เป็นที่สุด!
ลี่กุ้ยเฟยตรัสเสียงเย็นว่า “ฮองเฮาไร้โอรส โอรสสวรรค์ในยามนี้คือโอรสของข้า เจ้าคิดว่าข้าขอราชโองการมามิได้อย่างนั้นหรือ”
เมิ่งเชียนเชียน “ขอฝ่าบาทออกราชโองการ”
ลี่กุ้ยเฟย “เจ้า”
เหลวไหล โอรสสวรรค์จะออกราชโองการเรื่องพรรค์นี้ได้อย่างไร ไพร่ฟ้าประชาชีจะไม่ก่นด่าให้หรอกหรือ
ลี่กุ้ยเฟยมองเมิ่งเชียนเชียนอย่างเย็นชา “ดอกเหมยในตำหนักข้าบานแล้ว เป็นปีนั้นที่ข้าถูกแต่งตั้งตำแหน่งเฟย ไท่ซ่างหวงทรงให้คนมาปลูกให้ข้า อิ๋งเย่ว์”
“บ่าวอยู่นี่เพคะ”
“พาลู่ฮูหยินไปชมดูเหมยที คุกเข่าชมนะ!”
“เพคะ”
เมิ่งเชียนเชียนคุกเข่าบนพื้นหินอ่อนแข็งๆ และเย็นเยียบ
ปั้นซย่าก็คุกเข่าด้วย
ลี่กุ้ยเฟยกอดโถน้ำร้อนอุ่นๆ ไว้ในอ้อมแขน กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนตั่งกุ้ยเฟย มองเล็บที่ทากระวาน ท่าทางเอ้อระเหย “เปิดประตูไว้ ข้าก็อยากได้กลิ่นหอมของดอกเหมยต้นนี้เช่นกัน”
ประตูตำหนักเปิดอ้ารับลม ลมหนาวเดือนสิบสองกระโชกเข้ามาในลานตำหนัก
เพียงไม่นาน หิมะเกล็ดใหญ่เท่าขนห่านก็ล่องลอยเต็มฟ้า โปรยปรายลงบนศีรษะ ไหล่ หางคิ้วของเมิ่งเชียนเชียน ไม่ทันไรขนตางอนยาวก็มีเกล็ดหิมะเกาะพราว
ปั้นซย่าน้ำตารินด้วยความสงสาร ตากฝนเมื่อคราก่อนเพิ่งจะหาย ครานี้มาโดนให้คุกเข่ารับโทษกลางหิมะอีก
เมิ่งเชียนเชียนคุกเข่าหลังตั้งตรงอยู่ท่ามกลางหิมะ ท่าทางหยิ่งผยอง ราวกับต้นสน ดุจดั่งไม้ไผ่
ลี่กุ้ยเฟยแค่นเสียงเฮอะตรัสว่า “ข้าจะดูซิว่านางจะรั้นไปจนถึงเมื่อใด!”
ณ ร้านนายหน้า
ถานเอ๋อร์รับสมุดบัญชีที่คำนวณเสร็จแล้ว กำลังจะกลับตระกูลลู่ ครั้นผลักประตูเปิด มองไปเห็นหิมะเต็มนภา ก็เอ่ยอย่างตกใจว่า “หิมะตกแล้ว! ตกหนักด้วย!”
ดวงตานางเป็นประกาย กำลังจะกระโดดออกไปเล่นหิมะ ก็ถูกมือเรียวข้างหนึ่งคว้าไว้ได้ทัน ลากนางไปยังเรือนท้าย
“สือเหนียง เจ้าเฮ็ดหยัง” ถานเอ๋อร์เท้าเอวถาม
“ชู่ เบาเสียงหน่อย!” สือเหนียงลากนางมาหลบหลังเสา แล้วแอบชำเลืองมองคนกลุ่มนั้นที่เดินผ่านหน้าโถงใหญ่ไป “เจ้าออกประตูหลัง อย่าให้คนพวกนั้นเห็นเข้าล่ะ!”
“คนหยัง?” ถานเอ๋อร์ถาม
สือเหนียงเอ่ย “คนของหอหมื่นบุปผาน่ะสิ!”
ถานเอ๋อร์คิ้วขมวด “เจ้าโง่พวกนั้นบ่? ข่อยสิไปซัดมัน!”
สือเหนียงปิดปากนางไว้ “คนของหอหมื่นบุปผาต้องการซื้อตัวเจ้า หากรู้ว่าชุนมามาขายเจ้าให้คนอื่นไปแล้ว พวกเราร้านนายหน้าคงไม่ต้องทำมาค้าขายอีกแล้ว พี่สาวน้องสาวทั้งหลายอุตส่าห์กลับตัวมาทำอาชีพสุจริต เจ้าถือเสียว่าข้าขอร้องเจ้าเถิดนะ ออกทางประตูหลังเถิด!”
ถานเอ๋อร์ชอบไม้อ่อนไม่ชอบไม้แข็ง จับมือนางออก “ก็ได้”
ครั้นกลับมาถึงตระกูลลู่ ถานเอ๋อร์ได้ยินแม่นมหลี่บอกว่าเมิ่งเชียนเชียนเข้าวังไปแล้ว นางก็หันหลังจากไปทันที “ข่อยสิไปหาพี่สาว!”
“นี่ ถานเอ๋อร์เจ้ากลับมานะ”
ถานเอ๋อร์เดินไปไกลแล้ว
แม่นมหลี่ถอนหายใจ “เด็กคนนี้นี่”
อู่เกอร์ถูกพ่อบ้านหลิวเรียกไปใช้งาน ถานเอ๋อร์จึงไม่มีรถม้า
“เจ้าฮู้บ่ วังหลวงไปทางไส”
“วังหลวงไปทางไส”
“เจ้าเคยเข้าวังบ่”
ถานเอ๋อร์ฝ่าหิมะไล่ถามไปตลอดทาง โดนกลอกตาใส่ไม่น้อย ทั้งยังโดนหลอกหลายหน ในที่สุดก็เดินมาถึงวังหลวง
นางก้มลงเท้ามือกับหัวเข่าสองข้าง หอบหายใจเฮือกใหญ่ “เหนื่อยสิตายแล้ว เหนื่อยสิตายแล้ว!”
[1] กุ้ยเชี่ย อนุที่มาจากตระกูลใหญ่
[2] เหลียงเชี่ย อนุที่มาจากชาวบ้านทั่วไป
[3] เจี้ยนเชี่ย อนุที่มีชาติตระกูลหรือสถานะที่ต่ำต้อยมาก เช่น นางรำ นางคณิกา นักแสดงละคร เป็นต้น