เซียนคีย์บอร์ด [陆地键仙] - บทที่ 1546 คล้ายคลึง
บทที่ 1546 คล้ายคลึง
………………..
บทที่ 1546 คล้ายคลึง
อวี้เหยียนลั่วมองเขาอย่างใจเย็น เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้ทำอะไรที่ไม่สุภาพกับนาง จึงตอบว่า “ใบหน้าและน้ำเสียงของเจ้าเหมือนกับเจี่ยนเหยียนโหย่วจริง ๆ แต่ถึงแม้เจ้าจะเลียนแบบรูปร่างหน้าตาของเขาได้ แต่ก็ไม่ได้ลอกเลียนความคิดของเขามา”
ซูอันขมวดคิ้วและถามว่า “เจ้าหมายความว่ายังไง?”
อวี้เหยียนลั่วอธิบายว่า “ให้ข้าอธิบายแบบนี้ คนอื่นอาจมองไม่เห็นข้อบกพร่องหากเจ้าพยายามหลอกพวกเขา แต่สำหรับข้า ข้อบกพร่องมีมากเกินไป”
“ข้ามีความรู้แค่หางอึ่งในเต๋าแห่งศิลปะ คนอื่นอาจคิดว่ายิ่งวาดเป้าหมายได้เหมือนก็ยิ่งดี แต่ในความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น ไม่ยากเกินไปสำหรับศิลปินที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีในการเลียนแบบเป้าหมาย แต่ในเต๋าแห่งศิลปะ ศิลปินดังกล่าวจะถูกพิจารณาว่ามีทักษะเพียงแค่ระดับพื้นฐานเท่านั้น”
ใบหน้าของซูอันร้อนขึ้น เขาใช้เวลาฝึกฝนการวาดภาพสำหรับ ‘พันอัตลักษณ์’ เป็นเวลานานจึงภูมิใจที่เลียนแบบเป้าหมายได้เหมือนจริง แต่ใครจะคาดคิดได้ว่าอวี้เหยียนลั่วเห็นเขาเป็นแค่มือใหม่เท่านั้น?
อวี้เหยียนลั่วกล่าวต่อว่า “ยังมีศิลปินบางคนที่แสวงหาความหมายมากกว่ารูปแบบ นั่นคือเหตุผลที่คนธรรมดาบางคนรู้สึกว่างานศิลปะของพวกเขาไม่เหมือนกับคนจริง ๆ เลย และคิดว่าทักษะของพวกเขาเทียบได้กับฝีมือของพ่อค้าเร่ตามท้องถนน คนธรรมดาเหล่านั้นเข้าใจผิดอย่างมาก เมื่อศิลปินเหล่านี้วาดภาพ พวกเขาเพิ่มความเข้าใจและข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับวัตถุประสงค์และสื่อความหมายที่ไม่เหมือนใคร ไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นจะลอกเลียนแบบได้ง่าย ๆ”
“แต่นั่นก็ยังไม่ใช่งานศิลปะระดับสูงสุด ศิลปินที่ลึกซึ้งที่สุดมักจะกลับไปสู่รากเหง้าของตนโดยให้ความสำคัญกับทั้งรูปแบบและความหมาย หากคนธรรมดาได้เห็นผลงานของพวกเขา พวกเขาจะรู้สึกเพียงว่ามันคล้ายกับวัตถุดั้งเดิมเท่านั้น จึงสามารถชื่นชมความงามของมันได้ ผู้ที่รู้ดีกว่าจะเข้าใจความหมายเบื้องหลังภาพประกอบ ไม่เพียงแต่จะแสดงถึงรูปแบบดั้งเดิมเท่านั้น แต่ยังมีข้อมูลเชิงลึกของศิลปินอีกด้วย”
อวี้เหยียนลั่วมองใบหน้าของซูอันและพูดต่อว่า “เจ้าจำลองรูปร่างหน้าตาของเจี่ยนเหยียนโหย่วออกมาได้ แต่ไม่ใช่จิตใจ คนธรรมดาอาจบอกความแตกต่างไม่ได้ แต่มันเต็มไปด้วยข้อบกพร่องในสายตาของข้า”
ซูอันพูดไม่ออก นางบอกว่าในสายตาของนางข้าเป็นแค่ศิลปินเร่ขายข้างถนนงั้นเหรอ?
“พอแล้ว ข้าได้ตอบคำถามของเจ้าแล้ว บอกข้ามาว่าเจ้าเป็นใครกันแน่?” อวี้เหยียนลั่วจ้องมองซูอันอย่างใจเย็นขณะพูด ดวงตาทั้งสองส่องแสงเหมือนดวงดาวที่สว่างไสวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน มันสวยงามและน่าหลงใหล
ซูอันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ไม่แปลกใจเลยที่เจ้าใช้ภาพวาดนั้นเพื่อดักจับข้า ดูเหมือนว่าเจ้าได้บรรลุผลลัพธ์ที่ลึกซึ้งในเต๋าแห่งศิลปะแล้ว ในโลกใบนี้ เจ้าจัดลำดับความเข้าใจในเต๋าแห่งศิลปะของตัวเองอยู่ที่เท่าไหร่?”
เมื่อเห็นว่าเขาหลีกเลี่ยงคำถามอีกครั้ง ในตอนแรกอวี้เหยียนลั่วรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย แต่เมื่อได้ยินว่าเขากำลังจะพูดถึงเต๋าแห่งศิลปะ นางอดไม่ได้ที่จะกระพริบตา นางดูสนใจมากขึ้นเล็กน้อย คิดอย่างจริงจังอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “ข้าควรจะอยู่ในอันดับที่สอง”
“โลกนี้กว้างใหญ่มาก ความจริงที่ว่าเจ้าเป็นอันดับสองได้นั้นค่อนข้างเหลือเชื่ออยู่แล้ว” ซูอันถอนหายใจด้วยความชื่นชม หลังจากนั้นเขาก็ถามว่า “แล้วใครคืออันดับหนึ่ง?”
“ข้าไม่รู้” เสียงของอวี้เหยียนลั่วนุ่มนวลราวกับไม่ได้ตระหนักว่าตัวเองอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายเลย
“เจ้าไม่รู้?” ซูอันรู้สึกสับสน “แล้วรู้ได้ไงว่าเป็นอันดับสอง”
“ข้าไม่เคยพบใครที่มีทักษะเหนือกว่าตัวเอง แต่จะมีคนที่ดีกว่าเจ้าเสมอ อาจมีบางคนที่ดีกว่าข้าอยู่ที่ไหนสักแห่งในโลกนี้ แต่ก็มีไม่มากนัก หลังจากคิดดูแล้ว ข้าก็ตัดสินใจว่าตัวเองสมควรจะอยู่ในอันดับที่สอง” น้ำเสียงของอวี้เหยียนลั่วนั้นจริงจัง
ซูอันตกตะลึง เจ้ากำลังล้อข้าเล่นแน่ ๆ
เขารู้สึกสะเทือนใจอีกครั้งกับความมั่นใจในตัวเอง นางดูไร้เดียงสาขณะคุยโม้เกี่ยวกับตัวเองอย่างมั่นใจ
จู่ ๆ เขาก็นึกถึงบางสิ่งและมองตาอีกฝ่าย “จากที่ข้ารู้ ผู้เบิกเท็จของสถาบันหลวงรับศิษย์ไม่กี่คน ทุกคนล้วนเก่งกาจในสาขาของตนเอง ผู้ที่เป็นตัวแทนของ ‘ศิลปะ’ นั้นลึกลับอย่างยิ่ง แทบไม่มีใครรู้จักชื่อของเขา ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นชายหรือหญิง ถ้าข้าคิดไม่ผิด คน ๆ นั้นน่าจะเป็นเจ้าหรือเปล่า?”
อวี้เหยียนลั่วลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ท้ายที่สุดนางพยักหน้าและตอบว่า “แท้จริงแล้วคน ๆ นั้นคือข้าเอง เหตุผลที่ข้าปกปิดตัวตนก็เพราะสถานะของข้าพิเศษเกินไป ทั้งอาจารย์และข้าไม่ต้องการทำให้เกิดปัญหาที่ไม่จำเป็น เราจึงไม่ประกาศเรื่องนี้ให้โลกรู้”
ซูอันตกตะลึงทันที เขาไม่คาดคิดว่าอวี้เหยียนลั่วจะเป็นศิษย์ของผู้เบิกเท็จ*[1] !
จากปฏิสัมพันธ์ของเขากับศิษย์คนอื่น ๆ ของผู้เบิกเท็จ พวกเขาค่อนข้างบริสุทธิ์และไร้เดียงสา ทั้งหมดมีอคติลึกลับและความคลั่งไคล้ต่อแนวทางของตนเอง
“ถ้าเจ้าเป็นศิษย์สายตรงของผู้เบิกเท็จ เหตุใดสาวงามผู้นี้จึงทำผิดเช่นนี้” ซูอันอดไม่ได้ที่จะถามและถอนหายใจ
อวี้เหยียนลั่วไม่พอใจ “มีคนบุกเข้ามาในห้องนอนของข้ากลางดึกโดยปลอมตัวเป็นสามีของข้า ใครกันแน่ที่เป็นคนผิด”
ใบหน้าของซูอันร้อนขึ้น เขาตอบว่า “อย่าพยายามเปลี่ยนเรื่อง ข้ากำลังพูดถึงการตายของเจี่ยนเหยียนโหย่ว”
น้ำเสียงของอวี้เหยียนลั่วเศร้าโศกขณะถามว่า “เขาตายแล้วจริง ๆ เหรอ?”
“อย่าบอกนะว่าเจ้าไม่รู้เรื่องนี้” ซูอันอดไม่ได้ที่จะพูดเย้ยหยัน
“ข้ารู้แค่ว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นกับเขา ไม่รู้จริง ๆ ว่าเขาตายไปแล้ว” อวี้เหยียนลั่วหยุดชั่วขณะแล้วถามว่า “จากสิ่งที่เจ้าพูด ดูเหมือนว่าเจียนไท่ติงเป็นคนทำไม่ใช่เหรอ?”
ซูอันขมวดคิ้ว ผู้หญิงคนนี้ไร้เดียงสาจริง ๆ หรือนางกำลังแสดงอยู่? ถ้าอย่างนั้นทักษะการแสดงของนางก็น่ากลัวเกินไปหน่อยแล้ว
ทันใดนั้น แขนขาวราวกับหิมะก็พุ่งออกมาจากใต้ผ้าคลุม ซูอันตื่นตระหนกและยกแขนขึ้นโดยไม่รู้ตัวเพื่อปิดกั้น แต่ทันใดนั้นแสงประหลาดก็พุ่งออกมาจากดวงตาของอวี้เหยียนลั่ว เขารู้สึกได้ทันทีว่าร่างกายหนักอึ้ง การเคลื่อนไหวช้าลงกว่าปกติเล็กน้อย
ระหว่างช่วงเวลาสั้น ๆ นั้น แขนที่ขาวราวกับหิมะก็ทะลวงการป้องกันและโจมตีเข้าที่จุดสำคัญบนหน้าอกของเขา ร่างกายทั้งหมดของซูอันสั่นสะท้าน เขานั่งลงอย่างแข็งทื่อและขยับไม่ได้อีกต่อไป ทำได้เพียงถามว่า “ทำไมเจ้ายังเคลื่อนไหวได้อีก”
เขาแน่ใจว่าได้จี้จุดชีพจรอีกฝ่ายแล้ว ทำไมนางถึงฟื้นตัวได้เร็วขนาดนี้?
“ข้าควรจะนอนอยู่เฉย ๆ และปล่อยให้เจ้าทำทุกอย่างตามใจงั้นเหรอ?” อวี้เหยียนลั่วตอบด้วยการเยาะเย้ย แววภาคภูมิใจฉายผ่านดวงตา นางลุกขึ้นนั่ง กำลังจะหยิบเสื้อผ้าที่อยู่ด้านข้าง แต่เมื่อยื่นมือออกไปก็รู้ว่าตอนนี้ตัวเองสวมชุดบางเกินไปจริง ๆ นางส่งสายตาไม่พอใจให้ซูอัน จากนั้นจึงเอาผ้าคลุมคลุมศีรษะเพื่อบังสายตาของเขา
ความอบอุ่นและกลิ่นหอมอันน่าหลงใหลในร่างกายของนางยังหลงเหลืออยู่บนผ้าคลุม จู่ ๆ ซูอันรู้สึกว่าจิตใจล่องลอย เขานึกย้อนไปถึงโลกก่อนหน้านี้ที่มักจะมีพวกคลั่งที่จะตามซื้อถุงน่องผู้หญิงใช้แล้วบนเว็บไซต์ต่าง ๆ ผ้าคลุมที่มีกลิ่นของสาวงามอันดับหนึ่งของโลกจะมีราคาเท่าไหร่กัน?
ดวงตาของเขาสดใสขึ้น หลังจากนั้นไม่นาน ผ้าคลุมถูกเอาออกไป อวี้เหยียนลั่วแต่งตัวใหม่แล้ว
“เหตุใดเจ้าจึงปลดผนึกชีพจรได้?” ซูอันถามอีกครั้ง เขาจำได้ว่าไม่ได้ทำอะไรผิดพลาด ถ้าอีกฝ่ายเป็นระดับปรมาจารย์ บางทีเขาอาจจะผนึกนางไม่ได้ แต่เห็นได้ชัดว่านางไม่ใช่
“ข้าเป็นคนถามคำถามเจ้า ไม่ใช่ให้เจ้ามาถามข้า” อวี้เหยียนลั่วรู้สึกยินดีเล็กน้อย ในตอนนั้นอีกฝ่ายก็พูดกับนางแบบเดียวกันนี้ นางแก้แค้นได้อย่างรวดเร็วจริง ๆ!
“เจ้าเป็นใครกันแน่?” นางถามขณะมองประเมินอีกฝ่าย “เจ้าคล้ายเขาจริง ๆ… บางทีอาจมีแค่ข้าที่เข้าใจเต๋าแห่งศิลปะคนเดียว ยิ่งไปกว่านั้น คนที่คุ้นเคยกับเจี่ยนเหยียนโหย่วเป็นอย่างดีอาจบอกความแตกต่างได้”
ดูเหมือนนางจะไม่สนใจด้วยซ้ำที่ไม่มีการตอบสนองใด ๆ นางกล่าวต่อว่า “ถ้าเจ้าไม่ต้องการตอบ ข้าจะตรวจสอบเอง” จากนั้นนางก็เอื้อมมือมาที่ใบหน้าของเขา มองหาหน้ากากที่จะถอด
[1] อวี้เหยียนลั่วเป็นศิษย์คนที่หกของผู้เบิกเท็จ
………………..