เกิดใหม่เป็นยอดดวงใจขุนนางจอมโฉด - ตอนที่ 6 จัดพิธีหยิบของเสี่ยงทายให้บุตรสาว
ลู่หลิงหลงตั้งแต่เล็กจนโตไม่เคยถูกใครแตะต้องแม้แต่ผมสักเส้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการโดนตบหน้าเลย
แก้มซ้ายของนางพลันแสบร้อน เจ็บสุดจะบรรยาย แต่ที่มากกว่านั้นคือตกตะลึง
“เจ้าตบข้ารึ”
นางยกมือขึ้นตบคืนทันที
เพียะ!
เมิ่งเชียนเชียนฟาดแก้มขวาของนางต่อ
ครานี้ลู่หลิงหลิงโดนตบจนเซ่อไปโดยสมบูรณ์
นี่ยังใช่พี่สะใภ้อ่อนแอที่ถูกตนรังแกก็ไม่กล้าส่งเสียงสักแอะผู้นั้นอยู่หรือไม่
ตนไม่ได้ตาฝาดไปกระมัง
ความเจ็บแปลบบนสองแก้ม เตือนสติลู่หลิงหลงว่าทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นเรื่องจริง ตนโดนพี่สะใภ้อ่อนแอผู้นี้ตบหน้าจริงๆ
“เจ้ากล้าตบข้า เมิ่งเชียนเชียนเจ้าเสียสติไปแล้ว!”
“ตบได้ดี! ตบได้ดี!”
เหล่าไท่จวินกระโดดออกมาจากหลังภูเขาจำลอง นางอยากจะแอบย่องไปถีบเสริมให้สักสองหน แต่โดนเมิ่งเชียนเชียนดึงไว้
ลู่หลิงหลงโมโหยกใหญ่ “ท่านย่าทวด!”
เหล่าไท่จวินแลบลิ้นใส่ แบร่ๆๆ
เมิ่งเชียนเชียนถามลู่หลิงหลงเสียงเรียบ “จะเอาอีกหรือไม่”
ลู่หลิงหลงกัดฟันกรอด
ขณะนั้นเอง ลู่หลิงเซียวก็มา
“ท่านย่าทวด”
เขาคารวะให้เหล่าไท่จวินก่อน
ลู่หลิงหลงพลันเหมือนเจอดาวช่วยชีวิต ขอบตาแดงก่ำ กอดแขนเขาร้องไห้ขึ้นมา “พี่ใหญ่! ท่านต้องตัดสินให้ข้านะ! พี่สะใภ้นางรังแกข้า! ท่านดูสินางตบข้าจนสภาพเช่นไร…โอ๊ยยย”
โอ๊ยยย
เหล่าไท่จวินหย่อนก้นลงนั่งบนพื้น เตะขาไปมา ร้องโอดโอยจนกลบเสียงร้องของลู่หลิงหลง “ฮือออ นางตีข้า! นางตีข้า!”
ลู่หลิงเซียวรีบชักแขนออก คุกเข่ากับพื้นข้างหนึ่ง ประคองไหล่เหล่าไท่จวินมาพินิจมองตั้งแต่หัวจรดเท้า “ท่านย่าทวด ใครตีท่านหรือ บาดเจ็บหรือไม่ เจ็บหรือไม่”
เหล่าไท่จวินยกมือชี้ลู่หลิงหลง “นาง”
ลู่หลิงหลงตะลึง “ท่านย่าทวด! ข้าไปตีท่านเมื่อใดกัน”
ลู่หลิงหลงถอนใจ “ท่านย่าทวด หลิงหลงไม่มีทางตีท่านหรอกนะขอรับ”
ลู่หลิงหลงไม่ได้ขวัญกล้าเพียงนั้น
เหล่าไท่จวินแววตาเร้นวาบ ก่อนเอ่ยอย่างหนักแน่นมีเหตุผลว่า “นางตีเชียนเชียน ก็เหมือนกับตีข้า!”
ลู่หลิงหลงเดือดดาล “ข้าไม่ได้ตีนาง!”
เหล่าไท่จวินหน้าเคร่ง “เจ้าตี เจ้าดึงผมเชียนเชียน เพราะเชียนเชียนไม่ซื้อเสื้อผ้าให้เจ้า”
ลู่หลิงหลงกระทืบเท้า “ข้าดึงไม่โดนด้วยซ้ำ นางก็ฟาดหน้าข้าแล้ว!”
เหล่าไท่จวินเอ่ยกับลู่หลิงเซียว “เจ้าดูสิ”
ลู่หลิงหลงมึนงงไปแล้ว
ท่านย่าทวดสติไม่ดีคนนี้ ไฉนยามนี้จึงไม่บ้าแล้วเล่า…
“ท่านย่าทวด พื้นมันเย็น ลุกขึ้นก่อนขอรับ”
ลู่หลิงเซียวพยุงเหล่าไท่จวินให้ลุกขึ้น จากนั้นหันมองดุญาติผู้น้องที่โดนตามใจจนเคยตัว
เขาเป็นแม่ทัพที่เคยสังหารคนในสนามรบมาก่อน แววตานี้ทำเอาลู่หลิงหลงตกใจจนตัวสั่น
“พะพี่ใหญ่…”
ลู่หลิงเซียวตีหน้าเคร่งเอ่ยว่า “นางเป็นพี่สะใภ้เจ้า ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็ไม่ควรไม่เคารพนาง”
ลู่หลิงหลงไม่ยอม “แล้วที่นางตบข้าล่ะท่านจะว่าอย่างไร”
ลู่หลิงเซียวเอ่ย “เจ้าไร้มารยาท คนเป็นพี่สะใภ้ย่อมต้องอบรมเจ้า”
ลู่หลิงหลงน้ำตาร่วงอย่างน้อยใจ “ข้าไม่ชอบพี่ใหญ่อีกต่อไปแล้ว!”
เอ่ยจบ นางก็ปาดน้ำตาเดินออกไปโดยไม่เหลียวมามองอีก
ลู่หลิงเซียวขมวดคิ้ว ถอนหายใจยาวเหยียด เอ่ยกับเมิ่งเชียนเชียนว่า “อารองกับอาสะใภ้มีหลิงหลงเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียว จึงตามใจไปหน่อย เจ้าเป็นพี่สะใภ้ก็ใจกว้างขึ้นหน่อย หากนางล่วงเกินเจ้า เจ้าอบรมด้วยวาจาก็พอ อย่าลงไม้ลงมืออีก”
เมิ่งเชียนเชียนปรายตามองเขานิ่งๆ “ท่านย่าทวด พวกเราไปกันเถิด ไปเล่นตรงนั้น”
เหล่าไท่จวินถลึงตาใส่ลู่หลิงเซียวอย่างแรง “ไปเล่นตรงนั้น!”
หนึ่งเด็กสาว หนึ่งหญิงชราพากันจากไปอย่างสง่า
ลู่หลิงเซียวสีหน้างงงวย
เขาเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย ไฉนจึงเหมือนจะทำไม่ถูกใจทั้งสองฝ่ายเลยเล่า
ทางด้านฮูหยินรองพอทราบว่าบุตรสาวโดนเมิ่งเชียนเชียนตบหน้าไปสองฉาดใหญ่ ก็โมโหจนแทบจะพุ่งไปตบเมิ่งเชียนเชียนคืน
ทว่ามานึกได้ว่ายามนี้เมิ่งเชียนเชียนอยู่ด้วยกันกับเหล่าไท่จวิน นางจึงใจฝ่อขึ้นมา
นางตบหน้าเมิ่งเชียนเชียนได้ แต่นางไม่อาจตบหน้าเหล่าไท่จวินนี่นา
“เจ้าไป!”
นางผลักสามีอย่างรำคาญ
นายท่านรองลู่กำลังเอกเขนกหยอกนกอยู่บนเก้าอี้หวาย ถามขึ้นอย่างฉงนว่า “ทำอะไรของเจ้า”
ฮูหยินรองเอ่ย “ไปสั่งสอนเด็กนั่น!”
นายท่านรองลู่แค่นเสียงเฮอะ “ข้าไม่ไป”
ฮูหยินรองโมโหจนตาแทบถลน “หลิงหลงยังเป็นลูกสาวในไส้ของเจ้าอยู่หรือไม่”
นายท่านรองลู่เอ่ยอย่างไม่แยแสสักนิด “นางรังแกแม่หนูเมิ่งไปไม่น้อย ได้บทเรียนแล้ว”
ฮูหยินรองทุบกำปั้นใส่เขา “เจ้าอยากให้ข้าโมโหตายรึ!”
นายท่านรองลู่เป็นคนไร้ซึ่งความทะเยอทะยาน ใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่หยอกนกก็ชนไก่ เรื่องสำคัญเขาไม่ยุ่งเกี่ยวเลย
ฮูหยินรองลอบกัดฟันกรอด “ไฉนข้าจึงแต่งให้คนไร้ประโยชน์เยี่ยงเจ้าด้วย!”
นายท่านรองลู่เอ่ย “โอ๊ย ข้าไม่ได้หูหนวกนะ”
ฮูหยินรองข่มเพลิงโทสะไว้ นั่งลงข้างกายเขา “เจ้าก็คิดวิธีหน่อยสิ”
นายท่านรองลู่ขมวดคิ้วเอ่ย “เด็กสองคนทะเลาะกัน เจ้าไปยุ่งอะไรด้วยเล่า”
“ข้าไม่ได้หมายถึงเรื่องของหลิงหลง” ฮูหยินรองมองไปรอบๆ ก่อนจะโบกมือไล่สาวใช้
สาวใช้ออกไปอย่างรู้ความ
ฮูหยินรองขยับมาใกล้สามีก่อนกระซิบว่า “เซียวเกอร์ตายไปห้าปีแล้ว บ้านใหญ่ไร้ทายาท เดิมทีกิจการของตระกูลลู่และสินเจ้าสาวของเด็กนั่นต้องตกเป็นของพวกเราบ้านรอง ยามนี้เซียวเกอร์กลับมาแล้ว ของที่ควรได้ก็หลุดมือไปแล้ว”
นายท่านรองลู่หาวหวอด “เจ้าวางใจเถิด เซียวเกอร์ไม่กลับมาก็ตกไม่ถึงมือพวกเราอยู่ดี”
ฮูหยินรองถามอย่างประหลาดใจ “หมายความว่าอย่างไร”
นายท่านรองลู่หันหลังให้นาง “ไม่มีอะไร”
ราตรีมาเยือน
ลู่สิงโจวกลับมาถึงตระกูลลู่
เขาทำงานอยู่ในกรมโยธา งานยุ่งนัก ซ้ำยังควบคุมการก่อสร้างตำหนักและจวนต่างๆ รวมถึงถนนหนทางตลอดทั้งปี จะได้กลับบ้านเฉพาะช่วงวันหยุดเท่านั้น
ห้าปีผ่านไป พ่อลูกได้พบหน้ากันอีกครั้ง
“ท่านพ่อ!”
ภายในห้องหนังสือ ลู่หลิงเซียวคุกเข่าคำนับให้อย่างแรง
“ลุกขึ้น” ลู่สิงโจวพยุงเขาลุก “กลับมาก็ดีแล้ว”
สองพ่อลูกพูดคุยกันโดยมากจะเป็นเรื่องงาน ซึ่งแตกต่างจากบรรดาสตรีในบ้านที่จะถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกัน
“ตอนนั้นหลังจากที่ลูกแกล้งตายก็เข้าไปแทรกซึมเป่ยเหลียง หลบซ่อนอยู่ที่หวังตูสี่ปี จากนั้นก็ตีนอกประสานในกับแม่ทัพใหญ่หัน สังหารหรงอันอ๋องแห่งเป่ยเหลียง จับเป็นขุนนางใหญ่ขั้นสามของเป่ยเหลียงได้สิบสองคน”
ลู่สิงโจวพยักหน้าอย่างพอใจ “หรงอันอ๋องเป็นเทพสงครามของเป่ยเหลียง เจ้าสังหารเขา คุณูปการนี้ไม่สูงคงไม่ได้ มิน่าเล่าฝ่าบาทจึงแต่งตั้งเจ้าเป็นแม่ทัพเจิ้นเป่ย เจ้าเจอเชียนเชียนแล้วกระมัง”
“เจอแล้วขอรับ” ลู่หลิงเซียวเอ่ย
ลู่สิงโจวเอ่ย “เป็นขุนนางในราชสำนักนั้น แตกต่างกับการทำศึกที่ชายแดน ทุกการเคลื่อนไหวของเจ้า ล้วนแต่มีผู้คนนับไม่ถ้วนจับตามอง พู่กันในมืออาลักษณ์หลวงนั้นไม่ธรรมดา พ่อหวังว่าเจ้าจะไม่ทำผิดพลาด”
ลู่หลิงเซียวชะงัก ก่อนเอ่ยว่า “ท่านพ่อ ข้ากับหว่านเอ๋อร์ชอบพอกันด้วยใจจริง ชั่วชีวิตนี้จะไม่ทรยศต่อกันเด็ดขาด”
ลู่สิงโจวเอ่ย “บุรุษนั้น ต้องให้ความสำคัญต่อภรรยาเอกเป็นหลัก”
ลู่หลิงเซียวหันหน้าหนี “ท่านพ่อได้แต่งกับสตรีที่ตัวเองรักย่อมพูดได้”
บิดามารดารักใคร่กลมเกลียว เขาย่อมรู้ดี
บิดาเขาชั่วชีวิตนี้ไม่มีสาวใช้ต้นห้อง ไม่มีอนุภรรยา มีเพียงภรรยาเอกคนเดียว หักใจให้นางทรมานกับการคลอดบุตรไม่ลง พอเขาลืมตาดูโลก ก็ไม่ให้มารดามีบุตรอีก
ลู่สิงโจวเอ่ย “ไม่คุยเรื่องนี้แล้ว ข้ากลับมาครานี้ เพราะมีอีกเรื่องหนึ่ง พรุ่งนี้จวนผู้บัญชาการประจำนครหลวงจะจัดงานเลี้ยง เจ้าให้เชียนเชียนเตรียมตัวด้วย ข้ากับแม่เจ้าจะพาเจ้ากับเชียนเชียนไปร่วมงานเลี้ยงที่จวนผู้บัญชาการประจำนครหลวง”
ลู่หลิงเซียวเอ่ยอย่างฉงนว่า “พวกเราไม่เคยไปมาหาสู่กับจวนผู้บัญชาการประจำนครหลวงเลย งานเลี้ยงอะไรหรือขอรับ”
ลู่สิงโจว “งานเลี้ยงหยิบของเสี่ยงทาย[1]”
ลู่หลิงเซียว “ใครหยิบของเสี่ยงทายรึ”
ลู่สิงโจว “บุตรสาวของผู้บัญชาการใหญ่ลู่”
ลู่หลิงเซียวตกใจกว่าเดิม “เขามีลูกแล้วหรือ เขาไม่เคยแต่งงานมิใช่หรือ”
อันที่จริงผู้บัญชาการใหญ่ประจำนครหลวงผู้นี้ถึงวัยครองเรือนตั้งนานแล้ว ทว่าไม่ทราบด้วยเหตุใดจึงไม่แต่งภรรยาเสียที ได้ยินว่าเขาเจ้าชู้ประตูดิน เหลวไหลไม่บันยะบันยัง ไม่มีแม่นางดีๆ ที่ไหนกล้าแต่งกับเขา
[1] หยิบของเสี่ยงทาย เมื่อเด็กอายุครบ 1 ปี ผู้ใหญ่จะจัดหาสิ่งของมีค่าต่างๆ มาให้เด็กเลือกหยิบจับ เพื่อเป็นการทายว่าเด็กสนใจในสิ่งไหน โตขึ้นมาจะทำอาชีพอะไร ซึ่งวัตถุที่ใช้กันทั่วไปที่นิยมมาแต่อดีตก็คือ ปากกา หมึก กระดาษ หินหมึก ลูกคิด เหรียญ หนังสือ ตราประทับจีน