เกิดใหม่เป็นยอดดวงใจขุนนางจอมโฉด - ตอนที่ 55 เป่าซูอยากมีครอบครัวพ่อแม่ลูก
เมิ่งเชียนเชียนกับลู่หมู่ฝีเท้าชะงัก
ลู่หมู่เอ่ยอย่างตกใจ “ไม่คิดเลยว่าผู้บัญชาการใหญ่จะมาด้วย”
เมิ่งเชียนเชียนครุ่นคิดก่อนเอ่ยว่า “งานเลี้ยงหยิบของเสี่ยงทายที่จวนผู้บัญชาการประจำนครหลวงเมื่อคราวก่อน ใต้เท้าหลิวก็ไปเจ้าค่ะ”
แม้ว่านางจะมิได้ปรากฏตัวที่งานเลี้ยง แต่ลู่สิงโจวนั่งรถม้าของใต้เท้าหลิวไป นางเห็นกับตา
ลู่หมู่ไม่รู้เรื่องในราชสำนัก ย่อมไม่รู้ว่าลู่หยวนตั้งใจจะฮุบอำนาจทางการทหาร หากมองจากฐานะทางสังคมเพียงอย่างเดียว ตระกูลหลิวไม่นับว่าเป็นตระกูลใหญ่เก่าแก่มีชื่อเสียง และไม่เคยไปมาหาสู่กับจวนผู้บัญชาการประจำนครหลวง ลู่หมู่นึกเพียงว่าผู้บัญชาการใหญ่เห็นแก่หน้าหย่งอันโหว
นางนึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงมองไปหน้าประตู
เมิ่งเชียนเชียนถามว่า “ท่านแม่ มีอะไรหรือ”
ลู่หมู่ส่ายหน้า “ไม่มีอะไร ไปกันเถิด”
ทั้งคู่ไปพบหลิวฮูหยินที่ห้องบัญชี หลิวเหล่าฮูหยินเป็นแม่สามีที่ดี แม่สามีจากไป หลิวฮูหยินจึงเสียใจจากใจจริง
“จากไปท่ามกลางความฝัน…ยังถือว่าไปอย่างสงบ” หลิวฮูหยินสะอื้นเอ่ย
ลู่หมู่ปลอบใจนางอยู่พักหนึ่ง ก่อนเริ่มช่วยนางจัดการงานศพของท่านผู้เฒ่า
……
อีกด้านหนึ่ง หย่งอันโหวไปต้อนรับผู้บัญชาการใหญ่ถึงหน้าประตูใหญ่ด้วยตัวเอง บรรดาขุนนางต่างคำนับให้ลู่หยวน
“ทุกท่านไม่ต้องมากพิธี วันนี้ข้ามาเพื่อไว้อาลัยให้หลิวเหล่าฮูหยิน”
ลู่หยวนเอ่ยจบ ก็พาซ่างกวนหลิง ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรเข้าไปในโถงจัดพิธี
ในอ้อมแขนซ่างกวนหลิงยังอุ้มเด็กหญิงตัวน้อยนุ่มนิ่มเอาไว้ด้วยอีกคน
ครั้นออกมาจากโถงทำพิธี ก็เห็นลู่หยวนมีทีท่าจะรั้งอยู่ต่อ หย่งอันโหวจึงรีบเอ่ยกับลู่หยวนอย่างเกรงใจว่า “ผู้บัญชาการใหญ่ เชิญทางนี้”
แขกเหรื่อที่เดินทางมาในคืนนี้ ส่วนใหญ่ล้วนอยู่เฝ้าศพหลิวเหล่าฮูหยินข้ามคืนด้วยกันกับเจ้าภาพ เพียงแต่ผู้บัญชาการใหญ่ท่านนี้มีงานที่ต้องจัดการมากมาย ซ้ำยังไม่สนใจกฎระเบียบ เขาไหนเลยจะคิดว่าอีกฝ่ายจะรั้งอยู่เฝ้าศพข้ามคืนด้วยกัน
ผู้บัญชาการใหญ่ยอมลดตัวลงมา เขากับตระกูลหลิวย่อมมิอาจเมินเฉยต่อผู้บัญชาการใหญ่
หมู่นักบวชเริ่มทำพิธี คนตระกูลหลิวยิ่งร้องไห้หนัก แขกเหรื่อทั้งหลายทยอยมาถึงกันอย่างต่อเนื่อง หย่งอันโหวจำต้องหาเวลาปลีกตัวมาจัดหาเพิงที่นั่งเดี่ยวให้ลู่หยวน และกำชับพ่อบ้านตระกูลหลิวว่า ห้ามพาแขกคนอื่นเข้ามาในเพิงที่นั่งนี้อีก
คนรับใช้ของตระกูลหลิวยกกระถางถ่านเข้ามา
ตระกูลหลิวไม่มีสิทธิ์ได้ใช้ถ่านหงหลัว พวกเขาใช้ถ่านเงินแทน แม้แต่สิ่งเหล่านี้หย่งอันโหวก็เป็นคนนำมาต้อนรับแขกทรงเกียรติผู้นี้โดยเฉพาะ
ลู่หยวนเพิ่งจะนั่งลง
เจ้าก้อนน้อยในอ้อมแขนซ่างกวนหลิงก็ทนไม่ไหวแล้ว ออกแรงชี้ไปด้านนอก ราวกับผีเสื้อกลางคืนน้อยตัวอ้วนที่กำลังกระพือปีก แอ้! แอ้!
ซ่างกวนหลิงไม่ไหวติง
แอ๊!
เป่าซูเดือดดาลขึ้นมาแล้ว
ซ่างกวนหลิงเอ่ย “เจ้าดุข้าไปก็เปล่าประโยชน์ ข้าเดินส่งเดชมิได้ ให้พ่อเจ้าไป”
เป่าซูหันมองบิดาตนอย่างขุ่นเคือง
ลู่หยวนดื่มชาอย่างไม่แยแส ท่าทาง ‘ไม่เกี่ยวอะไรกับข้า’
เป่าซูกำหมัดน้อยๆ แน่น
……
ทางด้านโถงจัดพิธี นักบวชที่เชิญมาเริ่มทำพิธีแล้ว
เมิ่งเชียนเชียนเข้าเพิงนั้นออกเพิงนี้ ต้อนรับแขกสตรีที่มาเฝ้าศพข้ามคืน
ประเพณีของรัชสมัยนี้ไม่ได้อนุรักษ์นิยมเท่ารัชสมัยก่อน เพิงที่นั่งของแขกชายกับแขกหญิงจัดตั้งไว้ที่เดียวกัน ตรงกลางมีแปลงดอกไม้เล็กๆ กั้นอยู่
เนื่องจากอากาศหนาวเย็น เพื่อมิให้หิมะสาดเข้ามา จึงปล่อยม่านของแต่ละเพิงที่นั่งลง
เมิ่งเชียนเชียนเพิ่งจะออกมาจากเพิงที่นั่ง ก็เจอกับหวังฮูหยินพอดี
หวังฮูหยินร้องไอ้หยาคำหนึ่ง “เหตุใดเจ้าไม่พักผ่อนอยู่ที่บ้าน มาทำอะไรที่นี่”
สาวใช้ตระกูลหลิวยกจานขนมมาพลางถามว่า “ฮูหยินน้อยลู่ ขนมจานนี้ส่งไปตรงไหนเจ้าคะ”
“ตรงนั้น”
เมิ่งเชียนเชียนชี้เพิงที่นั่งทางตะวันออก
“เจ้าค่ะ” สาวใช้จากไป
หวังฮูหยินเอ่ย “ยังมาช่วยงานอีก เจ้าไหวหรือ”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยเสียงแผ่ว “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ฮูหยินเข้ามานั่งสิ”
เพียงไม่นาน ฮูหยินน้อยหลิวก็เข้ามาในเพิงที่นั่งอย่างร้อนใจ “น้องเมิ่ง ข้าไม่ไหวแล้ว ทางนั้นมีเด็กน้อยร้องไห้หนักนัก ปลอบอย่างไรก็ปลอบไม่อยู่”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ย “ข้าไปดูหน่อย”
นางเอ่ยกับหวังฮูหยิน “ฮูหยิน ข้าขอตัวก่อนนะเจ้าคะ”
ฮูหยินน้อยหลิวรั้งอยู่ต้อนรับหวังฮูหยิน ส่วนเมิ่งเชียนเชียนไปยังเพิงที่นั่งที่ฮูหยินน้อยหลิวบอก (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
เมื่อนางเข้าไป จึงได้พบว่าเจ้าก้อนน้อยที่ร้องไห้จ้าคนนั้นคือเป่าซู
แม่หนูน้อยกำลังถูกแม่นมอุ้มอยู่ในอ้อมอก แม่นมคนนี้เป็นแม่นมที่แขกคนอื่นพามา นางมาช่วยปลอบกล่อม แต่ขนาดแม่นมที่มีประสบการณ์โชกโชนเช่นนี้ยังปลอบเป่าซูไม่อยู่แม้แต่น้อย
“ให้ข้าเถิด” เมิ่งเชียนเชียนก้าวขึ้นหน้าเอ่ยบอก
แม่นมคิดจะลองใจ ส่งเด็กให้นาง
ใครจะคิด แม่หนูน้อยหยุดร้องจริงๆ ซ้ำยังกระดิกขาน้อยๆ ดิกๆ อยู่ในอ้อมแขนเมิ่งเชียนเชียนด้วย
แม่นมมึนงงไปหมดแล้ว!
สาวใช้ตระกูลโจวเดินมาหา “แม่นม คุณชายน้อยร้องเจ้าค่ะ”
มีแค่คุณชายน้อยตระกูลโจวคนเดียวที่ไหน เด็กน้อยทุกคนในที่นี้ได้ยินเป่าซูร้องก็พากันร้องตามหมด
ที่น่าโมโหกว่านั้นก็คือ เด็กคนอื่นร้องกันจ้าละหวั่น นางกลับหยุดร้องก่อนเพื่อนแล้ว
ลู่หยวนแค่นเสียงเฮอะ
เป่าซูเชิดหน้าน้อยๆ ขึ้นอย่างเย่อหยิ่ง
คล้ายกำลังเอ่ยว่า นางร้องด้วยศักยภาพตัวเอง ไม่ขายหน้า!
แม่นมกลับไปปลอบเด็กบ้านตัวเองแล้ว
เมิ่งเชียนเชียนเดินไปหาลู่หยวนบนที่นั่ง ก่อนคำนับให้ “คารวะผู้บัญชาการใหญ่”
ลู่หยวนในคืนนี้สวมชุดสีดำตลอดร่าง ลดทอนความดึงดูดใจและความลึกลับไปหลายส่วน แต่มีความเย็นชาอันเคร่งขรึมเพิ่มขึ้น
ลู่หยวนส่งเสียงอืมนิ่งๆ
เมิ่งเชียนเชียนคำนับให้ซ่างกวนหลิง “คารวะใต้เท้าผู้บัญชาการ”
ซ่างกวนหลิงประสานหมัด “ฮูหยินน้อยลู่เกรงใจแล้ว”
เป่าซูชี้ไปที่เก้าอี้ แล้วก็ชี้เท้าน้อยๆ ข้างหนึ่งของตน
เมิ่งเชียนเชียนกระจ่าง นางนั่งลงบนเก้าอี้
เก้าอี้ตัวนี้แตกต่างกับของเพิงที่นั่งอื่น ไม่เพียงปูด้วยเบาะรองนุ่ม ยังมีหมอนอิงหนานุ่มด้วย ร่างกายอันเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าของนางพลันสบายขึ้นไม่น้อย
นางจับเท้าของเป่าซูไว้ “เท้าเจ้าเป็นอะไรหรือ”
เป่าซูเรียกน้ำตามาทันใจนึก พลันทำท่าน้อยอกน้อยใจในความไม่เป็นธรรมขึ้นมา
เมิ่งเชียนเชียนถอดรองเท้าหัวพยัคฆ์ของนางออกแผ่วเบา “จริงสิ เจาเจาต้องไปเล่นกับทางเยี่ยนเหนียงจื่อสามวันมิใช่หรือ นี่เพิ่งจะวันเดียวเองก็กลับมาแล้ว?”
เอ่ยจบ ถุงเท้าของแม่หนูน้อยก็ถูกถอดออก เผยให้เห็นเท้าน้อยๆ บวมเป่งดุจหมั่นโถว
เมิ่งเชียนเชียนขมวดคิ้ว “นี่มัน…โดนผึ้งต่อยรึ”
แม่หนูน้อยพยักหน้าอย่างน้อยใจ
ลู่หยวนเอ่ยเสียงเย็น “เฮอะ เจ้ายังมีหน้ามาน้อยใจอีก”
เมิ่งเชียนเชียนสีหน้าฉงนหันมองลู่หยวนกับซ่างกวนหลิง
ซ่างกวนหลิงเล่าว่า “เฮ้อ เยี่ยนเหนียงจื่อพาคุณหนูเป่าซูกลับไปที่หอหมื่นบุปผาตั้งแต่เช้า เพิ่งไปได้หนึ่งชั่วยาม นางก็ทำจานหยกโบราณที่เยี่ยนเหนียงจื่อเก็บรักษาไว้แตกแล้ว ชาดแดงก็แช่น้ำ ดินสอเขียนคิ้วก็เผาถ่าน…หากมันแค่นี้ก็แล้วไปเถิด ไม่รู้นางทำอีท่าไหน ยังปล่อยผึ้งพิษที่เยี่ยนเหนียงจื่อเลี้ยงไว้ออกมาด้วย”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”
เมิ่งเชียนเชียนสูญเสียการรับกลิ่นและรับรสชั่วคราว จึงดมกลิ่นยาบนแผลของแม่หนูน้อยไม่ออก ทว่านางสามารถมองออกได้ว่าได้ทายาไปแล้ว
“คงเจ็บน่าดู”
ทายาก็ยังเจ็บอยู่ดี
เป่าซูพยักหน้า มุดเข้าอ้อมอกนางเพื่อหาอ้อมกอด
ซ่างกวนหลิงมุมปากกระตุก “คุณหนูเป่าซูแค่โดนผึ้งตัวที่ไร้พิษต่อยทีเดียว แต่เยี่ยนเหนียงจื่ออนาถนัก เพื่อจะจับนาง สองมือโดนผึ้งพิษต่อยจนบวมเป็นอุ้งเท้าหมีแล้ว บรรดาสาวๆ ในหอหมื่นบุปผาก็โดนต่อยกันหมด แต่ละคนหน้าบวมเป็นหัวสุกร พบหน้าใครมิได้แล้ว”
หอหมื่นบุปผาเปิดกิจการมาหลายปี แม้แต่ ‘ให้ที่พักพิง’ แก่สายลับเป่ยเหลียงยังทำให้ปิดร้านมิได้ แม่หนูน้อยไปทีเดียว ทำเอาทั้งหอปิดประตูไม่รับแขกทันที
เมิ่งเชียนเชียนหันมองเป่าซูที่อยู่ในอ้อมแขนอย่างจริงจังสุดจะเปรียบ
เป่าซูกะพริบตาปริบๆ อย่างไร้เดียงสา ยกเท้าน้อยๆ ที่บาดเจ็บขึ้นมา
ราวกับกำลังบอกว่า บาดเจ็บอยู่ น่าสงสารนะ
เมิ่งเชียนเชียนรั้งอยู่ดูแลเป่าซูที่เพิงที่นั่ง
ถ่านเงินในเพิงที่นั่งเปลี่ยนเป็นถ่านหงหลัวไร้ควันตั้งแต่เมื่อใดก็มิทราบ ภายในเพิงอบอุ่นขึ้นมา ไม่ทันไรหนึ่งเด็ก หนึ่งผู้ใหญ่ก็ง่วงงุนกันขึ้นมา ก่อนจะผล็อยหลับไป
ลู่หยวนสีหน้าเย็นเยียบดุจน้ำแข็งลุกขึ้น
ซ่างกวนหลิงสะดุ้ง “ผู้บัญชาการใหญ่”
ลู่หยวนเอ่ย “ออกไปเดินเล่น”
ซ่างกวนหลิงมองเมิ่งเชียนเชียนที่อุ้มเป่าซูนั่งหลับบนเก้าอี้ ก่อนพยักหน้าเอ่ยว่า “ขอรับ!”
บุรุษทั้งสองออกมาจากเพิงที่นั่ง ชิงซวงปรากฏกายออกจากที่ลับ เฝ้าอยู่หน้าเพิงที่นั่ง