เกิดใหม่เป็นยอดดวงใจขุนนางจอมโฉด - ตอนที่ 54 ผู้บัญชาการใหญ่มา
อย่างไรเสียเมิ่งเชียนเชียนก็ถูกความหนาวเย็นมาจากวังหลวง ลิ้นไร้รสชาติ จมูกก็ไม่ได้กลิ่น แต่มักอยากกินขนมแป้งทอดที่ทั้งหวานทั้งเผ็ด
“แม่นมหลี่กำชับไว้ว่าสิ่งนี้ห้ามกินเจ้าค่ะ!”
แม่บ้านวั่นยกขนมแป้งทอดออกไปอย่างแน่วแน่
เมิ่งเชียนเชียนถอนหายใจ
แม่นมหลี่เดินมาอย่างเหนื่อยล้าเหงื่อท่วมตัว “ไอ้หยา เด็กคนนั้นนอนหลับลึกจริงๆ เรียกอยู่ค่อนวันก็ยังไม่ขยับเลย”
เมิ่งเชียนเชียนยิ้มจาง “ให้ถานเอ๋อร์นอนสักเดี๋ยวเถิด”
แม่นมหลี่ถามอย่างเป็นห่วงว่า “นอนนานเพียงนี้…คงมิได้เป็นไรกระมัง”
เมิ่งเชียนเชียนยิ้ม “แม่นมวางใจ ถานเอ๋อร์สบายดียิ่ง”
นี่คือความจริง เยี่ยนเหนียงจื่อตรวจดูถานเอ๋อร์แล้ว และนางก็จับชีพจรถานเอ๋อร์ดูแล้วเช่นกัน หากใช้คำพูดของเยี่ยนเหนียงจื่อก็คือ ถานเอ๋อร์แข็งแรงเหมือนลูกวัวน้อย ไม่ต้องกินยาส่งเดช เดี๋ยวก็ฟื้นตัวเองได้
ถึงแม้ยามนี้แม่นมหลี่จะยังฉงนในความสามารถของคุณหนูตนที่ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นทุกทที ทว่านางเชื่อก็ยังถ้อยคำของคุณหนูอยู่ดี
นึกบางอย่างขึ้นมาได้ นางก็เอ่ยอีกว่า “ข้าจะไปดูปั้นซย่าหน่อย”
แม่นมหลี่เป็นพวกขี้เป็นห่วง ห่วงคนนี้เสร็จก็ไปห่วงคนนั้นต่อ ตลอดทั้งเช้าวนเวียนอยู่กับคนป่วยสามคนไปมา
หลังมื้อเที่ยง หิมะก็ตกหนักกว่าเดิม
เหล่าไท่จวินชอบเล่นหิมะ หิมะตกหนักเพียงนี้ นางต้องออกมาแน่ๆ เมิ่งเชียนเชียนให้แม่บ้านวั่นไปดูที่เรือนเหล่าไท่จวิน
แม่บ้านวั่นไปแล้ว แต่ไม่เห็นคน ทั้งยังกลัวว่าตนจะพูดไม่รู้เรื่อง จึงพาแม่บ้านวังที่อยู่ข้างกายเหล่าไท่จวินมาด้วย
“ฮูหยินน้อย!” แม่บ้านวังคำนับให้
เมิ่งเชียนเชียนผงกศีรษะให้ “แม่บ้านวัง ท่านย่าทวดเล่า”
แม่บ้านวังเอ่ย “เหล่าไท่จวินออกไปข้างนอกเจ้าค่ะ”
เมิ่งเชียนเชียนนิ่งอึ้ง “ออกไปข้างนอก? ไปไหนรึ”
แม่บ้านวังเอ่ย “ไปถวายธูปที่วัด เดิมทีบ่าวนึกว่าเหล่าไท่จวินจะเรียกฮูหยินน้อยไปด้วย”
เมิ่งเชียนเชียนครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนถามว่า “เหล่าไท่จวินพาใครไปแทนรึ”
แม่บ้านวังเอ่ย “สี่เชวี่ยกับจ้าวซื่อเจ้าค่ะ”
สี่เชวี่ยเป็นสาวใช้ข้างกายเหล่าไท่จวิน นางฉลาดมีไหวพริบ ส่วนจ้าวซื่อเป็นผู้คุ้มกันเรือนของตระกูลลู่ เหล่าไท่จวินขึ้นเขาทีไรล้วนเรียกเขามาขับรถให้
ดูท่าจะไปวัดจริงๆ
ปกติแล้วเหล่าไท่จวินไม่ค่อยออกจากบ้านเท่าใด ทว่าไปวัดถวายธูปทีไร นางกลับยินดีจะไปด้วยตลอด
เพียงแต่ว่า วันนี้มิใช่วันพิเศษอะไร เหตุใดจู่ๆ ท่านย่าทวดถึงอยากไปถวายธูปเล่า ซ้ำยังไปเองคนเดียวอีก
แม่บ้านวังตระหนกขึ้นมา “ฮูหยินน้อย บ่าว…”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ย “แม่บ้านวังกลับเรือนไปก่อนเถิด ข้าจะให้คนไปรับท่านย่าทวด”
เมิ่งเชียนเชียนกลับมาที่เรือนไห่ถัง ให้แม่บ้านวั่นไปตามอู่เกอร์จากเรือนชั้นนอกมา ก่อนให้เงินเขาไปถุงหนึ่ง “เจ้าเลือกผู้คุ้มกันเรือนฝีมือดีสองสามคน ไปรับเหล่าไท่จวินที่วัดหานซาน หากหิมะตกหนักเกินไป ก็ไม่ต้องรีบร้อนลงเขามานะ”
อู่เกอร์กะน้ำหนักถุงเงินพลางเอ่ย “ฮูหยินน้อย ไม่ต้องใช้เงินมากเพียงนี้หรอกขอรับ”
เมิ่งเชียนเชียนยื่นห่อเสื้อผ้าอาภรณ์กับผ้าห่มหนาสองผืนให้เขา “หาคนที่ฝีมือดีที่สุดไป ม้าก็เอาตัวที่วิ่งเร็วที่สุด”
อู่เกอร์กระจ่าง “ขอรับ!”
……
บนเขา
ภายในห้องภาวนาที่จุดถ่านหงหลัวไว้ ไท่ซ่างหวงถือพู่กันเขียนราชโองการเสร็จเรียบร้อย ด้านข้างเขา มีภิกษุวัยกลางคนคุกเข่าอยู่
เขาคือฝูกงกงขันทีคนสนิทของไท่ซ่างหวง ตั้งแต่ไท่ซ่างหวงถูกลู่หยวนกักบริเวณอยู่ที่นี่ เขาก็ติดตามออกบวชมาด้วย
เขาฝนหมึกอย่างระมัดระวัง
เหล่าไท่จวินราวกับหัวหน้าผู้คุมงามยิ่งนัก ไท่ซ่างหวงเขียนตัวหนึ่ง นางก็ตรวจตัวหนึ่ง
“เพิ่ม เพิ่มอีก!”
ไท่ซ่างหวงถอนพระทัย “จะไม่มีที่เขียนอยู่แล้ว เหล่าไท่จวินต้องการมอบสิ่งของให้แม่หนูนั่นเท่าใดกันแน่”
ฝูกงกงยิ้มแหยๆ “นั่นน่ะสิ ท่านเป็นเหล่าไท่จวินแห่งตระกูลลู่ มิใช่ตระกูลเมิ่งเสียหน่อย”
เหล่าไท่จวินดวงตากลอกกลิ้งไปมา ก่อนขยับเข้าไปใกล้พลางถามไท่ซ่างหวงว่า “แล้วเป็นคนตระกูลเมิ่งได้หรือไม่”
ไท่ซ่างหวง “…”
ฝูกงกง “…”
……
หิมะดุจขนห่านโปรยปรายลงมาตลอดทั้งวัน
แม่บ้านวั่นมีเวลาว่างจึงไปดูที่หน้าประตู ไม่คิดเลยว่า คนที่มามิใช่เหล่าไท่จวิน แต่เป็นลู่สิงโจวที่มิได้กลับบ้านมาหลายวันแทน
ลู่สิงโจวทำงานในกรมโยธา มักจะทำงานอยู่ข้างนอกตลอด น้อยนักที่จะกลับบ้านสักครา โดยเฉพาะวันที่หิมะตกหนักเช่นนี้
แม่บ้านวั่นคำนับให้ “นายท่านใหญ่…”
ลู่สิงโจวไม่มองนางสักนิด เข้าไปในจวนอย่างรีบร้อนประหนึ่งไฟลน
แม่บ้านวั่นสีหน้าฉงน เดินออกมาถามสารถีว่า “เกิดอะไรขึ้นรึ”
สารถีเอ่ย “มารดาของใต้เท้าหลิวเสียแล้ว”
ใต้เท้าหลิวเป็นเพื่อนร่วมงานของลู่สิงโจว เคยทำงานที่สำนักฮั่นหลิน[1]ด้วยกันมาก่อน มีมิตรภาพส่วนตัวที่แน่นแฟ้น ต่อมาลู่สิงโจวไปทำงานที่กรมโยธา ใต้เท้าหลิวถูกย้ายไปกรมกลาโหม รับตำแหน่งผู้ดูแลในกรมคลัง
อย่าเห็นแต่ว่ายศตำแหน่งของเขาเพียงแค่ขั้นสี่ ทำแต่งานง่ายๆ ที่ได้ผลตอบแทนดีเชียว เพราะพ่อตาของใต้เท้าหลิวเป็นถึงหย่งอันโหว แม่ยายคือฉางอันเสี้ยนจู่[2] นับว่าเป็นบุลคลที่มีหน้ามีตาในเมืองหลวง
ในตอนที่หลิวเหล่าฮูหยินยังแข็งแรง มักจะมาเยี่ยมเยือนเหล่าไท่จวินบ่อยๆ เป็นคนภายนอกเพียงไม่กี่คนที่เหล่าไท่จวินยังคงจดจำได้หลังจากที่สติเลอะเลือน
แม่บ้านวั่นนำข่าวกลับมายังเรือนไห่ถัง
แม่นมหลี่ถอนหายใจยาวเหยียด “ข้าจำได้ว่าใต้เท้าหลิวเป็นบุตรคนสุดท้องของหลิวเหล่าฮูหยิน หลิวเหล่าฮูหยินกับเหล่าไท่จวินรุ่นราวคราวเดียวกัน อายุปูนนี้…ก็นับว่าเป็นเรื่องมงคลขาว[3]แล้ว”
เมิ่งเชียนเชียนเปลี่ยนเป็นอาภรณ์สีขาว “ข้าจะไปส่งท่านผู้เฒ่าแทนท่านย่าทวด”
แม่นมหลี่อย่างไรเสียก็ยังเป็นห่วงสุขภาพเมิ่งเชียนเชียนอยู่ดี ทว่ามาคิดๆ ดูตระกูลหลิวก็อยู่ถนนเส้นเดียวกัน อีกทั้งหากเหล่าไท่จวินอยู่ที่จวน ก็ต้องส่งหลิวเหล่าฮูหยินเดินทางครั้งสุดท้ายนี้เช่นกัน
แม่นมหลี่พยักหน้า “บ่าวกับแม่บ้านวั่นจะไปด้วยกันกับคุณหนูเจ้าค่ะ”
เมิ่งเชียนเชียนกับลู่หมู่มาถึงหน้าประตูบ้านคนแรก
ทั้งคู่ขึ้นรถม้าคันเดียวกัน
เพียงไม่นาน ฮูหยินรองก็พาลู่หลิงหลงตามมา
ความสัมพันธ์ระหว่างบ้านใหญ่กับบ้านรองยามนี้เปราะบางยิ่ง
ฮูหยินรองปากยิ้มตาไม่ยิ้มมองลู่หมู่กับเมิ่งเชียนเชียนที่จับมือกัน “โอ๊ะ พี่สะใภ้ใหญ่ ลูกสะใภ้คนดีของท่านจะหย่ากับลูกชายท่านอยู่แล้ว ไยท่านจึงยังใจดีเพียงนี้ ให้นางนั่งรถม้าของท่านด้วย”
ลู่หมู่สีหน้าเคร่งขรึมเอ่ยว่า “ข้าวเย็นปิดปากเจ้าไม่อยู่ก็ลงไปซะ!”
พี่สะใภ้ใหญ่ผู้นี้เป็นซาลาเปา[4]มาโดยตลอด ยอมทนทำงานและโดนพร่ำบ่นโดยไม่โวยวาย น้อยนักที่จะมีท่าทีแข็งแกร้าวเช่นนี้
ฮูหยินรองเบ้ปาก “มาโกรธอะไรข้าล่ะ ข้ามิได้เป็นคนให้นางโวยวายจะหย่าร้างเสียหน่อย”
ลู่หมู่เอ่ยเสียงเย็นว่า “เจ้ามิได้เป็นคนให้เชียนเชียนหย่ากับเซียวเกอร์ แต่เจ้าแค่ยุยงเซียวเกอร์ให้ขอหย่าภรรยา น้องรองมิได้เตือนเจ้าหรือว่า อย่ามาเล่นงานเซียวเกอร์”
ฮูหยินรองไม่เคยเก็บถ้อยคำของสามีมาใส่ใจอยู่แล้ว ยิ่งไม่มีทางเชื่อฟังคำพูดของลู่หมู่เข้าไปใหญ่
นางแค่นเสียงเฮอะ
ลู่หมู่ไม่สนใจนางอีก
ลู่หลิงหลงสายตาจดจ้องเมิ่งเชียนเชียนไม่ละไปไหนตั้งแต่ขึ้นมาบนรถม้า
นางริษยาในความงามของเมิ่งเชียนเชียน แทบอยากจะกรีดใบหน้าเมิ่งเชียนเชียนที่งดงามกว่านางเป็นร้อยเท่านี้ให้ลายพร้อย!
เหล่าฮูหยินนั่งรถม้าเพียงลำพัง
ลู่สิงโจว ลู่หลิงเซียวและนายท่านรองลู่นั่งรถม้าคันเดียวกัน
คืนนี้มีแขกมาไว้อาลัยมากมาย ส่วนหนึ่งเป็นเพื่อนบ้านถนนสายนี้และเพื่อนร่วมงานของใต้เท้าหลิว ที่เหลือเป็นญาติมิตรของหย่งอันโหวและฉางอันเสี้ยนจู่
เนื่องจากเรื่องนี้เกิดขึ้นอย่างฉุกละหุก ตระกูลหลิวขาดคนงาน แม้กระทั่งโถงจัดพิธีศพยังเพิ่งจะจัดตั้งขึ้น
ใต้เท้าหลิวคุกเข่าอยู่ในโถงจัดพิธี ร้องไห้จนขอบตาบวมแดง
คนตระกูลลู่ไว้อาลัยให้หลิวเหล่าฮูหยินเสร็จ เขาก็โขกศีรษะขอบคุณ
ลู่สิงโจวคุกเข่าทับส้นลงตรงข้ามเขา ตบบ่าเขาปุๆ “อย่าโศกเศร้าไปเลย”
ก่อนจะเอ่ยกับลู่หลิงเซียวและนายท่านองลู่ว่า “พวกเจ้าพาคนรับใช้ในจวนไปช่วยทำเพิงไว้ทุกข์ที”
เขาเป็นขุนนางในกรมโยธา การก่อสร้างเป็นงานถนัดของเขา คนรับใช้ในจวนจึงเชี่ยวชาญในด้านนี้
เขาหันมาเอ่ยกับลู่หมู่ต่อ “เจ้าพาเชียนเชียนไปดูหลิวฮูหยินที่เรือนชั้นในที ถือโอกาสถามว่ามีอะไรให้ช่วยหรือไม่”
ลู่หลิงหลงเอ่ย “ท่านลุงใหญ่ข้าไปด้วย!”
“เจ้าอย่าวุ่นวาย!”
ลู่สิงโจวรู้แจ้งแก่ใจดียิ่ง สตรีในตระกูลลู่มากมายก็จริง แต่มีเพียงลู่หมู่กับเมิ่งเชียนเชียนที่เอาการเอางาน
“อีกเดี๋ยวข้าไปก็ได้ เจ้าไปพักที่ห้องส่วนตัวสักเดี๋ยว” ลู่หมู่เอ่ยกับเมิ่งเชียนเชียน
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยว่า “ท่านย่ากับอาสะใภ้รองจับตาดูอยู่นะเจ้าคะ”
เหล่าฮูหยินกับฮูหยินรองยามนี้กำลังจ้องจับผิดนางอยู่ นางจะให้อีกฝ่ายจับจุดอ่อนมิได้เด็ดขาด
ลู่หมู่เอ่ยอย่างสงสารว่า “วุ่นงานทั้งคืน ข้ากลัวว่าเจ้าจะไม่ไหว”
ในขณะที่ทั้งคู่กำลังพูดคุยกันนั้น เสียงประกาศแจ้งก็ดังกังวานขึ้นไม่ไกล
“ผู้บัญชาการใหญ่มาถึงแล้ววว”
[1] สำนักฮั่นหลิน ก่อตั้งในช่วงต้นราชวงศ์ถัง เป็นองค์กรที่มีหน้าที่ดูแลราชสำนัก โดยมีการจัดหาผู้มีความสามารถในด้านวรรณกรรม การพยากรณ์ การแพทย์ พระสงฆ์และเต๋า ศิลปะการเขียนและวาดภาพ รวมถึงการเล่นหมากรุก เพื่อร่วมรับใช้จักรพรรดิในงานเลี้ยงและความบันเทิง ซึ่งไม่ใช่องค์กรทางการอย่างเป็นทางการ เมื่อเข้าสู่ช่วงราชวงศ์ซ่ง สำนักฮั่นหลินกลายเป็นหน่วยงานทางการและเชื่อมโยงกับระบบการสอบคัดเลือกข้าราชการ
[2] เสี้ยนจู่ ตำแหน่งองค์หญิงหรือท่านหญิง ขึ้นอยู่กับการสืบสายเลือดทางบิดากับจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน เป็นตำแหน่งเชื้อพระวงศ์หญิงลำดับที่ 4 ผู้ที่ได้รับตำแหน่งนี้ต้องเป็นพระธิดาในจวิ้นอ๋องกับพระชายาเอก หรือพระธิดาในผู้สืบทอดชินอ๋องกับพระชายาเอก
[3] เรื่องมงคลขาว การเสียชีวิตตามธรรมชาติของผู้สูงอายุ
[4] ซาลาเปา ภาษาอินเตอร์เน็ต เปรียบเปรยถึงคนที่กล้ำกลืนความโกรธไว้ในใจ อ่อนแอถูกกลั่นแกล้งแต่ก็ไม่ยอมสู้กลับ