เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 173 คนที่น่าขยะแขยงที่สุดในตระกูลเฝ่ย
- Home
- เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง
- บทที่ 173 คนที่น่าขยะแขยงที่สุดในตระกูลเฝ่ย
เหวินชิงหย่านำชามออกมามอบให้เฝ่ยชิงรั่ว เฝ่ยชิงรั่วแทบรอไม่ไหวที่จะกินซุปเม็ดบัว แล้วเหวินชิงหย่าก็พูดด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่ต้องรีบ หม้อนี้ของลูกคนเดียว”
หลังจากกินซุปเม็ดบัว เฝ่ยชิงรั่วก็รู้สึกสบายใจอย่างอธิบายไม่ถูก
เมื่อก่อนร่างกายของเธออ่อนแอ ป่วยง่าย ออกแรงมากก็ไม่ได้
เธอจึงต้องการไขกระดูกของเฝ่ยไป๋ลู่อย่างเร่งด่วน เพราะอยากมีร่างกายที่แข็งแรงขึ้น
ตอนนี้ซุปถ้วยนี้ทำให้เธอรู้สึกถึงพลังอันอบอุ่นในร่างกาย เฝ่ยชิงรั่วเลียริมฝีปาก พลางครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
ดวงตารูปผลซิ่งของเหวินชิงหย่าโค้งขึ้น “ลูกไม่อิจฉาวิชาการทำนายดวงชะตาของเฝ่ยไป๋ลู่บ้างเหรอ? เอาไว้หายดีแล้วแม่จะสอนเคล็ดลับให้ รู้ไว้ จะได้ไม่ด้อยไปกว่าไป๋ลู่”
ดวงตาของเฝ่ยชิงรั่วเป็นประกาย “เคล็ดลับนั้นคืออะไรคะ?”
เธอเพิ่งรู้ว่าแม่ของเธอเป็นผู้ฝึกตนสายในของนิกายหนึ่งเหมือนกับอาจารย์หลิน!
เหวินชิงหย่าขมวดคิ้ว ก่อนเผยยิ้ม “ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะบอก”
เช้าวันรุ่งขึ้น กานว่างถืออาหารจำนวนหนึ่งเข้ามายังห้องพักผู้ป่วยของเฝ่ยไป๋ลู่
เมื่อเห็นเฝ่ยไป๋ลู่มีหน้าตาซีดเซียว หัวใจของชายหนุ่มก็คล้ายถูกมือใหญ่คู่หนึ่งบีบ ทำให้รู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย
นี่เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยรู้สึกมาก่อน
กานว่างพูดขึ้น “คุณสบายดีหรือเปล่า? ถ้าอาจารย์ไม่บอก ผมคงไม่รู้ว่าคุณไปที่เมืองต้าหลินด้วย ท่านหานเชียนด้วย ทำไมถึงเรียกคุณไปในที่ที่อันตรายแบบนั้น…”
“แต่ฉันก็กลับมาแล้วไม่ใช่หรือไง?” เฝ่ยไป๋ลู่ยิ้มแล้วถามว่า “ผู้อาวุโสกานเป็นยังไงบ้าง?”
“ตื่นมาก็ไม่เป็นอะไรแล้ว แต่อาการบาดเจ็บคงหายช้าหน่อย” กานว่างวางอาหารลงบนโต๊ะ หย่อนก้นนั่งบนเก้าอี้ และกล่าวอย่างจริงจัง “อาจารย์ขอให้ผมเล่าเหตุการณ์ในเมืองต้าหลินให้คุณฟัง”
“คนกลุ่มนั้นมาจากองค์กรเดียวกัน ไม่ทราบชื่อทั้งตัวผู้ก่อตั้งและองค์กร รู้เพียงว่าพวกเขาศรัทธาในดอกบัวศักดิ์สิทธิ์ที่จะมอบความอมตะให้ พวกเขารับสมัครผู้มีความศรัทธา แต่มีเพียงสาวกไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงความลับขององค์กรได้ ส่วนคนอื่น ๆ ล้วนเป็นผู้ติดตาม”
“ก่อนหน้านี้พวกเขาเคยก่อเหตุทางตอนเหนือของเมือง แต่ตอนนี้เป้าหมายของพวกเขาอยู่ที่เมืองเจียง”
“เราสงสัยว่าในขณะที่พวกเขากำลังปลูกบัวศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาก็พยายามจะขโมยเส้นชีพจรมังกรไปด้วย…”
‘ขโมยเส้นชีพจรมังกร?’ เฝ่ยไป๋ลู่ตั้งใจฟัง
เมื่อเวินสือเหนียนมาถึง ชายหนุ่มเห็นว่าทั้งสองกำลังคุยกันอยู่ จึงไม่เข้าไปรบกวน
ทันใดนั้นกานว่างก็หยุดพูด และมองออกไป
ดวงตาของพวกเขาสบกัน
ม่านตาสีเข้มของเวินสือเหนียนลุ่มลึกราวกับเหวที่ไร้แสงสว่าง
ดวงตาของเขาไร้ซึ่งความอบอุ่น เสมือนลมหนาวในยามราตรีที่ทำให้ผู้คนต่างรู้สึกหนาวเหน็บ
ไม่ใช่คนดี…
กานว่างหยุดชะงัก ก่อนจะฝืนพยักหน้าแกน ๆ
และเมื่อเฝ่ยไป๋ลู่สังเกตเห็น เธอก็หยุดพูดเรื่องนี้ทันที
ครั้นมองเห็นอาหารในมือเวินสือเหนียน เฝ่ยไป๋ลู่ก็กลับมามองกานว่างด้วยรอยยิ้ม “คุณอยากกินอาหารเช้าด้วยกันไหม?”
ความคุ้นเคยระหว่างเฝ่ยไป๋ลู่กับเวินสือเหนียนทำให้ดวงตาของกานว่างหรี่ลง
แต่แล้วชายหนุ่มก็เอ่ยทั้งรอยยิ้ม “ขอบคุณ แต่ผมคงไม่รบกวน ต้องไปดูแลอาจารย์ต่อน่ะ”
พอได้ยินแบบนี้ เวินสือเหนียนก็โล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย
กานว่างอยู่ต่ออีกครู่หนึ่ง และขอตัวกลับ
ภายในห้องพัก เวินสือเหนียนวางอาหารเช้าลง และไม่ได้ออกไป
“คุณไม่ต้องไปทำงานเหรอคะ?” เฝ่ยไป๋ลู่รู้สึกว่าช่วงนี้เจอเวินสือเหนียนมาบ่อยเกินไปแล้ว
เวินสือเหนียนมองเธอ แล้วกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “ไล่ผมเหรอ?”
“เปล่าค่ะ” เฝ่ยไป๋ลู่เผยยิ้มกระอักกระอ่วน เธอกลัวว่าจะทำให้งานของเวินสือเหนียนล่าช้าต่างหาก
คุณชายสามเวินเป็นคนที่งานยุ่ง และมีเรื่องให้ทำมากมาย เธอจึงไม่ต้องการสร้างปัญหาให้เขาเพิ่ม
เวินสือเหนียนเข้าใจสิ่งที่เธอสื่อ เขาพูดขึ้น “การอยู่โรงพยาบาลโดยไม่มีคนอยู่ด้วยไม่น่าจะดีเท่าไหร่ พ่อแม่บุญธรรมของคุณก็มาอยู่กับคุณไม่ได้ ผมก็เลย… แต่ถ้าคุณไม่อยากเจอผม ผมก็จะออกไป”
หลังพูดอย่างนั้น เขาก็ก้มลงมองขาตัวเองอย่างเศร้าใจ
เฝ่ยไป๋ลู่ตกตะลึง และทันใดนั้นก็นึกได้ว่าร่างกายของเวินสือเหนียนอ่อนแอ ป่วยออด ๆ แอด ๆ มาตั้งแต่เด็กเพราะโชคของเขาถูกชิงไป กระทั่งขาก็พิการ ทำให้ต้องอยู่ในโรงพยาบาลเสียส่วนใหญ่
นอกจากนี้พลังมรณะที่แข็งแกร่งบนร่างกายของเขายังส่งผลต่อโชคลาภของคนรอบข้าง เมื่อเวลาผ่านไป จึงเหลือคนที่อยู่ใกล้ชิดเขาเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
เขาอาจต้องมารักษาเพียงลำพังที่โรงพยาบาล…
พอคิดมาถึงตรงนี้ เฝ่ยไป๋ลู่ก็ด่าตัวเอง และรีบพูดว่า “ใช่ว่าฉันไม่อยากเจอคุณ จริง ๆ แล้วฉันรู้สึกขอบคุณมากที่คุณดูแลฉันแบบนี้”
ไม่ใช่ว่าไม่อยากเจอ? มุมปากบางของเวินสือเหนียนขกขึ้นเล็กน้อย “ก็ดีแล้ว…”
ไม่มีร่องรอยของความโศกเศร้าในดวงตาของเขาอีก มีเพียงประกายแห่งความสุข
แผลบนลำคอมีผ้าก๊อซพันไว้ก็เหมือนจะหายดีแล้ว แต่ยังคันอยู่เล็กน้อย ราวกับว่าถูกขนนกจักจี้เบา ๆ
แต่เมื่อคิดถึงชายหนุ่มรูปงามเมื่อสักครู่ เวินสือเหนียนก็หุบยิ้ม
“คุณชาย คุณเฝ่ย ผู้นำตระกูลเฝ่ยเสียชีวิตแล้วครับ” เจี่ยนต๋าเช่าเคาะประตูแล้วเข้ามาบอกข่าว “ครอบครัวเฝ่ยบอกว่าคุณเฝ่ยตกบันไดเสียชีวิต แล้วเฝ่ยเฉิงก็เพิ่งทำเรื่องเดินทางไปต่างประเทศครับ”
เฝ่ยไป๋ลู่กล่าวขึ้น “ฉันไม่ได้เป็นคนยุยงนะคะ”
เธอไม่เคยคิดมาก่อนว่าเฝ่ยเฉิงจะโหดเหี้ยมขนาดนี้
แต่แน่นอนว่าไม่มีใครสามารถอยู่เฉยได้ เมื่อมีเรื่องผลประโยชน์หลักของตนเองเข้ามาเกี่ยวข้อง
เวินสือเหนียนถาม “การกระทำของเขาเกี่ยวข้องกับคุณยังไง?”
เจี่ยนต๋าเช่าลังเลไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้น “คุณเฝ่ย ผมได้ยินมาว่าครอบครัวเฝ่ยต้องการเชิญคุณไปงานศพครับ”
ชวนเธอไปจุดธูปบูชาเฝ่ยมาหรือไง? ตระกูลเฝ่ยล้วนมีแต่คนน่ารังเกียจมากเล่ห์เสียจริง
เฝ่ยไป๋ลู่ขมวดคิ้ว “ฉันไม่ไป”
เจี่ยนต๋าเช่าคิดว่าตระกูลเฝ่ยนั้นแปลกมาก “ผมเพียงกลัวว่าตระกูลเฝ่ยจะใช้เหตุการณ์นี้ทำลายชื่อเสียงของคุณ…”
ท้ายที่สุดแล้ว เฝ่ยมาก็เป็นพ่อผู้ให้กำเนิดของเฝ่ยไป๋ลู่ หากพวกเขาออกความคิดเห็นสู่สาธารณชน ผู้ที่ไม่รู้อาจคิดว่าเฝ่ยไป๋ลู่ใจร้าย ซึ่งไม่เอื้อต่ออาชีพไลฟ์สดของเฝ่ยไป๋ลู่เลย
การจับตาดูหญิงสาวทุกวันทำให้เขายุ่งเหลือเกินแล้ว เวินสือเหนียนจึงหันมองไปที่เจี่ยนต๋าเช่า “หาอะไรให้ครอบครัวเฝ่ยทำ…”
จากนั้นก็ค่อย ๆ ต้อนตระกูลเฝ่ยไปสู่หล่มโคลน ทำให้คนเหล่านี้ไม่มีที่ยืนในสังคมได้อีก
เจี่ยนต๋าเช่าได้ฟังก็พลันเข้าใจความนัย เขาพยักหน้ารับคำหนักแน่น “ครับ! คุณชาย!”
ด้วยความกดดันจากเวินสือเหนียน ครอบครัวเฝ่ยตกอยู่ในความโกลาหล กระทั่งงานศพของเฝ่ยมาก็ยังต้องจัดขึ้นอย่างลวก ๆ
แม่เฝ่ยที่อยู่ต่างจังหวัดเพิ่งมาถึงงาน เอาแต่ร้องไห้เมื่อเห็นโลงศพของเฝ่ยมา ทว่าไม่ยอมจัดการกับปัญหาภายในครอบครัวราวกับตนไม่ใช่ภรรยาผู้นำตระกูลเฝ่ย
“คุณนายเฝ่ย ฉันเป็นทนายความที่ได้รับการว่าจ้างจากคุณเฝ่ยให้จัดการพินัยกรรม ขอแสดงความเสียใจด้วยค่ะ…” เสียงของเหวินชิงหย่าเบาลง และเธอก็ได้รับความไว้วางใจจากแม่เฝ่ยอย่างรวดเร็ว เธอกอดเหวินชิงหย่าขณะร้องไห้ และถามว่าเธอจะได้ทรัพย์สินเท่าไหร่
เฝ่ยชิงรั่วมองสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเย็นชา ทันใดนั้นก็รู้สึกดีใจเล็กน้อยที่แม่ของเธอคือเหวินชิงหย่า ไม่ใช่คุณนายเฝ่ยที่อยู่ตรงนั้น
เฝ่ยเฉิงสวมชุดไว้ทุกข์ สีหน้าหม่นหมองเล็กน้อย ทุกคนคิดว่าเขาเสียใจกับการสูญเสียพ่อ แต่ไม่มีใครคิดว่าเขาคือคนที่ผลักเฝ่ยมาลงบันได
เด็กหนุ่มมองเฝ่ยชิงรั่วด้วยสายตาซับซ้อน จากนั้นก็หันหลัง และจากไป
มีคนน้อยมากที่มาร่วมงานศพของเฝ่ยมา ทำให้ทั่วห้องโถงไว้ทุกข์ร้างผู้คน
ทันใดนั้นก็มีคนจงใจพูดถึงเฝ่ยไป๋ลู่ว่า “ทำไมเฝ่ยไป๋ลู่ไม่มาล่ะ เฝ่ยมาเป็นพ่อผู้ให้กำเนิดของเธอไม่ใช่เหรอ? จะไม่เลือดเย็นเกินไปหน่อยหรือไง?”
เจ้าตัวคิดว่าคำพูดของเขาจะกระตุ้นคนอื่นได้ แต่กลับไม่มีใครพูดอะไรออกมา
แม้แต่คนรอบข้างเขาก็ยังไม่พูด ทั้งยังถอยห่างจากเขา เพราะกลัวว่าคุณชายสามเวินจะจัดการพวกเขา หากเข้าไปพัวพันกับเรื่องนี้
ทุกคนล้วนเลี่ยงที่จะพูดถึงเฝ่ยไป๋ลู่ แต่เมื่อเผลอพูดถึงเธอ พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยงอาหารค่ำวันนั้น
“จำอาจารย์หลินได้ไหม?”
“จำได้ แต่ไม่ได้ยินเรื่องเขามานานแล้ว…”
“เหมือนว่าเขาจะตายแล้วนะ…”
ฝูงชนเงียบไป และหัวข้อนี้ก็หยุดลงทันที ไม่มีใครกล้าพูดอะไรอีก