เกิดใหม่เป็นยอดดวงใจขุนนางจอมโฉด - ตอนที่ 8 เจ้าก้อนนมน้อยเด็กดี
รอยยิ้มตรงมุมปากของบุรุษอาภรณ์ม่วงไม่เปลี่ยนแปร เขาเดินผ่านเมิ่งเชียนเชียนตรงไปเบื้องหน้า
เมิ่งเชียนเชียนมือหนึ่งกางร่ม มือหนึ่งอุ้มเด็ก ตามหลังบุรุษอาภรณ์ม่วงมาแต่โดยดี
ทั้งสองออกมาจากตรอก
รถม้าคันหนึ่งฝ่าฝนมาจอดตรงหน้าบุรุษอาภรณ์ม่วง
สารถีกระโดดลงมา ไม่ใช่เพื่อหยิบที่รองเหยียบ แต่คุกเข่าหมอบอยู่บนพื้นโคลนอันเย็นเยียบ ใช้หลังต่างที่รองเหยียบ มั่นคงดุจศิลา
บุรุษอาภรณ์ม่วงเหยียบที่รองมนุษย์ขึ้นรถม้า
สารถีนิ่งงันไม่ไหวติง
เมิ่งเชียนเชียนชะงัก ก่อนจะเหยียบแผ่นหลังเขาขึ้นรถม้าไปเช่นกัน
สารถีจึงค่อยลุกขึ้นกลับไปประจำที่
เมิ่งเชียนเชียนหุบร่มเรียบร้อย ก่อนวางไว้นอกม่าน
รถม้าคันนี้ภาพนอกดูไม่สะดุดตาแม้แต่น้อย ทว่าภายในกลับหรูหราสุดแสน ใช้ทองคำเป็นผนัง ใช้ไข่มุกบูรพาต่างเทียน ตั่งนั่งทำจากไม้กฤษณา หมอนทำด้วยผ้าไหมดิ้นทอง แม้แต่พื้นของห้องโดยสารยังปูด้วยหนังพยัคฆ์ขาวหายาก
แตกต่างกับรถม้าตระกูลลู่ที่รั่วซึมทุกที่ ไม้ทุกแผ่นของรถม้าคันนี้ล้วนสบชิดสนิทกัน ถ่านเงินคุณภาพสูงก็มีเพียงพอ
ร่างกายอันเย็นเยียบพลันอบอุ่นขึ้นมา
บุรุษอาภรณ์ม่วงกึ่งนอนกึ่งนั่งบนตั่งหลักที่หันเข้าหาม่านประตูอย่างเกียจคร้าน
เขามีดวงหน้างดงามสุดแสน ผิวพรรณขาวซีดจนชวนให้นึกถึงกระดูกอันน่าสยอง คิ้วยาวดกหนาเฉียงพาดเข้าจอนผม ดวงตาคู่งามประดับรอยยิ้ม มุมปากที่งามยิ่งกว่าสตรีหยักยกขึ้นน้อยๆ
ทว่ารอยยิ้มนั้นส่งไปไม่ถึงดวงตา ชวนขนลุกทั้งที่ไม่หนาว
เมิ่งเชียนเชียนอุ้มเด็กน้อยนั่งลงบนม้านั่งยาวที่อยู่ด้านข้างเขา
บุรุษอาภรณ์ม่วงอมยิ้มมองนาง พลางเอ่ยหยอกว่า “มีอะไรอยากจะพูดรึ”
เมิ่งเชียนเชียนชำเลืองมองกระถางกำยานที่มีควันลอยกำจายข้างมือเขา “เครื่องหอมชนิดนี้ เด็กเล็กดมไม่ได้”
บุรุษอาภรณ์ม่วงไม่แยแส “แค่นี้?”
เมิ่งเชียนเชียนครุ่นคิด “มีของกินหรือไม่ หิว”
บุรุษอาภรณ์ม่วงยิ้มเย็น ก่อนคว้าห่อผ้าใบหนึ่งโยนมาบนม้านั่งของเมิ่งเชียนเชียน “เปลี่ยนเสื้อผ้า”
เมิ่งเชียนเชียนถลกแขนเสื้อที่เปียกชุ่มฝนขึ้น เผยให้เห็นข้อมือเรียวขาวเล็ก นิ้วที่หนาวจนแข็งค่อยๆ แกะผ้าอ้อมของทารกน้อยออกอย่างงุ่มง่าม
บุรุษอาภรณ์ม่วงเอ่ยนิ่งๆ ว่า “หมายถึงเจ้าต่างหาก เปียกฝนทั้งตัว เจ้าอยากให้นางแข็งตายรึ”
เมิ่งเชียนเชียนหมดคำจะพูด วางเด็กลงบนตั่ง ก่อนล้วงเสื้อผ้าของผู้ใหญ่ออกมาจากห่อผ้า
เห็นบุรุษอาภรณ์ม่วงไม่เพียงไม่ออกไป ยังจดจ้องตนเขม็ง เมิ่งเชียนเชียนยังคงไม่ส่งเสียง เพียงยกมือขึ้นเงียบๆ ค่อยๆ กระตุกสายรัดเอวออก
เมื่อนางถอดถึงอาภรณ์ชั้นกลางสีขาว บุรุษอาภรณ์ม่วงก็หลุดหัวเราะ ก่อนสะบัดแขนเสื้อลงจากรถม้า
กระถางกำยานที่มีกลิ่นหอมแผ่กำจายกระถางนั้นก็ถูกเขานำไปด้วย
“หากนางร้องเพียงแอะเดียว ก็ฆ่านางเสีย”
บุรุษอาภรณ์ม่วงสั่งการองครักษ์เสื้อแพรเสร็จ ก็หายลับไปท่ามกลางฝนกระหน่ำ
‘นาง’ คำแรกหมายถึงเด็ก ‘นาง’ คำที่สองหมายถึงเมิ่งเชียนเชียน
เมิ่งเชียนเชียนเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ตัวเองเสร็จ ก็เปลี่ยนให้เด็กด้วย
แม่หนูน้อยดูเหมือนจะแค่แปดเก้าเดือนเท่านั้น ตัวขาวนุ่มนิ่ม ใบหน้ารูปไข่อ่อนนุ่ม ปากน้อยๆ แดงแจ๋ คิ้วเรียวยาว ขนตางอนยาว แค่ดูก็รู้ว่าเป็นสาวน้อยน่ารักดุจหยกดั่งหิมะ
อาจเพราะเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วสบายตัว เจ้าหนูน้อยจึงเชิดหน้าขึ้น หลับไปในอ้อมแขนเมิ่งเชียนเชียนอย่างผยองสุดจะเปรียบ
รถม้ามาจอดหน้าประตูหลังของจวนแห่งหนึ่ง
เสียงเครื่องสายดังแว่วขาดๆ หายๆ ท่ามกลางเสียงฝนอันกึกก้อง
เมิ่งเชียนเชียนเลิกม่านขึ้น
มีแม่บ้านรับใช้กางร่มกระดาษน้ำมันคอยท่าอยู่นานแล้ว เมิ่งเชียนเชียนส่งเด็กน้อยที่หลับอุตุให้นาง ก่อนยื่นมือไปหยิบร่มด้านนอกผ้าม่าน กลับพบว่ามันหายไปนานแล้ว
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยกับองครักษ์เสื้อแพรว่า “รบกวนยืมร่มสักคัน”
องครักษ์เสื้อแพรนายหนึ่งถามว่า “จะปล่อยนางไปจริงๆ น่ะหรือ ไม่ฆ่าปิดปากรึ”
องครักษ์เสื้อแพรอีกคนเอ่ย “นายท่านบอกว่า หากคุณหนูร้องก็ฆ่านางทิ้งซะ แต่คุณหนูไม่ร้องนี่นา”
งานเลี้ยงหยิบของเสี่ยงทายจัดขึ้นที่เรือนชุ่ยอวี้ของจวนผู้บัญชาการประจำนครหลวง บรรดาแขกเหรื่อมาถึงกันนานแล้ว ต่างคล้องแขนร่ำสุรา สังสรรค์สนุกสนาน มีดนตรีคลอเบาๆ กับการร่ายรำอันชดช้อย ครื้นเครงมีชีวิตชีวา เป็นภาพที่ครึกครื้น
ลู่สิงโจวนั่งอยู่บนที่นั่งของตัวเอง มองท้องนภาที่มืดลงเรื่อยๆ ก่อนหันมองที่นั่งว่างข้างกาย อดขมวดคิ้วขึ้นมามิได้
“อู่ชี”
เขาเอ่ยเรียก
ผู้ติดตามค้อมกายเอ่ย “นายท่าน”
“ไปดูทีว่าคุณชายใหญ่มาหรือยัง”
“ขอรับ”
อู่ชีจากไปทันที เพียงไม่นานก็ย้อนกลับมาทั้งเนื้อตัวเปียกชุ่ม “นายท่าน ไม่เห็นรถม้าของคุณชายใหญ่ขอรับ”
ลู่สิงโจวขมวดคิ้วมุ่นกว่าเดิม “เจ้าเด็กคนนี้ ไยจึงทำตัวเช่นนี้”
“คุณชายใหญ่อาจจะลืมทางมาจวนผู้บัญชาการก็ได้ขอรับ”
ลู่สิงโจวส่ายหน้า
บุตรชายเป็นขุนพล จดจำแผนที่จัดวางกำลังป้องกันของเมืองหลวงได้หมดแล้ว จะไม่รู้ทางมาจวนผู้บัญชาการประจำนครหลวงได้อย่างไร
คงมิใช่ว่าฝนแรงเกินไป รถม้าเสียระหว่างทางหรอกกระมัง
แต่ต่อให้เช่ารถม้าใหม่ ก็น่าจะถึงแล้วนี่นา
ในระหว่างที่ลู่สิ่งโจวกำลังทำอะไรไม่ถูก เสียงแหลมสูงก็ดังขึ้นจากด้านนอก “ผู้บัญชาการใหญ่มาถึงแล้ว”
โถงงานเลี้ยงอันครึกครื้นที่มีแต่เสียงเพลงและเสียงหัวเราะพลันเงียบกริบ นักร้องนางรำต่างหยุดร้องรำ แขกเหรื่อพากันลุกขึ้นค้อมคำนับไปทางหน้าประตู
ผู้บัญชาการใหญ่ลู่อมยิ้มเดินเข้ามา
เขาสวมอาภรณ์สีม่วง ศีรษะประดับกวานสีม่วง ผมดำขลับดั่งน้ำหมึก ใบหน้างามดั่งหยกประดับมงกุฎ
ใต้หล้านี้ไม่มีบุรุษใดรูปงามไปกว่าเขา และไม่มีผู้ใดโหดเหี้ยมไร้ปราณีเท่าเขาเช่นกัน
เขาแย้มยิ้มเอ้อระเหย เอ่ยว่า “มัวแต่ฆ่าคน ทำทุกท่านรอนานแล้ว วันนี้เป็นงานเลี้ยงในครอบครัว ทุกท่านไม่ต้องมากพิธี”
ผู้ที่สามารถกล่าวว่าฆ่าคนโต้งๆ ได้ คงมีแต่ผู้บัญชาการใหญ่ท่านนี้แล้ว
ผู้คนต่างมองหน้ากัน เดือดดาลแต่ไม่กล้าเอ่ยคำ
ลู่หยวนยิ้มเอ่ยว่า “เชิญนั่ง”
ผู้คนรอให้แม่ทัพใหญ่หันผู้มีคุณูปการด้านการทหารในครานี้มากที่สุดนั่งลงก่อน จึงค่อยนั่งลงอย่างหวาดหวั่น
ลู่หยวนกวาดสายตาผ่านที่นั่งว่างเหล่านั้น มาหยุดลงตรงหน้าลู่สิงโจว
ลู่สิงโจวลุกขึ้น “ผู้บัญชาการใหญ่ลู่”
ลู่หยวนยิ้มเอ่ย “ลู่เหล่าไท่จวินสบายดีหรือไม่”
ลู่สิงโจวเอ่ยอย่างสุภาพว่า “ท่านย่าสบายดี ขอบคุณผู้บัญชาการใหญ่ที่ห่วงใย”
ลู่หยวนมองที่นั่งแวบหนึ่ง ก่อนถามลู่สิ่งโจวว่า “บุตรชายท่านเล่า”
ลู่สิงโจวสีหน้าซับซ้อน “ลูกชายข้า…”
ลู่หยวนหัวเราะแผ่วเบา “คงมิใช่ว่าบุตรชายท่านดูถูกข้า ไม่อยากจะไว้หน้าให้ผู้บัญชาการเยี่ยงข้าหรอกกระมัง”
ลู่สิงโจวรีบเอ่ยว่า “ผู้บัญชาการใหญ่กล่าวเกินไปแล้ว เป็นเพราะฮูหยินของข้าบาดเจ็บ ลูกชายข้าจึงรั้งอยู่ดูแลมารดาเขาที่บ้าน”
“ท่านพ่อ!”
เสียงลู่หลิงเซียวดังมาจากหน้าประตู
ลู่หยวนหยักยกมุมปาก แววตาเจือความนัยลุ่มลึก “ลู่ฮูหยินหายไวเสียจริง”
ลู่สิงโจวมีประกายกระอักกระอ่วนวาบผ่านแววตา ก่อนตีหน้าเคร่งเอ่ยกับบุตรชายว่า “หลิงเซียว รีบมาคารวะผู้บัญชาการใหญ่”
ลู่หลิงเซียวใช้สายตาเย็นชามองบุรุษตรงหน้าที่อายุมากกว่าตนเพียงไม่กี่ปี ก่อนประสานมือให้อย่างไม่เต็มใจ “ผู้บัญชาการใหญ่”
ลู่สิงโจวกระซิบถามบุตรชายว่า “ไยจึงมาช้าเพียงนี้ เชียนเชียนเล่า”
ลู่หลิงเซียวอยากจะเอื้อนเอ่ยแต่ยั้งไว้
ดรุณีในอาภรณ์เรียบง่ายเดินเข้ามาโดยมีลี่ว์หลัวช่วยพยุง
นางคลุมหน้าอยู่ เผยเพียงดวงตาชวนให้สงสารคู่หนึ่ง
ลู่สิงโจวมองปราดเดียวก็จำได้ว่านางไม่ใช่เมิ่งเชียนเชียน
เขาถลึงตาใส่บุตรชายอย่างแรง
ลู่หลิงเซียวกุมมือหลินหว่านเอ๋อร์ไว้ เอ่ยเสียงเบาว่า “ท่านพ่อ เดี๋ยวข้าจะอธิบายให้ฟังทีหลัง”
ลู่หยวนกวาดสายตาผ่านมือทั้งคู่ที่จับกันแน่น ยกมุมปากถามว่า “ท่านนี้คือ…ฮูหยินน้อยสกุลลู่หรือ”