เกิดใหม่เป็นยอดดวงใจขุนนางจอมโฉด - ตอนที่ 7 อุ้มเด็กเป็นหรือไม่
ลู่สิงโจวครุ่นคิดก่อนเอ่ย “เรื่องที่ผู้บัญชาการใหญ่ลู่มีลูกนั้น ปกปิดไว้มิดชิดเสียยิ่งกว่าข่าวการตายของเจ้าอีก ก่อนหน้านี้ไม่มีข่าวลือเล็ดลอดออกมาเลยแม้แต่น้อย”
เขาหยุดเว้นครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยอีกว่า “อันที่จริงก็ใช่ว่าเขาจงใจปิดบัง แต่เรื่องที่เกี่ยวกับเขา ตราบใดที่เขาไม่อยากบอก ก็ไม่มีผู้ใดสืบรู้ได้”
ลู่หลิงเซียวขมวดคิ้ว “ยังมีองครักษ์เสื้อแพรมิใช่หรือ”
ลู่สิงโจวถอนใจ “องครักษ์เสื้อแพรกลายเป็นลูกน้องของเขาตั้งนานแล้ว”
ลู่หลิงเซียวไม่อยากจะเชื่อ “เป็นไปได้อย่างไร…”
องครักษ์เสื้อแพรขึ้นตรงต่อฮ่องเต้แต่ละรัชสมัย แต่ไหนแต่ไรมาจะฟังเพียงคำสั่งของโอรสสวรรค์เท่านั้น
ลู่สิงโจวสีหน้าซับซ้อนทอดมองสีรัตติกาลนอกหน้าต่าง “บัดนี้ฝ่าบาทเป็นเพียงเด็กน้อยวัยยังไม่ถึงสิบชันษา ผู้บัญชาการใหญ่ลู่อ้างว่าโอรสสวรรค์ยังเยาว์ ขันอาสาดูแลองครักษ์เสื้อแพรแทน บอกว่ารอให้ถึงวันที่โอรสสวรรค์นั่งปกครองด้วยองค์เอง ก็จะคืนอำนาจการดูแลองครักษ์เสื้อแพรแก่โอรสสวรรค์”
ลู่หลิงเซียวเอ่ยเสียงเย็น “ถ้อยคำไร้สาระพรรค์นี้ก็กล้ากล่าวออกมาได้ พวกขุนนางก็เชื่อหรือ”
ลู่สิงโจวเอ่ย “เชื่อแล้วอย่างไร ไม่เชื่อแล้วอย่างไร”
ลู่หลิงเซียวหมดคำจะพูด
เขาไม่คิดเลยว่าเพิ่งจะผ่านไปแค่ห้าปี ผู้บัญชาการใหญ่ลู่ก็กุมอำนาจราชสำนักไว้ในมือแล้ว
ลู่สิงโจวเอ่ยอีกว่า “เขากุมราชสำนักไว้ แต่อำนาจทางการทหารไม่ได้อยู่ในมือเขา ข้าว่า บางทีนี่อาจจะเป็นจุดประสงค์ของงานเลี้ยงวันพรุ่งนี้ หมายจะใช้โอกาสนี้ดึงตัวขุนนางผู้มีความดีความชอบที่เพิ่งกลับมาจากชายแดนเอามาเป็นพวก”
ลู่หลิงเซียวตะลึง “เพื่อจัดงานเลี้ยงขึ้นมา…ถึงกับมีลูก? นึกไม่ถึงว่าคนผู้นี้จะเหลวไหลได้ถึงเพียงนี้”
ลู่สิงโจวสงบนิ่งกว่าบุตรชาย “ที่เหลวไหลยิ่งกว่านั้นเขาก็เคยทำมาแล้ว ช่างเถิด เรื่องในบ้านเขาไม่ต้องสนใจ คิดหาทางรับมืองานเลี้ยงวันพรุ่งนี้ดีกว่า”
ลู่หลิงเซียวกำหมัดแน่น เอ่ยอย่างแค้นเคืองต่อความไม่เป็นธรรมว่า “ท่านพ่อ ยามลูกรับราชโองการออกศึกได้เคยให้สัตย์สาบานต่อหน้าป้ายวิญญาณบรรพชนแล้วว่า ชั่วชีวิตนี้ขอจงรักภักดีต่อฝ่าบาทเพียงผู้เดียว ลูกไม่มีทางสมัครเป็นพรรคพวกเดียวกันกับขุนนางโฉดพรรค์นี้แน่นอน! รอวันใดโอกาสสุกงอมแล้ว ลูกจะกำจัดหายนะนี้ให้แก่ต้าโจวและฝ่าบาทจงได้!”
สองพ่อลูกออกมาจากห้องหนังสือ ก็เจอเข้ากับเมิ่งเชียนเชียนที่ออกมาจากห้องลู่หมู่พอดี
เมิ่งเชียนเชียนคำนับให้ลู่สิงโจว “ท่านพ่อ”
ลู่สิงโจวพยักหน้า “มาหาแม่เจ้าหรือ”
“อืม”
เมิ่งเชียนเชียนขานรับ
ลู่สิ่งโจวเอ่ยกับบุตรชายว่า “เจ้ากับเชียนเชียนกลับเรือนไห่ถัง รีบพักผ่อนเสีย พรุ่งนี้ต้องวุ่นอีกทั้งวัน”
ความนัยของถ้อยคำนี้ชัดเจนแจ่มแจ้งยิ่ง
ลู่หลิงเซียวมองเมิ่งเชียนเชียนแวบหนึ่ง ก่อนเอ่ยกับลู่สิงโจวว่า “ลูกทราบแล้ว”
ลู่หลิงเซียวย่อมไม่อยู่ค้างที่เรือนไห่ถังอยู่แล้ว เพียงแต่รู้สึกผิดต่อนาง จึงตัดสินใจไปส่งนางก่อน ให้เกียรตินางต่อหน้าคนรับใช้
ไหนเลยจะรู้เพิ่งออกจากเรือนหลัก เมิ่งเชียนเชียนก็เอ่ยกับเขาว่า “ข้ากลับเรือนไห่ถังเองได้ ท่านพี่ตามสบายเถิด”
ลู่หลิงเซียวชะงักงัน
บาดแผลที่เท้าของลู่หมู่ยังไม่หาย เดินในจวนยังพอไหว แต่งานเลี้ยงนางคงไม่ไปแล้ว
เมิ่งเชียนเชียนหลายปีมานี้ครองตนเป็นม่ายอยู่แต่เหย้าเฝ้าแต่เรือน นอกจากไปตามหาเหล่าไท่จวินที่หายตัวไป ก็แทบไม่เคยออกจากจวนเลย ฮูหยินรองจึงคิดจะออกงานเป็นเพื่อนเมิ่งเชียนเชียน
ทว่าหากนางไป นายท่านรองลู่ก็ต้องไปด้วย
นายท่านรองดันไม่ชอบการเข้าสังคมเป็นที่สุด หิ้วกรงนกเผ่นหนีไปแล้ว แทบทำเอาฮูหยินโมโหตาย
ผู้ที่ได้รับเชิญร่วมงานยังมีสหายร่วมงานของลู่สิงโจวอย่างใต้เท้าหลิวด้วย
ใต้เท้าหลิวประจำตำแหน่งในกรมกลาโหม บังเอิญอยู่ใกล้กับตระกูลลู่ ลู่สิงโจวจึงนั่งรถม้าของเขาไปด้วยเลย ทั้งคู่จะได้หารือเรื่องแผนการรับมือระหว่างทางพอดี
เมิ่งเชียนเชียนกับลู่หลิงเซียวนั่งรถม้าคันเดียวกัน
เมิ่งเชียนเชียนเพิ่งจะพาปั้นซย่ามาถึงรถม้า ก็พบว่าหลินหว่านเอ๋อร์กับลี่ว์หลัวก็อยู่ด้วย
ลู่หลิงเซียวกระแอมเบาๆ เอ่ยว่า “หว่านเอ๋อร์อยากออกไปซื้อผ้าสองสามพับมาตัดเสื้อผ้าให้ลูก จึงขอติดรถไปด้วย”
หลินหว่านเอ๋อร์ในอาภรณ์เรียบๆ ตลอดร่าง ดูงดงามสะอาดตา ผมเงาดำขลับถูกรวบขึ้นเป็นมวยเดี่ยวใช้ปิ่นหยกลายดอกบัวปักเอียงๆ มีปรอยปรกลงมาเล็กน้อย
นางไม่พูดจา เอาแต่นั่งหลุบตาเล็กน้อยอยู่ข้างกายลู่หลิงเซียวอย่างนั้น ในความสูงศักดิ์เจือความน่าสงสารไว้หลายส่วน
เมิ่งเชียนเชียนมองด้วยสายตาเย็นเยียบ
ปั้นซย่าสีหน้าทะมึนขึ้น คุณหนูของนางอุตส่าห์ได้ออกจากบ้านด้วยกันกับท่านเขย ปีศาจจิ้งจอกนางนี้ก็ตามกลิ่นมาแล้ว!
นางเอ่ยอย่างโมโห “ท่านเขย! บนรถเหลือเพียงที่นั่งเดียวแล้ว ไม่พอนั่งเจ้าค่ะ!”
ลู่หลิงเซียวหันมองเมิ่งเชียนเชียน “หว่านเอ๋อร์ตั้งครรภ์อยู่ ลี่ว์หลัวต้องดูแลนาง ให้ปั้นซย่ารั้งอยู่เถิด”
ปั้นซย่าตาเบิกโต “ข้ารั้งอยู่ แล้วคุณหนูของข้าเล่า”
ลู่หลิงเซียวเอ่ย “ข้าจะดูแลคุณหนูของเจ้าเอง”
หลินหว่านเอ๋อร์กระตุกแขนเสื้อเขา นางส่ายหน้าให้เขา ก่อนใช้สายตาบ่งบอกลี่ว์หลัวให้ลงจากรถ
ลี่ว์หลัวบ่นว่า “คุณหนู ท่านตั้งครรภ์อยู่จะให้ข้าวางใจอย่างไรเจ้าคะ”
หลินหว่านเอ๋อร์ทำภาษามือ : ร้านอยู่ไม่ไกล เจ้าเดินไป
ลี่ว์หลัวลงจากรถอย่างไม่ยินยอม
ปั้นซย่ายักคิ้ว “หึ!”
เมิ่งเชียนเชียนกับปั้นซย่าขึ้นมาบนรถ นั่งลงตรงข้ามลู่หลิงเซียวกับหลินหว่านเอ๋อร์
ระหว่างทาง ไม่มีใครเอ่ยอะไรสักคำ
เพียงไม่นาน รถม้าก็จอดลงหน้าร้านผ้าแห่งหนึ่ง
ลู่หลิงเซียวพยุงหลินหว่านเอ๋อร์ลงจากรถ
ปั้นซย่าร้อนใจขึ้นมา “ท่านเขย!”
ลู่หลิงเซียวทอดสายตามองเลยผ่านปั้นซย่าไปยังดวงหน้าเรียบเฉยของเมิ่งเชียนเชียน “ข้าจะเลือกผ้าเป็นเพื่อนหว่านเอ๋อร์สักครู่ รอลี่ว์หลัวมาแล้วจะไป”
“ท่านเขย ท่านเขย!”
ลู่หลิงเซียวจูงมือหลินหว่านเอ๋อร์เข้าไปในร้านอย่างหวานชื่น ท่ามกลางเสียงรั้งเรียกของปั้นซย่า
ปั้นซย่าโมโหจนน้ำตาร่วง
เมืองหลวงในยามเหมันต์เหน็บหนาวยิ่ง ลมหนาวยะเยือกดุจมีดโชยลอดใต้ผ้าม่านเข้ามา
เมิ่งเชียนเชียนเคยตกน้ำยามฝนฟ้าคะนอง ไม่ได้ทำให้ปวดหัวและฝันร้ายเท่านั้น ยังกลายเป็นคนขี้หนาวเป็นพิเศษด้วย
มือเท้านางแทบจะแข็งรอมร่อ
สวรรค์ดันไร้เมตตา สายฟ้าสายหนึ่งเร้นวาบ ผ่าม่านนภามืดครึ้มเป็นช่อง ก่อนฝนเม็ดโตจะเทกระหน่ำลงมา
ในรถม้ามีร่มกระดาษน้ำมันเพียงคันเดียว เมื่อครู่ถูกลู่หลิงเซียวเอาไปแล้ว
ที่แท้เขาก็รู้ว่าอีกเดี๋ยวฝนจะตก
ปั้นซย่ามองเมิ่งเชียนเชียนที่ตัวเริ่มเย็นแข็ง นางปวดใจจนหลั่งน้ำตา “คุณหนู…”
เมิ่งเชียนเชียนสีหน้าราบเรียบ “หาที่หลบฝนก่อน อู่เกอร์ เจ้าก็หลบก่อนเถิด ไม่ต้องเฝ้ารถม้าแล้ว”
ม้าไม่กลัวฝน เปียกก็ไม่เป็นไร
ส่วนรถนั้น ในสายตาเมิ่งเชียนเชียน ไม่ได้สำคัญเท่าคนคนหนึ่ง
“ขอรับ ฮูหยินน้อย!” สารถีคำนับอย่างซาบซึ้ง
ชีวิตคนรับใช้เยี่ยงพวกเขานั้นไร้ค่า จะมีก็แต่ฮูหยินน้อยที่เห็นพวกเขาเป็นมนุษย์คนหนึ่ง
ทั้งสองเข้ามาในร้านผ้า ลู่หลิงเซียวกับหลินหว่านเอ๋อร์ไม่ได้อยู่ที่นี่ตั้งนานแล้ว
ปั้นซย่ากับสารถีขอยืมร่มจากเถ้าแก่ร้าน ก่อนจะแยกกันไปตามหาลู่หลิงเซียว
เถ้าแก่ยิ้มแย้มถามว่า “แม่นาง สองคนเมื่อครู่นี้เป็นอะไรกับเจ้าหรือ รักใคร่หวานชื่นนัก!”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ย “สามีข้ากับอนุของเขา”
เถ้าแก่เบื้อใบ้ทันที
ฝนตกหนักขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนที่สัญจรบนท้องถนนก็เริ่มบางตา
ทันใดนั้น เมิ่งเชียนเชียนก็ได้ยินเสียงร้องห่มร้องไห้ราวกับใจจะขาดปอดจะฉีก
“เถ้าแก่ ร้านพวกเจ้ามีเด็กหรือ”
“ไม่มีนี่”
เมิ่งเชียนเชียนลุกขึ้น วางเศษเงินไว้บนโต๊ะคิดเงิน “ขอยืมร่มหน่อย”
นางกางร่มกระดาษน้ำมัน เดินออกไปทางประตูหลัง ย่างเข้าสู่สายฝนอย่างแน่วแน่
ม่านฝนกระหน่ำเทใส่ตรอกแห่งหนึ่งที่มีศพเกลื่อนกลาดเต็มพื้น
องครักษ์รูปร่างกำยำจำนวนหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางสายฝนด้วยไอสังหารทั่วร่าง คราบโลหิตตรงปลายดาบไหลลงมาตามน้ำฝน ไหลย้อยเป็นธารโลหิตคดเคี้ยวสายหนึ่งบนพื้น
เครื่องแบบมัจฉาเหิน[1] ดาบปักวสันต์[2]
เป็นองครักษ์เสื้อแพร
องครักษ์เสื้อแพรเพียงคนเดียวที่ไม่ชักดาบออกจากฝัก กำลังตัวแข็งทื่ออุ้มทารกน้อยที่ร้องไห้งอแง สีหน้าทรมานเสียยิ่งกว่าโดนดาบแทง
ไม่ไกลกันนั้น บุรุษผู้หนึ่งในอาภรณ์สีม่วง ใช้นิ้วที่สวมปลอกเหล็กบีบคอหญิงสาวนางหนึ่งไว้ จับนางกดกับกำแพงซึ่งลายพร้อยไปด้วยรอยร้าวอย่างไม่คิดจะรักหยกถนอมบุปผา[3]
“เจ้าจะฆ่าข้าไม่ได้นะ…ข้าเป็น…ของเด็ก…”
สตรียังเอ่ยไม่ทันจบ บุรุษอาภรณ์ม่วงก็ขยับฝ่ามือ บิดคอนางสะบั้น
“ข้าจะฆ่าคน แล้วเกี่ยวอะไรกับเจ้า”
น้ำเสียงไพเราะน่าฟังยิ่ง เจือด้วยความเย็นชาแต่กำเนิด ทั้งอันตรายทั้งโอหัง
บุรุษอาภรณ์ม่วงล้วงผ้าเช็ดหน้าขาวสะอาดออกมาผืนหนึ่ง เช็ดปลอกนิ้วก่อนจะโยนใส่กองโลหิต
ขณะนั้นเอง องครักษ์เสื้อแพรที่อุ้มเด็กก็เอ่ยขึ้น “นายท่าน เด็ก…จะทำอย่างไร”
บุรุษอาภรณ์ม่วงไม่ได้ตอบ แต่หันกายกลับ เดินเอ้อระเหยมาหยุดตรงหน้าเมิ่งเชียนเชียนราวกับเดินเล่นในสวน
ไอสังหารท่วมท้นปกคลุมตัวนาง
เขาเลิกร่มกระดาษน้ำมันของนางขึ้น ก่อนยกยิ้มมุมปาก “เห็นอะไรหรือไม่”
เหล่าองครักษ์เสื้อแพรพลันระแวดระวังขึ้นมาทันที มีคนมารึ นึกไม่ถึงว่าพวกเขาจะไม่รู้ตัวเลย!
บุรุษอาภรณ์ม่วงมีรูปร่างสูงใหญ่ บดบังนางเอาไว้พอดี
เมิ่งเชียนเชียนกางร่มกระดาษน้ำมันเอียงไปเป็นครึ่ง “ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น”
บุรุษอาภรณ์ม่วงเลิกคิ้ว “อ้อ?”
เหล่าองครักษ์เสื้อแพรกระชับดาบปักวสันต์ในมือแน่น
ฆ่าปิดปาก!
บุรุษอาภรณ์ม่วงยิ้มถามว่า “อุ้มเด็กเป็นหรือไม่”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ย “เป็น”
บุรุษอาภรณ์ม่วงไม่ได้หันกลับมา เพียงยกมือขึ้น
องครักษ์เสื้อแพรคนนั้นกระจ่าง รีบส่งทารกที่ร้องไห้จนหน้าดวงน้อยม่วงคล้ำไปให้เมิ่งเชียนเชียน
จะว่าไปก็พิกลนัก แม่หนูน้อยครั้นอยู่ในอ้อมแขนเมิ่งเชียนเชียนแล้วก็หยุดร้องทันที
[1] เครื่องแบบมัจฉาเหิน เป็นชุดเสื้อแขนยาวกว้างแบบป้ายกับกระโปรงจีบ ตัดด้วยผ้าแพร มีลวดลายคล้ายมังกร ในบางรัชสมัยกำหนดให้มีเขาได้เพียงเขาเดียว แต่ส่วนใหญ่มีสองเขาเหมือนมังกร ลำตัวเป็นงูใหญ่ มีสองขา แต่ละขามีสี่กรงเล็บ มีปีกคู่ และมีหางเป็นปลา บ้างก็แต่งลายปักเล็กน้อย บ้างก็ปักลายตลอดชุด ซึ่งเป็นเครื่องแต่งกายขององครักษ์เสื้อแพร
[2] ดาบปักวสันต์ ดาบประจำตัวขององครักษ์เสื้อแพรที่มีลักษณะพิเศษอย่างการมีลวดลายปักบนใบมีด ลักษณะของมีดนี้จะคล้ายคลึงกับมีดคาดเอวที่พบเห็นทั่วไปในราชวงศ์หมิง แต่ใบมีดจะสั้นกว่าและโค้งมากกว่า สามารถใช้บั่นหัวม้าได้ เหมาะกับการต่อสู้แบบประชิดตัวทั้งมือเดียวและสองมือ และยังสะดวกต่อการสู้รบบนหลังม้า ผู้ที่ตำแหน่งยิ่งสูงเนื้อดาบยิ่งบริสุทธิ์และลวดลายบนดาบยิ่งวิจิตร
[3] รักหยกถนอมบุปผา เปรียบเปรยว่าเอ็นดูและทะนุถนอมสตรี