เกิดใหม่เป็นยอดดวงใจขุนนางจอมโฉด - ตอนที่ 50 ผู้บัญชาการใหญ่ป่าเถื่อน
ณ เรือนไห่ถัง
แม่นมหลี่ยืนมองซ้ายแลขวาอยู่หน้าประตู ในที่สุดก็เห็นแม่บ้านวั่นกับเมิ่งเชียนเชียนเสียที
เมิ่งเชียนเชียนกลับมาถึงตระกูลลู่ ก็ให้ชิงซวงพาปั้นซย่ากับเถาเอ๋อร์กลับไปส่งที่เรือนไห่ถังก่อน ส่วนนางพาแม่บ้านวั่นมายังเรือนเหล่าฮูหยิน
“ระวังเจ้าค่ะ!”
แม่นมหลี่เข้าไปประคองไว้
แม่บ้านวั่นส่งสัญญาณ “ม่าน! ม่าน!”
“ได้! ได้!”
แม่นมหลี่รีบก้าวขึ้นหน้าเลิกม่านให้ทั้งคู่ แม่บ้านวั่นแบกเมิ่งเชียนเชียนเข้าไปในห้อง
อย่าเห็นว่านางตัวใหญ่แรงเยอะไม่ละเอียดลออ ทำงานก็เสียงดังโครมครามเชียว ยามปฏิบัติต่อคุณหนูตนนั้นเรียกได้ว่าระมัดระวังทีเดียว
นางวางเมิ่งเชียนเชียนลงบนเก้าอี้อย่างเบามือ
แม่นมหลี่ปวดใจยิ่งนัก “คุณหนู ไยต้องใจร้อนเพียงนี้ด้วย”
เมิ่งเชียนเชียนหอบเอ่ย “เพิ่งจะหมดแรงตอนเดินมาได้ครึ่งทางนี่เอง ปั้นซย่ากับถานเอ๋อร์เป็นอย่างไรบ้าง”
แม่นมหลี่รีบหยิบโถน้ำร้อนมาให้ แล้วยกชาขิงน้ำตาลแดงถ้วยหนึ่งที่เพิ่งต้มมาจากครัวเล็กร้อนๆ “ถานเอ๋อร์หลับฝันหวานยิ่ง ปั้นซย่าข้าก็ให้นางไปพักแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงพวกนาง กลับเป็นคุณหนูนั่นแหละ…”
“ข้าไม่เป็นไร”
เมิ่งเชียนเชียนดื่มน้ำขิงคำหนึ่ง ร่างกายอบอุ่นขึ้นมากทีเดียว
เยี่ยนเหนียงจื่อผู้นั้นมีฝีมือจริงๆ เมื่อวานนางบาดเจ็บปางตาย ซ้ำยังถูกไอเย็นซึมเข้าอวัยวะภายใน ไม่คิดเลยว่าเพียงชั่วข้ามคืนก็ลงจากเตียงมาเดินเหินได้แล้ว
แม่นมหลี่ยื่นน้ำขิงให้แม่บ้านวั่นถ้วยหนึ่งเช่นกัน “เหล่าฮูหยินว่าอย่างไรบ้าง”
แม่บ้านวั่นถือถ้วยพลางเท้าเอว “เฮอะ นางแก่นั่น!”
นางเล่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้ยินได้ฟังในเรือนฝูโซ่วให้ฟัง
แม่นมหลี่เกือบจะหน้ามืดเป็นลมไปแล้ว “นางดูถูกคุณหนูเช่นนี้ได้อย่างไร”
แม่บ้านวั่นกรอกน้ำขิงเข้าปากอึกใหญ่ ก่อนเอ่ยด้วยเสียงห้าวกร้าว “นั่นน่ะสิ นางแก่หน้าเหม็นไร้ยางอาย! ข้าว่านะ ตระกูลลู่สู่ของฮูหยินน้อยมาได้ ควันเขียวลอยฟุ้งหลุมศพบรรพบุรุษ[1]พวกเขาแล้ว! คิดจะไล่ฮูหยินน้อยออกจากตระกูล? มารดามันเถิด คงมิใช่ว่าหลุมศพบรรพบุรุษโดนขุดจนเหี้ยนไปแล้วนะ!”
แม่นมหลี่ตำหนิว่า “อยู่ต่อหน้าคุณหนู อย่าพูดจาหยาบคาย!”
แม่บ้านวั่นรีบเอ่ยเจื่อนๆ ว่า “ไอ้หยา ดูข้าพูดเข้าสิ!”
แม่นมหลี่ถึงปากจะตำหนิ แต่ในใจกลับรู้สึกสะใจยิ่ง นางก็อยากด่าทอเหล่าฮูหยินตั้งนานแล้วเช่นกัน
“เจ้าเล่าต่อสิ”
“ได้!”
แม่บ้านวั่นเห็นว่าเมิ่งเชียนเชียนมิได้ห้ามปราม จึงเล่าบทสนทนาระหว่างลู่หลิงเซียวกับคุณหนูให้ฟัง
เมื่อได้ยินว่าคุณหนูตนเสนอให้หย่าร้างกันแต่โดยดี แม่นมหลี่กลับมิได้อารมณ์พลุ่งพล่านอย่างที่คิด
หากกล่าวว่าตอนแรกนางอยากให้คุณหนูชิงตัวท่านเขยกลับคืนมานั้น นางเคยคิดจริงๆ ทว่าเมื่อประสบความผิดหวังคราแล้วคราเล่า นางก็ไม่คิดเช่นนี้กับท่านเขยอีกเลย
“แต่ว่า ใช้สมบัติกว่าครึ่งของตระกูลเมิ่งออกไปช่วยจริงๆ น่ะหรือ”
เมิ่งเชียนเชียนยิ้มพลางส่ายหน้า “ก็ไม่เชิงหรอก แค่จงใจพูดให้คนตระกูลลู่ฟังเท่านั้น ข้าจำต้องหมดประโยชน์แล้วเท่านั้น เหล่าฮูหยินถึงจะตัดสินใจเขี่ยข้าทิ้งได้แน่วแน่ขึ้น”
แม่บ้านวั่นสีหน้าตกตะลึง
เอ่อ…ความลับเช่นนี้ข้ามีสิทธิ์ฟังด้วยหรือ
ให้ออกไปก่อนหรือไม่
แต่ก็อยากฟังต่อ ทำเช่นไรดี
ไม่ได้การ ต้องมีจิตสำนึกของคนรับใช้ สิ่งที่ไม่ควรฟัง ก็ห้ามฟัง…
“แม่บ้านวั่น ส่งกรรไกรให้ข้าที”
“ฮูหยินน้อยจะตัดอะไรหรือ ข้าทำให้เจ้าค่ะ!”
แม่บ้านวั่นรั้งอยู่ในห้องต่อ ตัดผ้าให้เมิ่งเชียนเชียนฉับๆ
แม่นมหลี่ตั้งโต๊ะสำรับเช้าเรียบร้อย ก็ตักโจ๊กลูกเดือยผสมถั่วแดงมาให้เมิ่งเชียนเชียนชามหนึ่ง “คุณหนู ข้าเห็นด้วยที่จะหย่าร้าง แต่วิธีนี้มันเสี่ยงเกินไปหรือไม่”
นางหมายถึงเรื่องตำหนักฉางชุน
นางเป็นคนเลี้ยงคุณหนูมาจนโต แม้ว่าหลังจากตกน้ำนิสัยจะเปลี่ยนไปบ้าง ทว่านั่นก็เปลี่ยนเป็นสุขุมขึ้น ฉลาดเฉลียวขึ้น
หากคุณหนูต้องการปฏิเสธลี่กุ้ยเฟย ก็มีวิธีที่ไม่ต้องล่วงเกินกุ้ยเฟยอยู่ เห็นได้ชัดเลยว่าคุณหนูจงใจทำ
“ใช้ลี่กุ้ยเฟยมาข่มขู่เหล่าฮูหยิน เป็นแผนการที่ไม่เลว ทว่าเกิดลี่กุ้ยเฟยอารามเดือดดาลประทานความตายให้คุณหนูขึ้นมา…”
แม่นมหลี่แค่นึกมาถึงตรงนี้ ก็อดนึกเสียใจภายหลังขึ้นมามิได้
เมิ่งเชียนเชียนตักโจ๊กลูกเดือยถั่วแดงขึ้นมาช้อนหนึ่ง “ลี่กุ้ยเฟยกับลู่หยวน คนหนึ่งเล่นบทผู้ร้าย คนหนึ่งเล่นบทคนดี ลู่หยวนเป็นขุนนางโฉดที่ใครๆ ต่างก็อยากสำเร็จโทษเขา ส่วนกุ้ยเฟยมีพระทัยมุ่งมั่นจะเป็นนายหญิงแห่งวังหลัง เป็นมารดาแห่งแผ่นดิน นางกล้าแค่บีบคั้นข้า ไม่กล้าฆ่าข้าหรอก”
หากจะฆ่า ก็มีแต่ต้องยืมมือลู่หยวน
สิ่งที่เมิ่งเชียนเชียนเดิมพันในครานี้ก็คือ ลู่หยวนยังไม่ฆ่าตน
แผนการเดิมของนางคือเก็บงำต่อไปอีกสักระยะหนึ่งก่อน รอให้มีวิธีปกป้องตัวเองในเมืองหลวงมากพอแล้ว ค่อยคิดหาวิธีออกจากตระกูลลู่
ทว่าจู่ๆ ลี่กุ้ยเฟยก็มากลั่นแกล้ง ทำให้นางตระหนักได้ว่านี่เป็นโอกาสอันงามในการหลุดพ้นจากตระกูลลู่
ท่านพ่อมักกล่าวว่า คนเราต้องรู้จักวางแผนการ แต่ก็ต้องเรียนรู้ที่จะคว้าโอกาสไว้ด้วย
หากรอให้ทุกอย่างพร้อมสรรพ โอกาสก็ผ่านไปแล้ว
เพราะว่าในขณะที่เรากำลังเตรียมตัวนั้น ศัตรูของเราอาจจะแข็งแกร่งขึ้นมาแล้วก็ได้
“เพียงแต่ทำปั้นซย่ากับถานเอ๋อร์ลำบากเสียแล้ว ต้องมาเจอภัยไปกับข้าด้วย”
แม่นมหลี่เอ่ย “ปั้นซย่าไหวพริบดียิ่ง รู้ว่าเข้าวังไปต้องโดนคุกเข่า จึงสวมปลอกเข่าไว้ตั้งหลายชั้น!”
เมิ่งเชียนเชียนหลุดขัน “นางก็ให้ข้าสวมเช่นกัน”
แม่นมหลี่หัวเราะตาม
ความจริงแล้วนางรู้ดีแก่ใจ ต่อให้มีปลอกเข่า อากาศหนาวมีแต่หิมะเช่นนั้นคุกเข่าอยู่สองชั่วยามกว่า มิใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะทนไหว นับประสาอะไรกับคุณหนูที่เป็นโรคไอเย็นอยู่
“ส่วนถานเอ๋อร์นั้น ไม่มีใครคาดคิดว่านางจะไปหาท่านที่วัง…เด็กคนนี้ช่างใจกล้าเทียมฟ้าโดยแท้ กล้าตีแม้กระทั่งคนของกุ้ยเฟย…ข้าไปปลุกนางมากินอะไรหน่อยดีกว่า นอนมาทั้งวันทั้งคืนแล้ว คงจะหิวแย่…”
แม่นมหลี่บ่นพึมพำออกไป
เมิ่งเชียนเชียนยิ้มพลางดึงสายตากลับมา นางเหลือบตาขึ้น สบเข้ากับสายตาแม่บ้านวั่นพอดี
แม่บ้านวั่นรีบมองนกมองไม้ยกใหญ่
เมิ่งเชียนเชียนยิ้มถามว่า “แม่บ้านวั่น วันไหนข้าออกจากตระกูลลู่แล้ว เจ้าจะติดตามข้า หรือว่า…”
แม่บ้านวั่นลุกพรวดขึ้นทันที ตบอกเอ่ยว่า “คุณหนูไปไหน! บ่าวก็ไปด้วย! อย่างอื่นบ่าวไม่มี แต่เรี่ยวแรงบ่าวมีเปี่ยมล้น! คุณหนูวางใจได้! บ่าวจงรักภักดีต่อคุณหนู! จะเป็นล่อเป็นม้าให้คุณหนู บุกไฟลุยน้ำ ตายเป็นหมื่นหน!”
เพื่อแสดงความจงรักภักดี นางเปลี่ยนแม้กระทั่งคำเรียกขานแล้ว
เมิ่งเชียนเชียนหัวเราะจนปวดท้อง “ยอมเป็นวัวเป็นม้า บุกน้ำลุยไฟ ตายแทนเป็นหมื่นหนอย่างไม่เกี่ยงงอนต่างหาก”
แม่บ้านวั่นกระจ่างแจ้งทันใด “อ่า…ยังจำมิได้”
……
ณ จวนผู้บัญชาการประจำนครหลวง
หมู่นี้ลู่หยวนพักรักษาตัวอยู่ที่จวน ปิดประตูไม่ออกไปไหน
นักฆ่าที่จับเป็นจากวัดมาได้เมื่อคราก่อนทนรับทัณฑ์ทรมานไม่ไหวก็ยอมรับสารภาพ บอกว่ามีคนเปิดเผยร่องรอยของลู่หยวน ซึ่งหมายความว่าข้างกายเขามีหนอนบ่อนไส้
หนอนตัวนี้อาจจะเป็นผู้ใดก็ได้ภายในจวน
ส่วนผู้บงการเบื้องหลังนั้น พวกนักฆ่าเหล่านั้นไม่รู้ พวกเขามาจากสำนักมือสังหารของยุทธภพ รับเงินมาก็ทำงาน ไม่ถามที่มาที่ไปของผู้จ้างวาน
ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรสีหน้าเย็นเยียบดุจน้ำแข็งเดินเข้ามาด้านใน ก่อนประสานหมัดคำนับให้ “นายท่าน ตรวจสอบเจอแล้ว เป็นสารถีนามว่าจ้าวซื่อ มีคนให้เงินเขาห้าพันตำลึง เพื่อซื้อความเคลื่อนไหวของท่าน คนผู้นั้นปิดบังใบหน้าอยู่ตลอด จ้าวซื่อก็ไม่รู้เช่นกันว่าเขาเป็นใคร”
ลู่หยวนส่งสัญญาณมืออย่างไม่แยแส
ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรกระจ่าง หันหลังออกไป สั่งการกับองครักษ์เสื้อแพรหน้าประตูว่า “เรียกรวมตัวทุกคนที่ทะเลสาบด้านหลัง จุดประทัดลงทัณฑ์! ผู้ใดกล้าหลับตาให้ควักลูกตาออกมา! ผู้ใดกล้าปิดหูให้ตัดหูทิ้ง!”
วันนี้เป่าซูไม่อยู่อย่างหาได้ยาก
เขาเพิ่งจะไป อวี้จื่อชวนกับชิงซวงก็กลับมา
“รายงานด่วนจากชายแดนขอรับ / ฮูหยินตระกูลลู่แตกหักกับตระกูลลู่แล้วเจ้าค่ะ” ทั้งคู่เอ่ยขึ้นพร้อมกัน
[1] ควันเขียวลอยฟุ้งหลุมศพบรรพบุรุษ เปรียบเปรยว่าเป็นบุญวาสนา โชคดีมาก