เซียนคีย์บอร์ด [陆地键仙] - บทที่ 1545 มองผ่าน ....................
บทที่ 1545 มองผ่าน
………………..
บทที่ 1545 มองผ่าน
ส่วนซูอันเดาออกได้ไม่ยากหลังจากเห็นว่าความสามารถของอวี้เหยียนลั่วในโลกนี้กลายเป็นเรื่องที่ไร้สาระมากขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุดเขาก็คาดเดาความจริงได้
ซูอันกล่าวว่า “แม้ว่าข้าจะถูกขังอยู่ที่นี่ แต่ก็ถูกจำกัดโดยการบ่มเพาะของเจ้าเอง มันคงยากที่เจ้าจะคุกคามข้า”
อวี้เหยียนลั่วเงียบลง ไม่นานต่อมา นางพูดว่า “อันที่จริง แม้ว่าข้าจะวาดบางอย่างได้ แต่ด้วยความแข็งแกร่งที่เจ้าแสดงออกมา ข้าคงทำอะไรเจ้าได้ไม่มาก เจ้าจะถูกขังและออกจากโลกนี้ไม่ได้ตลอดไปเว้นแต่ข้าจะอนุญาต เจ้าควรบอกตัวตนและแรงจูงใจของเจ้าโดยเร็วที่สุด จากนั้นข้าจะพิจารณาว่าข้าควรปล่อยเจ้าออกมาหรือไม่”
ซูอันขมวดคิ้ว ไม่มีทางที่เขาจะอ้อนวอนนางอย่างนั้น เขามาเพื่อตรวจสอบอวี้เหยียนลั่ว ถ้าเขาไม่รู้อะไรเลยแต่อีกฝ่ายกลับรู้ความลับของเขาแทน เขาจะเหลือศักดิ์ศรีแบบไหนกัน? ที่สำคัญกว่านั้น แม้ว่าความสัมพันธ์ของเขากับนางจะดี แต่เขารู้ความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนางแล้ว นางคงไม่ปล่อยเขาไปง่าย ๆ
“ภาพวาดของเจ้าไม่น่าจะไร้สาระอย่างที่เจ้าคิด ย่อมมีทางออกแน่นอน ไม่อย่างนั้นเจ้าจะไม่อยู่ยงคงกระพันอย่างสมบูรณ์ในโลกนี้เลยเหรอ?” สมองของซูอันแล่นปราด เขาตระหนักถึงจุดนั้นทันที
“ถูกต้อง มีคนที่น่าเกรงขามมากมายที่สามารถทำลายภาพวาดของข้าได้ โลกในภาพวาดนี้ ไม่สามารถบรรจุพลังของพวกเขาได้” อวี้เหยียนลั่วยอมรับอย่างตรงไปตรงมา แต่นางก็โต้กลับทันที “แต่เจ้าก็ยังไม่ถึงระดับนั้นแน่ ๆ”
ซูอันพูดไม่ออก เจ้าต้องตรงไปตรงมาขนาดนี้เลยเหรอ?
“คิดได้เมื่อไหร่ก็เรียกข้าแล้วกัน” อวี้เหยียนลั่วรู้ว่าเขาจะไม่ยอมรับชะตากรรมของตัวเองทันทีเมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่าย นางเชื่อว่าเขาจะยอมแพ้หลังจากที่ต้องทนทุกข์ทรมานอีกสักหน่อย นางออกห่างจากโต๊ะและกลับไปที่เตียง อดไม่ได้ที่จะหาวหวอด
ใครบ้างจะไม่รำคาญหากกำลังหลับสนิทแต่ถูกรบกวนให้ตื่น นางคิดกับตัวเองว่าจะเก็บคน ๆ นั้นไว้ในภาพนั้นอีก 2-3 วัน
นางถอดเสื้อผ้าออกเมื่อขึ้นเตียงแล้วกลับไปห่มผ้า ความร้อนที่มาจากข้างใต้ทำให้เตียงอุ่นขึ้น นางปล่อยเสียงคราง เหยียดร่างกายอย่างเกียจคร้าน จากนั้นจึงเปลี่ยนเป็นท่าที่สบายขึ้น
…
อวี้เหยียนลั่วอาจจะสบายใจ แต่แน่นอนว่าไม่สำหรับซูอัน เมื่อเห็นร่างของอวี้เหยียนลั่วหายไปจากขอบฟ้า แรงที่แยกทะเลออกจากกันก็ดูเหมือนจะหายไปเช่นกัน ผืนน้ำรวมตัวกันอีกครั้ง
ซูอันระเบิดตัวออกจากพื้นผิวทะเล เคลื่อนตัวข้ามผืนน้ำ เดินทางอย่างรวดเร็วหลายสิบลี้เพื่อค้นหาขอบโลก ภาพวาดจะใหญ่แค่ไหนกัน?
แต่ในไม่ช้าเขาก็ตระหนักว่าคิดผิดอย่างมาก ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็มีแต่ทะเลที่ไม่มีที่สิ้นสุด ขอบฟ้าไม่มีเขตแดน ราวกับว่าขอบโลกจะขยายตามเมื่อเขาเคลื่อนไหว
จากนั้นซูอันก็หยิบกระบี่ไท่เอ๋อร์ ออกมา ปล่อยการโจมตีอันทรงพลังทุกประเภทที่ท้องฟ้าเบื้องบนและท้องทะเลเบื้องล่าง แต่ไม่ว่าการโจมตีของเขาจะรุนแรงเพียงใด ท้องฟ้าและทะเลก็ยิ่งใหญ่เกินไป พลังของเขาหายไปอย่างรวดเร็ว
“ดูเหมือนว่าการบ่มเพาะของข้ายังไม่ถึงขีดจำกัดที่โลกนี้จะทนได้” ซูอันขมวดคิ้ว
คงจะลำบากไม่น้อยหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป แม้ว่าดวงแก้วผู้รอบรู้ของเขาจะมีเสบียงกรังหลากหลายชนิด แต่ก็มีขีดจำกัดเช่นกัน แม้ว่ามันจะทำให้เขาอยู่ได้นานถึงหนึ่งปีครึ่ง แต่เขาก็ไม่สามารถอยู่ในนี้ได้นานขนาดนั้น ยังมีคนมากมายรอเขาอยู่ข้างนอก
แต่เขาก็ไม่ยอมเสียแรงไปเปล่า ๆ ขณะที่คลื่นทะเลขึ้น ๆ ลง ๆ ความคิดของเขาก็แล่นปราด
ทันใดนั้น ดวงตาของเขาก็สว่างขึ้น จำได้ว่าในตอนนั้น เมื่อขันทีเว่ยต้านพยายามจับตัวผู้เฒ่ามี่ไว้ในพื้นที่ผนึก ผู้เฒ่ามี่ใช้รูปแบบการเยื้องย่างแปลก ๆ ‘ย่างก้าวเกิดปทุม’ ในตอนนั้น เขาเคยอ้างว่ามันสามารถทะลวงผ่านพื้นที่ผนึกได้
ต่อมา หลังจากที่เว่ยต้านเสียชีวิตและผู้เฒ่ามี่่ล้มเหลวในการครอบครองร่างกายของเขา กลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของเขาแทน ซูอันก็ได้รับทักษะนี้เช่นกัน ในตอนนั้น ถึงแม้จะสนใจ แต่การบ่มเพาะของเขายังต่ำเกินไปจึงไม่สามารถใช้มันได้
เมื่อการบ่มเพาะของเขาสูงพอ เขาก็มีทักษะมากมายเพียงพอแล้ว ไม่คิดว่าตัวเองต้องการมันอีกต่อไป
ตอนนี้เขาติดอยู่ในภาพวาด ‘ก้าวย่างเกิดปทุม’ เป็นทักษะที่ดีที่สุดสำหรับการออกไปไม่ใช่เหรอ?
ภาพรายละเอียดของทักษะเริ่มปรากฏขึ้นอีกครั้งในใจของเขา ด้วยความรู้และประสบการณ์ในปัจจุบัน เขามีความเข้าใจที่ลึกซึ้งมากขึ้นเกี่ยวกับขอบเขตของทักษะ
ครึ่งชั่วยามต่อมา ซูอันลืมตาและมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ไม่มีแม้แต่ร่องรอยของความกระสับกระส่ายเหลืออยู่ในสีหน้าของเขา แต่กลับถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มแห่งความสำเร็จอย่างมั่นใจ
เขายกเท้าขึ้นช้า ๆ แล้วเดินขึ้นไปบนท้องฟ้าทีละก้าว แต่ละก้าวทิ้งดอกบัวไว้เบื้องหลัง ในขณะเดียวกัน พื้นที่โดยรอบก็แตกต่างจากเมื่อก่อนที่ไม่ตอบสนองเลยไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็ตาม ตอนนี้ร่องรอยของความโกลาหลและความว่างเปล่าในขั้นต้นเริ่มปรากฏขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ซูอันรู้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณของการล่มสลายเชิงมิติ เขาก้าวต่อไป พลังบางอย่างค่อย ๆ เริ่มจับตามอง ดูเหมือนว่าโลกของภาพวาดพยายามอย่างเต็มที่เพื่อยับยั้งเขา
สีหน้าของเขายังคงสงบขณะก้าวไปข้างหน้า เมื่อมาถึงก้าวที่ 6 เขารู้สึกว่ามีวัตถุคล้ายพังผืดปิดกั้นเส้นทางไว้ มันน่าจะเป็นเกราะป้องกันขั้นสุดท้ายของโลกในภาพวาดของอวี้เหยียนลั่ว
ด้วยก้าวที่ 7 เขาทะลวงผ่านสิ่งกีดขวางทันที!
ซูอันรู้สึกว่าร่างกายเบาขึ้น เวลาต่อมา เขาปรากฏตัวอีกครั้งในห้องที่เขาเคยอยู่ก่อนหน้านี้
มีภาพวาดอยู่บนโต๊ะ แต่ดูเหมือนว่ามีใครมาเจาะรูทิ้งไว้บนภาพวาดนั้น มันเป็นภาพที่ซูอันเข้าไปติดอยู่ก่อนหน้านี้
ซูอันดีใจที่เขามีก้าวย่างเกิดปทุม ไม่อย่างนั้นเขาคงกำลังหัวหมุนอยู่ สายตาจับจ้องไปที่เตียงข้าง ๆ เห็นว่าอวี้เหยียนลั่วนอนหลับสนิท ความหงุดหงิดที่ถูกคุมขังทั้งหมดของเขาเพิ่มขึ้นในขณะนั้น ผู้หญิงคนนี้กำลังหลับสบาย ในขณะที่ข้าลำบากแทบตาย!
เขาเดินไปที่ข้างเตียง อวี้เหยียนลั่วสัมผัสได้ถึงบางอย่างและลืมตาขึ้นด้วยความงุนงง นางรู้สึกชาที่ไหล่ในทันทีเมื่อชีพจรถูกผนึกไว้
ซูอันดึงนิ้วกลับและถือโอกาสนั่งลงข้างเตียง “หือ? เจ้าถอดเสื้อผ้าออกแล้ว? ผ่อนคลายสบายใจมากเลยใช่ไหม?”
เนื่องจากอวี้เหยียนลั่วกำลังจะลุกขึ้น ผ้าห่มของนางจึงเลื่อนออก เผยให้เห็นผิวขาวกระจ่างจนทำให้ตาพร่าเล็กน้อย ส่วนชั้นในด้านล่างเป็นผ้าไหมสีดำเนื้อนุ่ม ซูอันรับรู้ได้ถึงความเบาบางแม้ไม่ได้สัมผัส ไม่มีการตกแต่งหรือรอยปักใด ๆ มีเพียงการฉลุรอบ ๆ ขอบเท่านั้น
ซูอันคิดกับตัวเองว่าภายนอกของผู้หญิงคนนี้ดูบริสุทธิ์มาก แต่นางก็ยังแต่งตัวแบบนี้… ข้าต้องบอกว่าเสื้อผ้าที่เจ้าใส่ในระหว่างวันค่อนข้างมิดชิดดี ไม่คิดเลยว่าชุดนอนของเจ้าจะวาบหวิวขนาดนี้
อวี้เหยียนลั่วรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าอีกฝ่ายกำลังจ้องมอง ประกายแห่งความโกรธปรากฏขึ้นในดวงตาของนางขณะที่ถามว่า “เจ้าออกมาได้ยังไง?”
ท่านยั่วยุ อวี้เหยียนลั่ว สำเร็จ ได้รับคะแนนความโกรธแค้น +444 +444 +444…
“ใหญ่…อะแฮ่ม” ซูอันตื่นตระหนกจนเกือบจะพูดบางสิ่งที่ไม่ควรพูด “ภาพวาดของฮูหยินไม่ได้มีอำนาจทุกอย่าง ข้าบอกเจ้าว่าข้าออกมาได้ ข้าก็เลยออกมา”
อวี้เหยียนลั่วรู้สึกสับสนเล็กน้อย ทำไมคนผู้นี้เรียกนางว่า ‘ฮูหยิน’? แซ่ของนางคืออวี้
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งสำคัญในตอนนี้ เมื่อมีชายนั่งอยู่ข้างเตียงอย่างใกล้ชิดกันมาก หน้าของนางเริ่มเปลี่ยนสีไปเรื่อย ๆ ผมยาวสลวยเริ่มขยับไปมาแม้ว่าจะไม่มีลมก็ตาม
ซูอันสังเกตว่าผิวหนังของอวี้เหยียนลั่วมีขนลุกชูชันเนื่องมาจากความหนาวเย็น เขาเอื้อมมือไปบังนาง
เมื่อเห็นการเคลื่อนไหวของซูอัน อวี้เหยียนลั่วคิดว่าเขากำลังจะปฏิบัติต่อนางอย่างไม่ให้เกียรติ เจตนาฆ่าในดวงตาของนางแข็งกร้าวขึ้น แต่เมื่อรู้ว่าเขาแค่ช่วยเหลือเท่านั้น นางก็ตกตะลึง สีในดวงตาค่อย ๆ จางลงเมื่อนางถาม “เจ้าเป็นใครกันแน่?”
ซูอันไม่ได้สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีเหล่านั้น เขาตอบว่า “ฮูหยิน เจ้าเข้าใจผิดแล้ว ข้าเป็นฝ่ายถามเจ้า ไม่ใช่เจ้าถามข้า ก่อนหน้านี้เจ้าและเจียนไท่ติงร่วมกันทำร้ายข้า ไม่รู้สึกผิดเลยสักนิดเหรอ?”
อวี้เหยียนลั่วไม่พอใจ “หยุดเสแสร้งได้แล้ว ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ใช่เจี่ยนเหยียนโหย่ว”
ซูอันถอนหายใจและยอมแพ้ในการลองผิดลองถูกครั้งสุดท้าย เขาตอบว่า “ข้าคิดว่าการปลอมตัวของข้าไม่มีช่องโหว่แล้ว มันล้มเหลวตรงไหนกันแน่?”
การใช้วิชาพันอัตลักษณ์และสดับเสียงภรรยาผู้น่ารักร่วมกันล้มเหลว! เขาต้องหาสาเหตุให้เจอ เวลาใช้งานในอนาคต ทักษะจะได้พัฒนาขึ้นจนไม่ผิดพลาดแบบนี้อีก
………………..