เกิดใหม่เป็นยอดดวงใจขุนนางจอมโฉด - ตอนที่ 49 แตกหักอย่างสิ้นเชิง
ทุกคนเห็นนาง ก็ราวกับเห็นผีตอนกลางวันแสกๆ อย่างไรอย่างนั้น
ฮูหยินรองถามอย่างเหลือเชื่อว่า “จะ…เจ้าถูกจวนผู้บัญชาการประจำนครหลวงจับตัวไปแล้วมิใช่หรือ”
เมิ่งเชียนเชียนยิ้มจาง “ที่แท้ที่บ้านก็รู้ว่าข้าตกอยู่ในอันตราย ไม่คิดจะช่วยข้าออกมา กลับเค้นสมองหาวิธีตัดขาดความสัมพันธ์กับข้า นี่คือคุณธรรมของตระกูลผู้ดีมีเกียรติหรือนี่ ทำเอาบุตรสาวพ่อค้าเยี่ยงข้าได้เปิดหูเปิดตาจริงๆ”
ฮูหยินรองสะอึกอึ้ง ก่อนพึมพำอย่างกระอักกระอ่วนว่า “ใครให้เจ้าก่อเรื่องส่งเดชกันล่ะ”
เมิ่งเชียนเชียนทักทายนายท่านอาวุโสสามกับนายท่านอาวุโสห้า “คารวะท่านอาทวดทั้งสอง”
สีหน้าของทั้งคู่ค่อนข้างเย็นชา
ฮูหยินรองถามอย่างสนใจใคร่รู้ว่า “เจ้าออกมาได้อย่างไร”
เหล่าฮูหยินแค่นเสียงเย็น “ยังต้องพูดอีกรึ ย่อมเป็นเซียวเกอร์ไปช่วยนางออกมาอยู่แล้ว! ไม่รู้ว่าครานี้เขาจะโดนจวนผู้บัญชาการประจำนครหลวงเล่นงานไปอีกเท่าใด!”
นางสงสารหลานชายยิ่งนัก ไยถึงได้ภรรยาที่ดีแต่ก่อเรื่องใส่ตัวเช่นนี้!
เมิ่งเชียนเชียนหลุดหัวเราะ
เหล่าฮูหยินคิ้วสีดอกเลาขมวดมุ่น “เจ้าหัวเราะอะไร”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ย “ข้าขันที่ท่านย่าไม่กระจ่างแม้กระทั่งความสามารถของหลานชายแท้ๆ อย่าว่าแต่เขามิได้ไปให้โดนเล่นงานที่จวนผู้บัญชาการฯ เลย ต่อให้โดนเล่นงาน ก็มิได้หน้าใหญ่ใจโตพาข้าออกมาจากจวนผู้บัญชาการฯ ได้หรอก”
“เจ้า…”
เหล่าฮูหยินโมโหจนหน้าหงาย
ฮูหยินรองเอ่ยหยัน “เซียวเกอร์มิได้เป็นคนช่วยเจ้าออกมา แล้วจะเป็นผู้ใดได้อีก ผู้บัญชาการใหญ่คงมิได้ใจอ่อนมีเมตตาปล่อยเจ้าออกมาหรอกกระมัง เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใคร มีเกียรติถึงเพียงนั้นเชียวรึ”
เหล่าฮูหยินก็คิดว่าที่จวนผู้บัญชาการประจำนครหลวงปล่อยตัวออกมาได้ ล้วนเป็นเพราะเห็นแก่หน้าเซียวเกอร์ พอมาคิดเช่นนี้แล้ว ก็ยิ่งรู้สึกว่าเมิ่งเชียนเชียนไม่คู่ควรกับหลานชายสุดที่รักของตน
“วันๆ เอาแต่ถ่วงแข้งถ่วงขาเซียวเกอร์ เซียวเกอร์ถูกลดขั้นลงเพราะเจ้า ซ้ำยังโดนโบยไปหลายร้อยไม้ เจ้าไม่เพียงไม่รู้จักสงบเสงี่ยมพอดี ยังเหิมเกริมหนัก ก่อเรื่องไปถึงวังหลวงแล้ว! วันนี้ข้าจะเป็นผู้ตัดสิน ฟ้องหย่าตัวซวยอย่างเจ้า!”
เมิ่งเชียนเชียนยืดหลังเหยียดตรง เอ่ยอย่างไม่แข็งกร้าวจนดูเย่อหยิ่งเกินไปว่า “เขาถูกลดขั้นก็เป็นเพราะโปรดปรานอนุจนละเลยภรรยาเอก และดูหมิ่นเบื้องสูง เกี่ยวอะไรกับข้าล่ะ อีกอย่าง ขอหย่าภรรยาก็ต้องมีเหตุผล ใช่ว่าพวกท่านอยากหย่าก็จะหย่าได้!”
เหล่าฮูหยินเห็นท่าทางอ่อนน้อมเชื่อฟังของเมิ่งเชียนเชียนมาจนชิน พอนางโกรธเคืองขึ้นมา เหล่าฮูหยินไม่ค่อยจะชินนัก
เหล่าฮูหยินลุกพรวดขึ้นมา ชี้หน้าเมิ่งเชียนเชียนพลางเอ่ย “อกตัญญู ริษยา ป่วยหนัก ไร้บุตร ในเจ็ดประการนี้เจ้าผิดไปสี่ประการแล้ว เหตุใดจะฟ้องหย่าเจ้ามิได้”
เมิ่งเชียนเชียนยิ้มเย็น “อาสะใภ้รองหมายถึงเรื่องที่ข้าเป็นไข้เมื่อไม่กี่วันก่อน มิอาจไปปรนนิบัติรับใช้ท่านย่าหรือ เช่นนั้นให้คนรับใช้ในจวนออกมาตัดสินดู ดูว่าหลายปีมานี้ที่ข้าอยู่ในตระกูลลู่กตัญญูรู้คุณต่อผู้อาวุโสอย่างไร! เงินทอง ข้าเป็นคนออก! คน ข้าปรนนิบัติรับใช้! บ้าน ข้าหาเลี้ยง! หากนี่ยังเรียกว่าอกตัญญูได้อีก ขอถามว่าต้องทำเช่นไรจึงเรียกว่ากตัญญู”
“ท่านพี่พาเมียนอกสมรสคนหนึ่งกลับมาจากข้างนอกโดยมิได้ผ่านการยินยอมจากข้า ข้าเคยทารุณนางรึ อาหารการกิน เสื้อผ้าอาภรณ์ ที่อยู่อาศัยของนางก็เป็นเฉกเช่นเดียวกันกับภรรยาเอกเยี่ยงข้า ท่านพี่ค้างแรมที่เรือนนางทุกคืน ข้าก็มิเคยห้ามปราม! ริษยา เอามาจากไหน”
“ส่วนป่วยหนักกับไร้บุตรนี้ อาสะใภ้รองหมายถึง เรื่องที่ข้าถูกลูกสาวท่านผลักตกน้ำจึงเป็นโรคไอเย็นหรือ อาการป่วยของข้าได้มาเพราะบุตรสาวท่านประทานให้ มีบุตรไม่ได้ก็เพราะตระกูลลู่เป็นต้นเหตุ! ไยจึงมีหน้ามาโทษข้า!”
ผู้อาวุโสทั้งสองพลันตกตะลึงไปแล้ว ถ้อยคำของแม่หนูเมิ่งตรงกันข้ามกับคำพูดของสองแม่ลูกนั่นเลย พวกเขาไม่รู้จะเชื่อใครดี
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยอย่างหนักแน่นมีเหตุผลถูกต้องว่า “วันนี้ผู้อาวุโสตระกูลทั้งสองอยู่ที่นี่ เช่นนั้นก็จะแจ้งกล่าวให้ชัดเจน! อย่าว่าแต่ข้ามิได้กระทำผิดหลักเจ็ดประการเลย ต่อให้ข้าทำผิด กฎหมายต้าโจวก็ยังมีหลักเหตุผลสามประการ ก่อนแต่งยากจนหลังแต่งร่ำรวย หย่ามิได้ เคยไว้ทุกข์ให้แก่บ้านสามีเป็นเวลาสามปี หย่ามิได้ ภรรยาที่ไร้บ้านเดิมให้กลับ หย่ามิได้ คราที่ข้าแต่งเข้าตระกูลลู่ ตระกูลลู่มีหนี้สินท่วมหัว แม้แต่บ้านก็เอาไปจำนองแล้ว ข้าเป็นคนเอาสินเจ้าสาวไถ่คืนมา! ท่านปู่สิ้นใจ ท่านพี่ ‘แกล้งตาย’ ข้าไว้ทุกข์ให้สามปี ครองตนเป็นม่ายห้าปี! ดูจากแต่เรื่องละทั้งหลายนี้ ตระกูลลู่อยากหย่าข้า ฝันไปเถิด!”
เหล่าฮูหยินโมโหจนตัวสั่นเทาไปหมด “เจ้า…เจ้า…”
นายท่านอาวุโสห้าเอ่ย “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ขอหย่ามิได้จริงๆ…”
ฮูหยินรองรีบเอ่ยว่า “ท่านอาปู่! นางล่วงเกินกุ้ยเฟยนะเจ้าคะ ไม่ขอหย่านาง จะรอตายไปพร้อมกับนางหรือ”
นายท่านอาวุโสห้า “นี่…คนก็ถูกปล่อยตัวออกมาแล้วมิใช่หรือ”
นายท่านอาวุโสสาม “นั่นน่ะสิ บางทีกุ้ยเฟยอาจจะเป็นคนใหญ่คนโตไม่ถือสาผู้น้อย ไม่เอาความแม่หนูเมิ่งแล้วก็ได้”
ฮูหยินรองร้อนใจขึ้นมา “ปล่อยตัวคนตอนนี้นับเป็นอะไรได้ ถูกกุ้ยเฟยหมายหัวไว้แล้ว ตระกูลลู่จะมีวันคืนสงบสุขได้อีกหรือ เกิดกุ้ยเฟยให้คนลอบกัดพี่ใหญ่กับเซียวเกอร์ขึ้นมา อนาคตของพวกเขาได้พังทลายแน่!”
สิ่งที่นางมิได้เอ่ยถึงก็คือ บุตรสาวนางกำลังอยู่ในวัยออกเรือน หากรู้ว่าตระกูลลู่ล่วงเกินกุ้ยเฟยเข้า ใครเขาจะกล้ามาสู่ขอหลิงหลง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่านางยังมีบุตรชายสองคนที่กำลังเรียนอยู่ที่กั๋วจือเจียนเลย
เจิ้งซือเยี่ย[1]ของกั๋วจื่อเจียน เป็นคนของลู่หยวนนะ!
เหล่าฮูหยินก็มิกล้าเอาลูกหลานและชีวิตของคนทั้งบ้านมาเดิมพันเช่นกัน
ไม่นานเหล่าฮูหยินก็ข่มความคิดละโมบเอาไว้ ตัดสินใจไล่เมิ่งเชียนเชียนออกจากตระกูล
“ไหนๆ เจ้ากับเซียวเกอร์ก็เป็นสามีภรรยากันมาช่วงเวลาหนึ่ง ขอหย่าเจ้า เป็นการทำให้เจ้าเสียเกียรติ เจ้าออกจากบ้านไปเองแล้วกัน! ใครถามก็บอกไปว่าเจ้าทำผิดระเบียบวังหลวง ไม่อยากให้บ้านสามีลำบากไปด้วย วันหน้าคนนอกเอ่ยถึง ย่อมชื่นชมว่าเจ้ามีคุณธรรม รู้จักมองภาพรวม!”
เหล่าฮูหยินน้ำเสียงใจบุญ ราวกับมอบพระคุณใหญ่หลวงให้เมิ่งเชียนเชียน
แต่ความจริงหากลองมาตรองดูแล้ว วิธีนี้มีชั้นเชิงกว่าการที่ตระกูลลู่ขอหย่าภรรยาเป็นไหนๆ การหย่าภรรยานั้นทำให้ตระกูลลู่ดูไร้หัวจิตหัวใจอย่างชัดเจน แต่ถ้าหากนางขอออกจากตระกูลลู่ไปเอง ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับตระกูลลู่แล้ว
เมิ่งเชียนเชียนยิ้มหยัน เหล่าฮูหยินคิดจะทำอะไร นางจะไม่รู้หรือ
หากว่าด้วยเรื่องหน้าด้านหน้าทน ท่านย่าผู้นี้ไร้ผู้ใดเทียมได้จริงๆ
“แล้วสินเจ้าสาวของข้าเล่า”
เหล่าฮูหยินหน้านิ่วคิ้วขมวดเอ่ย “เจ้าขอออกจากตระกูลเอง ยังคิดจะทวงสินเจ้าสาวอีกรึ”
เมิ่งเชียนเชียนย้อนถามว่า “ไม่คืนสินเจ้าสาว ยังคิดจะให้ข้าออกจากตระกูลไปเองอีกรึ ท่านย่าดีดลูกคิดครานี้ ได้ยินไปถึงบรรพบุรุษตระกูลเมิ่งของข้าที่อยู่โลงแล้ว!”
“พอได้แล้ว!” ลู่หลิงเซียวสีหน้าเขียวคล้ำเดินเข้ามา
เมิ่งเชียนเชียนรู้ว่าเขาฟังอยู่ข้างนอกนานแล้ว ทนฟังต่อไปไม่ไหวจึงได้เข้ามา
“ออกมาคุยกัน”
ลู่หลิงเซียวดึงข้อมือของนางไป
เมิ่งเชียนเชียนยกแขนหนี เดินนำหน้าเขาไป
ทั้งสองมายังลานเรือน
ลู่หลิงเซียวถามเชิงตำหนิว่า “เจ้าพูดจากับท่านย่าเช่นนี้ได้อย่างไร”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยนิ่งๆ ว่า “อย่ามาเสียงดังโวยวายใส่ข้า มีเวลาว่างขนาดนี้ ไม่สู้รีบไปจวนผู้บัญชาการประจำนครหลวง รับโบยของเจ้าให้ครบเสีย!”
ลู่หลิงเซียวสะอึกจนหน้าแดงเห่อ
เขากำหมัดแน่น “ข้ามิได้มาชวนเจ้าทะเลาะ เจ้าตามข้าเข้าวัง ไปโขกหัวขอประทานอภัยจากกุ้ยเฟย!”
เมิ่งเชียนเชียนถามว่า “ข้าผิดตรงที่ใด”
ลู่หลิงเซียวขมวดคิ้วเอ่ย “กุ้ยเฟยก็แค่อยากสนับสนุนสตรีกำพร้าคนหนึ่ง เจ้าจำเป็นต้องต่อต้านกุ้ยเฟยเลยหรือ”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยเสียงเย็นว่า “ในเมื่อเป็นการสนับสนุน ก็ให้โอรสของนางออกราชโองการสมรสพระราชทานมาก็สิ้นเรื่องแล้วมิใช่หรือ นางไม่ทำเช่นนั้น ก็เพราะการกระทำเช่นนี้มันไม่ยุติธรรมต่อผู้อื่นสมควรโดนฟ้าผ่า! พวกเจ้าล้วนแล้วแต่คิดจะเอาประโยชน์ แล้วให้ข้าแบกรับความอัปยศเอาไว้คนเดียว! กุ้ยเฟยได้รับความจงรักภักดีจากขุนนาง หลินหว่านเอ๋อร์ได้รับสถานะห้องข้าง เจ้าได้สตรีที่เจ้ารัก แล้วข้าเล่าได้อะไร เจ้าจดจำแต่เพียงเมื่อสามปีก่อนนางกลายเป็นคนกำพร้า กลับลืมไปว่าข้าไร้บิดามารดาตั้งแต่สามขวบแล้ว! เจ้ารู้จักแต่บุญคุณนาง แต่เจ้ารู้หรือไม่ว่าปีนั้นใครเป็นคนรวบรวมเสบียงทหารในการขึ้นเหนือทำศึก ตระกูลเมิ่งเอาสมบัติกว่าครึ่งออกไป…ไม่เช่นนั้นเจ้าคิดว่าเจ้าไม่หิวตายที่ชายแดนเป็นเพราะเหตุใดกันล่ะ”
เมื่อห้าปีก่อนด่านอวี้เหมินเกิดภัยพิบัติจากหิมะ เสบียงทหารจากราชสำนักมาล่าช้า ต่อมา มีคาราวานพ่อค้าส่งอาหารแห้งให้ชาวบ้าน
ลู่หลิงเซียวราวกับโดนไม้ตีแสกหน้า!
“เหตุใด…เจ้าไม่บอกแต่แรก”
“ข้าบอกไปเจ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวังรึ”
ลู่หลิงเซียวเบื้อใบ้ไร้คำพูด
เมิ่งเชียนเชียนเงยหน้าขึ้นทอดมองท้องนภากว้าง ก่อนเอ่ยอย่างราบเรียบว่า “ลู่หลิงเซียว เราหย่ากันแต่โดยดีเถอะ”
[1] ซือเยี่ย ยศหนึ่งในกั๋วจื่อเจียน มีหน้าที่อบรมสั่งสอนซื่อจื่อ