เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 171 เฝ่ยไป๋ลู่ ช่วยฉันด้วย!
[พี่ชิงรั่วไม่ต้องกลัวนะ! ผมจะกลับไปเดี๋ยวนี้!] เสียงแก้วแตกดังมาพร้อมกับเสียงแหบพร่าของเฝ่ยเฉิงที่แว่วมาจากปลายสาย
เฝ่ยชิงรั่วเผยยิ้มมุมปาก
เฝ่ยเฉิงเอ๋ยเฝ่ยเฉิง นายอย่าโทษฉันเลย
ถ้าจะโทษก็โทษความใจดีของตัวเองเถอะ เฝ่ยมาทำร้ายนายบ่อย ๆ นายเองก็หนีออกจากบ้านหลายครั้ง แต่พอโทรศัพท์ไปครั้งเดียว นายกลับแจ้นกลับมาหาแล้ว
เพื่อพ่อคนนี้ นายคงยินดีสละชีวิตให้สินะ
“พ่อ พ่อเป็นอะไร” เฝ่ยเฉิงผู้โกรธเคืองเดินเข้ามาในบ้านได้ไม่นานก็ถูกเฝ่ยมาที่จนตรอกและไม่อยากตายกระโจนเข้าใส่ กดตัวเขาไว้บังคับให้อ้าปาก ก่อนจะป้อนหนอนพิษกู่เข้าไป
“พ่อเอาอะไรให้ผมกิน” แม้เฝ่ยเฉิงจะฉลาดน้อยขนาดไหน ก็ยังมองออกว่าเฝ่ยมาไม่ปกติ
เขาล้วงคอตัวเองเพื่อสำรอกออก ทันใดนั้นร่างกายก็ราวกับตกลงสู่ถ้ำใต้ดินอันเย็นยะเยือก
ตอนนี้เฝ่ยมาดูดซับพลังชีวิตของเฝ่ยเฉิงอย่างใจจดใจจ่อ ใบหน้าที่บิดเบี้ยวของเขาเริ่มผ่อนคลาย “ฮ่า ๆ รอดแล้ว ๆ”
สีหน้าเฝ่ยเฉิงซีดเซียว เหงื่อไหลจากหน้าผากตกลงสู่พื้น มือของเขาเหี่ยวย่นลงอย่างเห็นได้ชัด…
เฝ่ยชิงรั่วยืนมองเหตุการณ์อยู่บนชั้นสอง ริมฝีปากของเธอยกยิ้ม ยกแก้วดื่มน้ำผลไม้จนหมด
เงาสีดำทอดปรากฏตัวเหยียดยาว
ท่วงท่าสง่างามอ่อนเยาว์บนร่างกายเริ่มเปลี่ยนไปในพริบตา
……
“ฉันให้คุณค่ะ ขอจากพยาบาลมาน่ะ” เฝ่ยไป๋ลู่บนเตียงผู้ป่วย สีหน้าซีดเซียว มือที่พันด้วยผ้าปิดแผลหยิบแผ่นปิดแผลห้ามเลือดขึ้นมา
สายตาเหลือบมองลำคอที่มีรอยแผลถาก ๆ ของเวินสือเหนียน
“แค่แผลเล็กน้อย ไม่เป็นไร” เวินสือเหนียนพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา ก้มหน้าปอกแอปเปิลต่อไป
สวรรค์! คุณชายสามคนนี้ช่างไม่รู้จักคว้าโอกาสไว้จริง ๆ ตอนนี้ควรจะแกล้งทำตัวน่าสงสาร เพื่อให้คุณเฝ่ยรู้สึกสงสารสิ!
เจี่ยนต๋าเช่ารู้สึกโมโหและผิดหวังที่เจ้านายไม่เอาไหน แต่สีหน้ายังคงยิ้มแย้ม ช่วยเจ้านายหาข้อแก้ตัวว่า “คุณเฝ่ย บาดแผลที่คอของคุณชายสามเวินไม่รุนแรงหรอกครับ…” อีกสักพักก็อาจจะหายดีได้…
เฝ่ยไป๋ลู่กลับเป็นฝ่ายขัดจังหวะเขาก่อน “เขาบาดเจ็บไม่หนักก็ไม่ต้องใส่ใจหรือไง?”
เจี่ยนต๋าเช่าปิดปากฉับ
ถามด้วยน้ำเสียงแบบนี้ เขานึกว่าเป็นคุณชายสามเวินเสียอีก
เวินสือเหนียนหรี่ตามองเฝ่ยไป๋ลู่ สุดท้ายก็ยื่นมือมารับแผ่นปิดแผลไป
“ฉันหวังว่าตอนที่เราเจอกันอีกครั้ง คุณจะได้ใช้สิ่งนี้” สายตาของเฝ่ยไป๋ลู่จ้องมองไม่หลบเลี่ยง เธอรู้ดีว่าตัวเองใช้เรี่ยวแรงไปมากแค่ไหน
แม้บาดแผลจะดูไม่ลึก แต่ก็เจ็บและต้องใช้เวลานานกว่าจะหาย
เวินสือเหนียนเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับช้า ๆ
เมื่อต้องเลือกระหว่างรักษาภาพลักษณ์กับการเชื่อฟัง เขาขอเลือกอย่างหลัง
เจี่ยนต๋าเช่าก้มหน้า ถอยหลังจากไปเงียบ ๆ ที่นี่ไม่มีที่ให้เขาอยู่แล้ว
เมื่อกี้เขาไม่น่าพูดขัดเลย!
เฝ่ยไป๋ลู่ยังนึกห่วงพวกผู้อาวุโสทั้งหลาย เธอเลยถือโอกาสนี้ถาม “แล้วคนอื่นเป็นไงบ้างคะ?”
“ยังไม่ตาย” เวินสือเหนียนเม้มปาก
ถ้าไม่ใช่เพื่อพวกเขา เฝ่ยไป๋ลู่จะบาดเจ็บหนักขนาดนี้ได้ยังไง
เฝ่ยไป๋ลู่ไม่ถือโทษโกรธคำพูดเย็นชาของเวินสือเหนียน แค่ได้รู้เรื่องสำคัญก็พอแล้ว เธอจึงถามถึงเรื่องราวในเมืองต้าหลินต่อ “ฝนในเมืองต้าหลินหยุดหรือยัง?”
เวินสือเหนียนตอบ “หยุดแล้ว ระดับน้ำที่ท่วมก็ลดแล้ว ตอนนี้กำลังทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรค ชาวเมืองต้าหลินคงจะได้กลับบ้านเร็ว ๆ นี้”
เขาหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะพูดต่อว่า “เงินบริจาคของตระกูลเวินได้รับการจัดสรรอย่างเหมาะสม และถูกส่งไปครอบคลุมทุกศูนย์พักพิงชั่วคราว รวมถึงสิ่งของจำเป็นและกองทุนฟื้นฟูหลังภัยพิบัติด้วย”
“ฉันรู้แล้วค่ะ” เฝ่ยไป๋ลู่มองเวินสือเหนียน รู้สึกได้ว่าไอมรณะบนตัวเขาน้อยลงไปมาก แต่ก็ยังช้ากว่าความเร็วที่มันเพิ่มขึ้นอยู่ดี
คนเมืองต้าหลินกว่าหกแสนคน มีคนที่ได้รับความช่วยเหลือจากตระกูลเวินอย่างน้อยก็ครึ่งหนึ่ง ผลบุญมหาศาลขนาดนี้กลับลบล้างไอมรณะได้ไม่เท่าไหร่เอง
ไม่รู้ว่าคนที่สับเปลี่ยนชะตาชีวิตของเวินสือเหนียน ทำอะไรชั่วช้ากับคนและเทพเจ้าไว้บ้าง
“ถึงยังมีปราณมรณะติดตัว แต่อย่างน้อยการสั่งสมผลบุญในตอนนี้ก็ถือว่าไปได้สวยนะคะ” เฝ่ยไป๋ลู่พูด “อีกไม่นานต้องสำเร็จแน่ ๆ”
“งั้นเหรอ” เวินสือเหนียนมองขาของตัวเองด้วยแววตามัวหมอง
‘อีกไม่นาน…’
‘ช้าเกินไป เขาไม่อาจรอได้’
จิตใจที่สงบดุจทะเลสาบไร้คลื่นลมไม่เหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว
หากขาของเขายังใช้การได้ เขาคงติดตามเธอไปเมืองต้าหลิน แทนที่จะทำได้เพียงมองร่างของเธอล้มลง…
“มาทำลับ ๆ ล่อ ๆ อะไรกัน นี่! แกห้ามเข้า…” เสียงของเจี่ยนต๋าเช่าเถียงกับใครบางคนดังมาจากหน้าประตู
เวินสือเหนียนกำลูกประคำ สลัดความคิดฟุ้งซ่านในใจ “ผมขอไปดูหน่อย”
“แกจะกัดทำไมเนี่ย!”
“ที่นี่ไม่ใช่บ้านตระกูลเฝ่ย ถ้าแกยังอาละวาด ฉันจะเรียกบอดี้การ์ดมาจัดการ!”
เจี่ยนต๋าเช่ามองรอยฟันจนเลือดซึมบนมือ พร้อมข่มขู่อีกฝ่ายหลายครั้งอย่างเจ็บปวด
“เกิดอะไรขึ้น” เพียงเวินสือเหนียนออกจากห้องผู้ป่วย เขาก็ราวกับเป็นคนละคน ทั้งคิ้วทั้งตาคมกริบ สีหน้าเย็นชาอย่างยิ่ง
หลังจากเห็นเวินสือเหนียนออกมา เจี่ยนต๋าเช่าก็รีบอธิบาย “คุณชายสาม คนคนนี้จะขอพบคุณเฝ่ย ผมพูดอะไรก็ไม่ฟัง…”
สายตาเย็นชาของเวินสือเหนียนจ้องเขม็งไปยังเฝ่ยเฉิง ชายหนุ่มลูบนิ้วมือด้วยความประหม่า “ผมมาหาเฝ่ยไป๋ลู่”
“ไล่เขาออกไป” เวินสือเหนียนเอ่ยอย่างเฉยชา
เฝ่ยเฉิงตะโกนเสียงดัง “พวกเราเป็นพี่น้องที่เลือดข้นกว่าน้ำ! เฝ่ยไป๋ลู่เป็นพี่สาวแท้ ๆ ของผม ผมมีเรื่องจะคุยกับเธอ! ถึงคุณจะเป็นคุณชายสามเวินก็ไม่สิทธิ์มาขวาง!”
‘พี่น้อง?’ เวินสือเหนียนหันมองชายหนุ่มสภาพย่ำแย่ตรงหน้าด้วยสายตาเยือกเย็น
ตอนส่งข้อความหาเหมียวจื่ออั๋ง เขาก็ได้เห็นว่าข้อความบนสุดของเฝ่ยไป๋ลู่เป็นของพ่อแม่บุญธรรมของเธอ เธอลบข้อความของหลายเดือนที่ผ่านมาออกทั้งหมด
ตั้งแต่เขารู้จักเฝ่ยไป๋ลู่ เห็นได้ชัดว่ามีคนที่รักเธออยู่แท้ ๆ แต่อีกฝ่ายกลับต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมายคนเดียว
สาเหตุที่ทำให้เป็นแบบนี้ก็เพราะตระกูลเฝ่ย!
แต่หมอนี่ยังกล้าพูดว่าเฝ่ยไป๋ลู่เป็นพี่สาวแท้ ๆ ของตัวเอง
เฝ่ยเฉิงรู้สึกว่าสายตาของเวินสือเหนียนที่จ้องมา ราวกับกำลังแบกรับน้ำหนักที่เกินจะทนไหว
บอดี้การ์ดที่เจี่ยนต๋าเช่าเรียกมาช้าเกินไป เพราะตอนนี้เฝ่ยเฉิงพลันกัดฟัน พุ่งเข้าไปในห้องผู้ป่วยแล้ว
พอเห็นเฝ่ยไป๋ลู่มีสีหน้าซีดเซียวนอนอยู่บนเตียง เฝ่ยเฉิงก็ตะลึงไปพักหนึ่ง ไม่คาดคิดว่าเธอจะบาดเจ็บสาหัสขนาดนี้
แต่ตอนนี้ เขาเองก็ไม่มีทางเลือกอื่น
เฝ่ยไป๋ลู่คือหนทางเดียวที่จะช่วยเขากับเฝ่ยมาได้
“เฝ่ยไป๋ลู่ ช่วยฉันด้วย!”