เกิดใหม่เป็นยอดดวงใจขุนนางจอมโฉด - ตอนที่ 53 เขียนหนังสือหย่า
หลินหว่านเอ๋อร์กลับมาถึงเรือนเฟิง ก็เอาแต่ปิดประตูไม่ยอมออกมา แม้กระทั่งมื้อเย็นก็ไม่ยอมกิน
ลู่หลิงเซียวเดิมทีก็จิตใจว้าวุ่นรำคาญใจอยู่แล้ว หนึ่งคือทางชายแดนเกิดเรื่อง สองคือเมิ่งเชียนเชียนจู่ๆ ก็เสนอให้หย่ากัน เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าตนไม่อยากไปที่เรือนของหลินหว่านเอ๋อร์
ทว่าลี่ว์หลัวมาเร่งถึงสามคราแล้ว บอกว่าหลินหว่านเอ๋อร์ปวดท้อง ต้องการตามหมอ ลู่หลิงเซียวจึงได้ไปด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
หมอจับชีพจรให้หลินหว่านเอ๋อร์ “แม่นางค่อนข้างมีไฟสุมอก กระเทือนถึงครรภ์ ข้าจะออกเทียบยาสงบครรภ์ให้ชุดหนึ่ง ต้มด้วยไฟแรงจนเดือด แล้วใช้ไฟอ่อนต้มอีกครึ่งชั่วยาม เช้าเย็นอย่างละชาม อีกสามวันข้าจะมาจับชีพจรให้แม่นางใหม่”
“รบกวนหมอหลี่แล้ว”
ลู่หลิงเซียวให้เซิ่นเหยียนไปส่งหมอ
หลินหว่านเอ๋อร์พิงอกลู่หลิงเซียวอย่างอ่อนระโหย
ลู่หลิงเซียวถามว่า “ไยจู่ๆ จึงกระเทือนถึงครรภ์ได้เล่า”
หลินหว่านเอ๋อร์เงียบงันไม่พูดจา
ลี่ว์หลัวเอ่ย “คุณหนูออกมาจากเรือนของฮูหยินน้อยก็เป็นเช่นนี้เลยเจ้าค่ะ บ่าวก็ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น ฮูหยินน้อยไม่อนุญาตให้บ่าวตามเข้าไป…”
เดิมทีนึกว่าท่านแม่ทัพได้ยินมาถึงตรงนี้ จะต้องตำหนิเมิ่งเชียนเชียนว่าจงใจรังแกหลินหว่านเอ๋อร์เหมือนดังที่แล้วมา
ไม่คิดเลยว่า ลู่หลิงเซียวเพียงแค่ขมวดคิ้ว เอ่ยกับคนในอ้อมอกว่า “เจ้าอยู่ดีๆ ไปหานางทำไม”
หลินหว่านเอ๋อร์แววตาวูบไหว ยืดตัวขึ้นจากอ้อมอกเขา ทำภาษามือว่า : ข้าก็ไม่อยากให้ฮูหยินทะเลาะกันกับท่านเพราะข้า หากเป็นไปได้ ข้ายินดีย้ายออกจากตระกูลลู่
ถ้อยคำเหล่านี้ฟังครั้งสองครั้งชวนให้ไหวหวั่น ทว่าฟังมากเข้าก็เฉยชาเสียแล้ว
กอปรกับไม่กี่วันนี้เรื่องกวนใจทั้งหลายวิ่งเข้าหาไม่หยุด ลู่หลิงเซียวไม่ปลอบใจนางอย่างหากได้ยาก
เห็นลู่หลิงเซียวไม่เอ่ยคำ ลี่ว์หลัวก็ร้อนใจขึ้นมา รีบเอ่ยว่า “ฮูหยินน้อยไม่ให้น้ำคุณหนูกิน ซ้ำยังไม่อนุญาตให้คุณนั่งบนม้านั่งของนางด้วย…”
ลู่หลิงเซียวนึกถึงเรือนไห่ถังที่ไปเยือนครั้งแรกขึ้นมาอย่างน่าประหลาด นางขมวดคิ้วจ้องบั้นท้ายตนเขม็ง เขาจึงเอ่ยว่า “นางไม่ชอบให้คนนอกนั่งในห้องนางส่งเดช”
หลินหว่านเอ๋อร์ส่งสายตาให้ลี่ว์หลัว ลี่ว์หลัวเอ่ยเสียงอู้อี้ว่า “บ่าวจะไปดูว่าซื้อยามาได้หรือยัง”
ลู่หลิงเซียวใจลอย จู่ๆ น้ำตาร้อนลวกหยดหนึ่งก็ร่วงผล็อยบนหลังมือเขา
เขารีบหันมองหลินหว่านเอ๋อร์ เห็นหลินหว่านเอ๋อร์กัดริมฝีปากอย่างน้อยใจในความไม่เป็นธรรม คราบน้ำตานองหน้า
เขาพลันตกใจ ถามอย่างทำอะไรไม่ถูกว่า “หว่านเอ๋อร์ เหตุใดจึงร้องไห้เล่า”
หลินหว่านเอ๋อร์ร่ำไห้สะอึกสะอื้น ทำภาษามือว่า : ท่านนึกเสียใจขึ้นมาที่พาข้ากลับมาใช่หรือไม่
ลู่หลิงเซียว “ข้าเปล่า!”
หลินหว่านเอ๋อร์ร้องพลางทำมือว่า : ตอนที่ท่านพ่อฝากฝังข้าไว้กับท่าน ไม่รู้ว่าที่บ้านท่านมีภรรยาเอกอยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นต่อให้ข้าตายอยู่ที่ด่านอวี้เหมิน ก็ไม่มีทางทำลายบุตรสาวตนเองให้เสื่อมเสียเช่นนี้…หากท่านรังเกียจที่ข้าขวางหูขวางตา ข้ากลับชายแดนก็ได้…ท่านวางใจได้…ข้าไม่มีทางแต่งงานกับใคร ข้าจะไว้ทุกข์ให้กับป้ายวิญญาณของท่านพ่อและท่านพี่ไปชั่วชีวิต...
ลู่หลิงเซียวรู้สึกละอายแก่ใจจนความสับสนหายไปหมดสิ้น โอบนางเข้ามาในอ้อมแขน “ขอโทษ ข้าผิดเอง…”
บนหลังคา เงาร่างสามร่างหมอบอยู่บนแผ่นกระเบื้องที่ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน มีหนึ่งแผ่นที่ถูกแงะออก มองลอดเข้าไป บังเอิญสามารถเห็นลู่หลิงเซียวกับหลินหว่านเอ๋อร์บนเตียงได้ชัดเจนพอดี
อวี้จื่อชวนสายตาจดจ่อ
ชิงซวงสีหน้าจริงจัง
ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรมาเป็นคนสุดท้าย เขาเอ่ยโดยไร้สุ้มเสียงถามว่า : พวกเจ้าทำอะไรกัน
ทั้งคู่ตอบโดยไร้สุ้มเสียงเช่นกัน : ดูเรื่องชาวบ้าน ท่านมาทำการใด
ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพร : ผู้บัญชาการใหญ่มีคำสั่ง ไม่อนุญาตให้ยื่นมือเข้าไปยุ่งเรื่องของตระกูลลู่ บุรุษชาติสุนัขนี่
ไอ้หย่า ไม่ทันระวังพลั้งปากไปเสียแล้ว!
เขารีบปิดปากสนิททันที จนด้วยเกล้าที่ชิงซวงอ่านภาษาปากของเขาออกหมดแล้ว
ชิงเซวง : ท่านด่าผู้บัญชาการใหญ่
อวี้จื่อชวน : …ข้าก็อยากด่า
ชิงซวง : เช่นนั้นก็ด่าด้วยกัน
ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพร “…”
ภายในห้อง หลินหว่านเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ส่วนลู่หลิงเซียวประคองใบหน้านางไว้ ก่อนจะก้มหน้าลงมาอย่างอ่อนโยน
ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรสีหน้าพลันเปลี่ยน มือหนึ่งปิดตาอวี้จื่อชวน อีกมือปิดตาชิงซวง
ลู่หลิงเซียวเจ้ามันสมควรโดนหมื่นดาบประหารนัก กลางวันแสกๆ ทำอะไรของเจ้า
เด็กน้อยห้ามดู! เป็นสาวเป็นนางก็ห้ามดู!
“บนหลังคาน่ะ!”
จู่ๆ เสียงทรงอำนาจก็โพล่งขึ้นจากด้านล่าง ทั้งสามสะดุ้งโหยง
ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรกระโดดลงไป ประสานมือคำนับให้ผู้มาเยือน ก่อนกดเสียงเบากระซิบว่า “คารวะเหล่าไท่จวิน! พวกเรา…รับคำสั่งให้มาจับโจร…บังเอิญผ่านทางมา…จะรีบ...”
คำว่า ‘ไปเดี๋ยวนี้’ ยังไม่ทันได้เอ่ย ก็ได้ยินเหล่าไท่จวินเอ่ยด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ว่า “พาข้าขึ้นไปที ข้าก็อยากฟัง”
ทั้งสาม “…”
……
หิมะโปรยปรายอย่างเงียบงัน บรรดาศาสนิกชนบางตามากแล้ว วัดเงียบสงบไปทั้งบริเวณ
ภิกษุนั่งอยู่ในห้อง ข้างมือมีปลาไม้ที่เพิ่งเคาะเสร็จวางอยู่
ลู่หยวนนั่งคุกเข่าทับส้นอยู่บนเบาะตรงข้ามเขา หันหลังให้ประตูบานใหญ่ที่เปิดอ้า
ลมหนาวโชยเข้ามา ภิกษุสวมจีวรผืนบาง
ลู่หยวนสวมเสื้อคลุมสีม่วงตัวหนาอันหรูหรา เขานั่งหลังตรง บุคลิกสง่าผ่าเผย กระดูกมือเรียวยาวประณีตดุจหยก กาน้ำชาธรรมดาถูกเขายกขึ้นมา ราวกับหยกวิเศษของเซียน
เขาเทชาให้ภิกษุถ้วยหนึ่ง เอ่ยอย่างไม่รีบไม่ร้อนว่า “หลังจากเป่ยเหลียงพ่ายศึก ลงนามในหนังสือยอมจำนนกับต้าโจว รวมถึงข้อตกลงชดเชย และได้ให้สัญญาว่าภายในสามเดือนจะขนทองคำหนึ่งแสนตำลึงมายังเมืองหลวง แต่เมื่อสิบวันก่อน คณะทูตเป่ยเหลียงขบวนนี้ได้หายไปพร้อมทองคำหนึ่งแสนตำลึง ไต้ซือเห็นว่าอย่างไร”
ภิกษุปิดเปลือกตาลงเล็กน้อย ราวกับไม่ได้ยินว่าเขากำลังพูดอะไรอยู่
ลู่หยวนยิ้มพลางเทชาให้ตัวเองถ้วยหนึ่ง “ทางเป่ยเหลียงยืนกรานว่าต้าโจววางแผนฆ่าคนเพื่อเงินทอง ส่วนทหารต้าโจวก็คิดว่าเป่ยเหลียงยักยอกไป ต่างฝ่ายต่างกำลังจะจับตัวคนของอีกฝ่าย สถานที่ที่หายตัวไปอยู่ที่อำเภอเฟิงที่ห่างออกไปสามสิบลี้ อำเภอเฟิงเป็นอำเภอที่โดนเป่ยเหลียงใช้เลือดล้างอย่างสาหัสที่สุด ชาวบ้านและทหารรักษาการณ์ที่นั่นเรียกได้ว่าเคียดแค้นทหารเป่ยเหลียงเข้ากระดูก แทบอยากฆ่าทหารเป่ยเหลียงให้สาแก่ใจ”
เขาวางกาน้ำชากลับลงบนตะแกรงเหนือกระถางถ่าน “สถานการณ์ชายแดนที่อุตส่าห์บรรเทาลงแล้ว กลับมาตึงเครียดอีกครั้งเพราะคดีซับซ้อนคลุมเครือคดีนี้ ศึกในห้าปีนี้ เรียกได้ว่าเปล่าประโยชน์แล้ว”
ภิกษุที่กำลังสวดนับประคำในมือพลันชะงัก
ลู่หยวนเอ่ย “แต่ว่า ก่อนหน้านี้เมืองหลวงมีบุตรสาวของนักษัตรวานรมาเยือน ซ้ำยังปรากฏคนที่เกี่ยวข้องกับสิบสามเข็มประตูผีด้วย แม้ตระกูลฉู่จะพินาศ ทว่าองครักษ์เกราะทมิฬยังไม่สิ้น หากองครักษ์เกราะทมิฬยังอยู่ ท่านจะหวนคืนราชสำนักหรือไม่ ไท่ซ่างหวง”
ในที่สุดภิกษุก็ตอบสนอง เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น ผสานสายตากับลู่หยวนที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มทว่ากลับแฝงไว้ด้วยอันตราย “หากข้าหวนคืนราชสำนัก เจ้าจะขัดขวางหรือไม่ ลู่หยวน”
ลู่หยวนยกน้ำชาตรงกลางอกขึ้นดื่มจนหมด ก่อนวางถ้วยชากลับลงบนโต๊ะ เงยหน้าขึ้นหัวเราะยกใหญ่ “ฮ่าๆๆๆ! ฮ่าๆๆๆ!”
เขาลุกขึ้นยืน เสียงหัวเราะอย่างโอหังดังกึกก้องฟ้าดิน สองมือไพล่หลังเดินออกไปอย่างยโสโอหังด้วยฝีเท้ายาวๆ ดุจดาวตก
บนระเบียงทางเดิน เขาหุบยิ้มลง ผินหน้ามาเล็กน้อย ใช้หางตาปรายไปด้านหลัง แววตาค่อยๆ เย็นเยียบขึ้น “ไท่ซ่างหวง ท่านอยู่ที่วัดร่วมกับโคมไฟสลัวและพระพุทธรูปไปตลอดชีวิตนี้เถิด!”
ด้านล่างเขา
รถม้าคันหนึ่งค่อยๆ หยุดจอดริมทาง
“ท่านระวังนะ”
สารถีเลิกม่านรถขึ้น ประคองคนลงมา
เหล่าไท่จวินทอดมองแนวลาดเขาที่มีหิมะปกคลุม ก่อนขมวดคิ้ว
สารถีถามว่า “เหล่าไท่จวิน หิมะตกหนักเพียงนี้ ท่านจะขึ้นไปอย่างไร”
เหล่าไท่จวินตบหัวเขาไปทีหนึ่ง “แน่นอนว่าเจ้าต้องแบกขึ้นไปน่ะสิ! หรือจะให้ข้าเดินขึ้นไปเองล่ะ”
สารถีกุมหัว “ขอรับ! ขอรับ!”
สารถีแบกเหล่าไท่จวินขึ้นเขาอย่างยอมรับชะตากรรรม
เหล่าไท่จวินไม่พูดพร่ำทำเพลง ตรงไปยังภูเขาหลังวัดทันที
นางเข้ามาในเรือนที่ห่างไกลผู้คนที่สุดแห่งหนึ่ง เดินขึ้นบันไดอย่างกระฉับกระเฉง แล้วสลัดรองเท้าออกจากเท้าอย่างรวดเร็ว เหยียบลงบนพื้นสะอาด ผลักประตูห้องภาวนาเปิดเสียงดังแอ๊ด!
นางชูจดหมายแผ่นหนึ่งขึ้น พลางเอ่ยอย่างหนักแน่นมีเหตุผลว่า “ราชโองการเปล่าในตอนนั้นยังมีผลอยู่หรือไม่ หากยังมีผลอยู่ ก็เขียนหนังสือหย่าร้างให้ที!”