เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 24 โต้กลับ
บทที่ 24 โต้กลับ
เฝ่ยไป๋ลู่โยนใบฮว๋ายสีเขียวมรกตขึ้นไปในอากาศ ทันใดนั้นก็เกิดลมพัดแรงเสียงดัง ‘หวือ’ ทำให้ชายเสื้อขยับ
ใบฮว๋ายเรียวยาวที่บางและยืดหยุ่น แข็งแรง ลอยค้างอยู่กลางอากาศเสมอ
เฉินซีมองดูภาพที่ไม่ตรงตามหลักวิทยาศาสตร์ตรงหน้าโดยไม่กล้าพูดอะไร ด้วยกลัวว่าจะขัดจังหวะการร่ายคาถาของอาจารย์
สีหน้าของเฝ่ยไป๋ลู่สงบ มือของเธอผนึกอยู่ที่จุดอิ่นถาง และที่กำลังท่องอยู่คือ มนต์เทพบิดาแห่งดินแดนบรรพชา*[1] ซึ่งเป็นหนึ่งในมหามนต์ที่ยิ่งใหญ่แห่งลัทธิเต๋า โดยหน้าที่ของมันคือการเชิญองค์เทพประทับกลับคืนสู่ตำแหน่ง
และ ‘เทพ’ ที่เธออยากอัญเชิญคือ ต้นฮว๋ายร้อยปีใจกลางชุมชน!
ต้นฮว๋ายเป็นไม้ยืนต้นที่ทั้งอายุยืนและแข็งแกร่ง มันจะช่วยคุ้มครองและดึงดูดทรัพย์ จึงมีคนจำนวนมากต่างมาโค้งคำนับอธิษฐานขอพร
คนเหล่านี้มาแล้วก็ไป แต่มันยังคงยืนตระหง่านมั่นคงฝ่าลมและฝน คอยปกปักรักษาอยู่เสมอ
ในยุคที่ขาดศรัทธา เป็นเรื่องยากที่จะเจอเทพเจ้า ดังนั้นเธอจึงยืมพลังจากการที่มนุษย์มาอธิษฐานร้องขอความสงบสุข ความหวังที่จะประสบความสำเร็จ และจิตวิญญาณของการปกปักรักษาของต้นฮว๋าย ให้เรียกโชคของเฉินซีที่ถูกขโมยไปคืนมา
ถึงเรียกกลับมาไม่สำเร็จ อย่างน้อยเธอก็ต้องหยุดไม่ให้โชคของเฉินซีถูกขโมยต่อ และทำให้คนที่วางค่ายกลนี้เจอผลสะท้อนกลับไป เฝ่ยไป๋ลู่หวังว่าทุกอย่างจะกลับคืนมาเป็นปกติ และคนที่ทำชั่วต้องได้ชั่ว!
บนตัวเฝ่ยไป๋ลู่ไม่มีของที่จะตั้งแท่นบูชา กระทั่งของอย่างผ้ายันต์ก็ไม่มี หากต้องการเชิญองค์เทพด้วยใบฮว๋าย อุปสรรคย่อมใหญ่หลวงอย่างไม่ต้องสงสัย และในวินาทีนั้นเองลมก็พัดกระหน่ำอย่างรุนแรง
“อาจารย์…” เฉินซีทั้งตกใจทั้งหวาดกลัว เขาหมอบตัวต่ำอยู่บนพื้นอย่างน่าเวทนา พยายามเกาะพื้นเอาไว้สุดกำลัง เพราะเขาเกือบจะถูกแรงลมที่แปลกประหลาดนี้พัดปลิวไปแล้ว
เฝ่ยไป๋ลู่ได้ยินก็ออกจากสมาธิ ยกมือขึ้นวาดรูปร่างยันต์ที่มองไม่เห็นใส่เขา
พลันเฉินซีรู้สึกดีขึ้นมาก และไม่ต้องให้เฝ่ยไป๋ลู่บอก เขาก็กลิ้งตัวหลบไป ก่อนจะค่อย ๆ คลานออกมาจากดาดฟ้าที่อันตรายนี้ ไม่อยู่เพิ่มภาระให้อาจารย์อีก
“องค์เทพไท่ซ่าง*[2]มีบัญชา จงค้นหาวิญญาณร้าย เทพธรรมบาลรักษาพระธรรม สวดมนต์อารักขา…” ดวงตาสีเข้มของเฝ่ยไป๋ลู่ฉายแสงสีม่วงสว่างวาบ และลมที่พัดแรงราวกับสัตว์ร้ายก็หยุดลง เธอเห็นโชคบนร่างของเฉินซีที่ถูกดึงออกไปอย่างต่อเนื่องได้ยุติลงแล้ว และโชคดีเหล่านั้นก็ได้ไหลกลับมา วิญญาณชั่วร้ายที่ออกมาจากบ้านเฉินตงพลันหายวับไปราวกับถูกเผา
นอกจากนี้ก็ยังมีพลังแห่งชีวิตบางส่วนแผ่ออกมาจากต้นฮว๋าย ลอยไปที่ตัวเฉินซี ชดเชยพลังจิตวิญญาณของเขาที่สูญเสียไป
เฉินซีนับว่ายังมีความโชคดีในความโชคร้าย เขาได้รับการปกปักรักษาเพิ่มขึ้นมาอีกไม่น้อย
หลังจากเรียกโชคของเฉินซีกลับมาได้สำเร็จ สีหน้าของเฝ่ยไป๋ลู่กลับยิ่งเคร่งขรึมขึ้น
โชคของเฉินซีที่ถูกขโมยไปได้หลั่งไหลกลับมาจากสองทิศทางที่ต่างกัน
นี่แสดงให้เห็นว่านอกจากเฉินตงแล้ว เทียนฉื่อที่ช่วยวางค่ายกลให้กับเฉินตงท่านนั้นก็ยืมโชคไปเช่นกัน!
ใครกันที่มีวิธีการเช่นนี้?
อีกทั้งมนต์คาถาที่ใช้ยืมโชคประเภทนี้ยังให้ความรู้สึกคุ้นเคยอยู่นิด ๆ…
เฝ่ยไป๋ลู่คิดอยู่นาน ทันใดนั้นก็ตระหนักได้ว่า ครอบครัวเฝ่ยเองก็ได้ยืมหยดเลือดหัวใจของเธอเช่นกัน ทั้งยังยืมโชคของเธอเพื่อเปลี่ยนดวงชะตาให้ดีขึ้นด้วย
อาจารย์หลินจะเกี่ยวข้องกับการใช้อาคมในครั้งนี้หรือเปล่า?
……
‘ฟึ่บ!’
เลือดสีดำจากปากสาดกระเซ็นลงบนพื้น ใบหน้าที่ราวกับกระดาษทองของหานซุ่นเซิงพลันล้มคะมำลง ระฆังทองแดงแปดเหลี่ยมในมือก็ตกลงบนพื้น จนเกิดเป็นรอยร้าวแยกออก
“ศิษย์พี่รอง!” ดวงตาอาจารย์หลินเบิกกว้าง เขารู้สึกว่าภาพนี้คล้ายกับตนเองเมื่อไม่นานมานี้นัก
เขารีบประคองหานซุ่นเซิงลุกขึ้น แล้วยัดยาช่วยชีวิตเข้าไปในปากของหานซุ่นเซิง
หานซุ่นเซิงกลืนยาอย่างยากลำบาก เขาเอามือปิดคอตัวเองแล้วกระเดือกกลืนลงไป
หลังจากยาออกฤทธิ์และช่วยชีวิตเอาไว้ได้ เขาก็หอบหายใจแล้วมองเครื่องมือศักดิ์สิทธิ์ของตนเองที่แตกออกด้วยความเจ็บปวดใจ พลันเอ่ยด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด “มีคนทำลายค่ายกลของฉัน ฉันเองก็ถูกโต้กลับด้วยค่ายกลเดียวกัน ถ้าไม่ใช่เพราะระฆังทองแดงแปดเหลี่ยมรับความเสียหายส่วนหนึ่งแทน น่ากลัวว่าตอนนี้ฉันจะตายไปแล้วด้วยซ้ำ…”
คนผู้นั้นน่ากลัวและทรงพลังมาก พลังอาคมแข็งแกร่งจนสามารถทำลายรูปแบบค่ายกลที่เขาสร้างขึ้นได้ ทั้งยังมีพลังงานเหลือจนเรียกโชคทั้งหมดที่เขาใช้อยู่กลับคืนไปได้อีก จนเขาไม่มีพลังเหลือให้ต่อต้านเลยแม้แต่น้อย ใครบนโลกนี้ที่จะมีความสามารถอันทรงพลังเช่นนี้ได้?
เขารู้จักเทียนฉื่อทุกคนของเมืองเจียง และย่อมไม่มีใครที่มีความสามารถระดับนี้!
เทียนฉื่อจากนอกเมืองงั้นเหรอ?
“ศิษย์พี่รอง พูดตามตรงที่ผมมาหาพี่ครั้งนี้ก็เพื่อพักฟื้น แล้วก็เป็นเพราะค่ายกลถูกตีกลับด้วยเช่นกัน” อาจารย์หลินยิ้มอย่างขมขื่น “จู่ ๆ เมืองเจียงก็มีเทียนฉื่อที่เก่งกาจปรากฏตัวขึ้น แต่ผมหาไม่เจอว่าเป็นใคร…ช่วงนี้พวกเราคงต้องหลีกเลี่ยงศัตรูที่แข็งแกร่งนี้ไปก่อน รอจนหายดีจากอาการบาดเจ็บค่อยเรียกให้ศิษย์พี่คนอื่น ๆ มาช่วยกันตามหาตัวคนคนนั้น!”
“อือ นี่คือทั้งหมดที่เราทำได้ตอนนี้” หานซุ่นเซิงสีหน้ามืดมน พูดจบก็ไอเป็นเลือดออกมาอย่างทนไม่ไหว
เมื่อเห็นสภาพที่น่าสังเวชของหานซุ่นเซิง อาจารย์หลินก็อดไม่ได้ที่จะจับหน้าอก ใจยังคงมีความหวาดกลัวต่อความเจ็บปวดจากการถูกโต้ค่ายกลกลับไม่หาย
เมื่อเขานึกถึงครอบครัวเฝ่ยก็นึกถึงเฝ่ยไป๋ลู่ที่ทำให้เขาดูแย่ในที่สาธารณะ ในดวงตาของเขาพลันส่องประกายความเกลียดชังวาบขึ้นมา
อาจารย์หลินกลอกตา แล้วบอกเรื่องของครอบครัวเฝ่ยกับหานซุ่นเซิงว่า “ศิษย์พี่รอง หยดเลือดหัวใจของเฝ่ยไป๋ลู่คนนั้นมีผลที่น่าอัศจรรย์ ถ้าเราถลกหนังแล้วเจาะเลือดของเธอ อาการบาดเจ็บภายในที่เราได้รับจะต้องหายอย่างรวดเร็วแน่นอน นอกจากนี้ไม่แน่ว่าอาจจะอาการดีขึ้นด้วยซ้ำ”
“จริงเหรอ?” หานซุ่นเชิงอยากจะฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บโดยไว หลังจากได้ยินแบบนี้ เขาก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “ฉันจะให้คนหลอกเธอออกมา”
“ท่านประธาน!”
“เรียกรถพยาบาลเร็ว!”
จู่ ๆ เฉินตงก็เป็นลมล้มตึงกลางที่ประชุมบริษัท จนศีรษะกระแทกกับมุมโต๊ะ ทำให้เลือดอาบเต็มหน้า
ภาพเหตุการณ์นี้ทำให้พนักงานออฟฟิศทุกคนตกใจกลัวจนเอาไปฝันร้ายกลางดึกได้ พวกเขารีบนำตัวคนเจ็บไปโรงพยาบาล
“อะไรนะ? จู่ ๆ สามีฉันก็เป็นลมหมดสติ? อยู่โรงพยาบาลไหน? ฉันจะไปที่นั่นเดี๋ยวนี้!” ภรรยาเฉินตงสลัดช่างทำผมออก แล้วรีบพุ่งพรวดออกจากร้านเสริมสวยไปด้วยความตกใจ
และตอนที่เธอเตรียมจะขับรถออกไปนั่นเอง ป้ายโฆษณาที่อยู่เหนือศีรษะก็ส่งเสียง ‘เอี๊ยดอ๊าด’ ทำให้คนเสียวฟัน ก่อนจะร่วงโครมลงมา
“อ๊า! ป้ายทับคนตายแล้ว…” คนที่เดินผ่านไปมากรีดร้องเสียงดัง
ภรรยาของเฉินตงรู้สึกได้ถึงเลือดอุ่นร้อนและเปียกชื้นไหลออกจากร่าง เธอส่งเสียงหอบหายใจดัง ‘ฮ่า ๆ…’ เคล้ากับเสียงเลือดหยด และการรับรู้ของเธอก็เริ่มเลือนลับไปเรื่อย ๆ
“เฉินกง มีคนรายงานว่าคุณก่อเหตุข่มขืนกระทำชำเราเด็กสาวที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ทั้งยังมีหลักฐานแน่นหนา ดังนั้นเชิญมากับเราด้วย!” เฉินกง ผู้เป็นลูกชายของเฉินตง เขาถูกตำรวจนำตัวออกไปจากในห้องเรียนของมหาวิทยาลัย เพื่อนำตัวไปสอบสวน
ทันใดนั้น ทายาทรุ่นสองที่ร่ำรวยและยโสโอหังก็ต้องถูกจับเข้าคุก โดนไล่ออกจากโรงเรียน ทั้งยังถูกเพื่อนร่วมชั้นดูถูก!
ตอนเฉินกงถูกคุมตัวไว้ที่สถานตำรวจ สมองของเขายังสับสน
เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าภาพกล้องวงจรปิดถูกลบออกไปแล้ว แล้วไอ้เวรนั่นหาหลักฐานมาแจ้งจับเขาได้ยังไง? ต้องเป็นของปลอมแน่ ๆ!
ทำไมพ่อยังไม่มารับเขาอีก?
แล้วแม่ล่ะ? คงไม่ใช่อยู่ที่ร้านเสริมสวยที่ไหนสักแห่งใช่ไหม? ในสมองนอกจากเรื่องใช้เงินแล้ว นังแม่โง่นั่นก็เป็นขยะที่ไม่มีประโยชน์อย่างอื่นจริง ๆ ช่วยมาพาเขาออกไปก่อนไม่ได้หรือไงฮะ?
รอเขาออกไปก่อนเถอะ เขาจะต้องให้พ่อสอนบทเรียนกับแม่แน่นอน! เฉินกงไม่รู้เลยว่าพ่อแม่ของขาถูกส่งตัวไปโรงพยาบาล ตอนนี้ในหัวของเขาเต็มไปด้วยข้อร้องเรียนมากมายเต็มไปหมด
เฉินซีไปเยี่ยมภรรยาที่สุขภาพค่อย ๆ ดีขึ้น แล้วแวะที่ห้องผู้ป่วยของเฉินตงที่อยู่ชั้นเดียวกัน
ในห้องผู้ป่วย เฉินตงผู้เคยเป็นประธานใหญ่ที่มีชีวิตชีวาและกระฉับกระเฉงอยู่เสมอกำลังนอนอ่อนแรงอยู่บนเตียงผู้ป่วย หายใจลำบากจนต้องพึ่งเครื่องช่วยหายใจ เมื่อเห็นเฉินซีเดินเข้ามา เขาก็พยายามลุกเหมือนมีอะไรจะพูด
เฉินซีนั่งบนเก้าอี้ข้าง ๆ พลางหยิบแอปเปิลมาปอกเปลือกช้า ๆ “พวกเราเป็นเพื่อนเก่ากัน นายไม่ต้องพูดออกมาฉันก็รู้ว่านายต้องการพูดอะไร นายอยากให้ฉันหาทนายความช่วยเฉินกงออกมาจากสถานีตำรวจใช่ไหม?”
เฉินตงพยักหน้าส่งเสียง “อื้ม ๆ” อย่างตื่นเต้น เพราะนี่คือลูกชายเพียงคนเดียวของเขา…
“วางใจเถอะ ฉันจะหาทนายให้” เฉินซีพูดด้วยรอยยิ้ม “แต่ปล่อยให้เฉินกงอยู่ในคุกไปสักสองสามปีก่อนนะ”
ทันใดนั้นดวงตาของเฉินตงก็เบิกกว้าง มองไปทางเฉินซีอย่างไม่อยากเชื่อ
“โอ้ ดูเหมือนว่านายจะรู้แค่ลูกชายตัวเองติดคุก แต่ยังไม่รู้ว่าภรรยาเป็นอัมพาตเพราะถูกป้ายโฆษณาทับสินะ? ตอนนี้เธอก็นอนอยู่ข้าง ๆ นายนี่แหละ” เฉินซีแสดงน้ำใจ ขณะที่มองเข้าในดวงตาของเฉินตงซึ่งเต็มไปด้วยความอาฆาตพยาบาทในแววตาคู่นั้น แล้วเฉินซีก็พูดต่อ “นายจะต้องหายป่วยเร็วหน่อยนะ ไม่อย่างนั้นหุ้นของบริษัทจะถูกคนแย่งไป แล้วจะไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาลของพวกนายสองคนในอนาคต”
เฉินซีแทงมีดเข้าไปในแอปเปิล แรงที่ใช้นั้นราวกับเขาคิดว่าลูกแอปเปิลคือเฉินตง “นายยืมโชคของครอบครัวฉันไปนานขนาดนั้น และเกือบจะทำให้ครอบครัวฉันต้องบ้านแตกสาแหรกขาด ตอนนี้เป็นเวลาที่นายต้องคืนมันกลับมาแล้ว”
ในตอนแรกเขาอยากจะฆ่าเฉินตงจนแทบทนไม่ไหว แต่แล้วก็รู้สึกว่าเขาไม่จำเป็นต้องทำลายตัวเองเพราะคนพรรค์นี้ ไม่ช้าก็เร็วครอบครัวเฉินตงจะต้องได้รับผลกรรมที่ตามมาอย่างแน่นอน
เป็นอย่างที่คาดไว้จริง ๆ หลังจากแลกเปลี่ยนเอาโชคกลับมาแล้ว ครอบครัวของเขาก็ค่อย ๆ ดีขึ้น และครอบครัวของเฉินตงกำลังเจอกับปัญหาต่าง ๆ มากมาย
“อึก!” ดวงตาเฉินตงแดงก่ำ กล้ามเนื้อบนใบหน้าบิดเบี้ยว ขณะจ้องมองเฉินซีที่จากไป
เฉินซีละทิ้งความกังวล และกลับไปยังห้องผู้ป่วยที่ภรรยาเขาพักฟื้นอยู่อีกครั้ง
เขามองไปทางเฝ่ยไป๋ลู่ที่นั่งเงียบ ๆ อยู่ด้านข้าง และหยิบซองเล็ก ๆ สีแดงออกมาด้วยท่าทางเคารพ “อาจารย์ ซองแดงนี่เตรียมไว้ให้คุณครับ คุณช่วยชีวิตครอบครัวเรา ได้โปรดรับไว้ด้วยนะครับ!”
เฝ่ยไป๋ลู่มาพบกับครอบครัวของเฉินซีตามคำร้องขอ เธอเหลือบมองซองบาง ๆ สีแดง เดาว่าข้างในจะต้องใส่เช็กหรือบัตรธนาคารเอาไว้
เป็นคนรวยนี่มันดีมากจริง ๆ เลย จะโยนเช็กเวลาไหนก็ได้ตามต้องการ
ไม่เหมือนเธอที่ในกระเป๋ามีเงินแค่หนึ่งพันหยวนเท่านั้น เฝ่ยไป๋ลู่ถอนใจ แล้วแสดงรหัสชำระเงินของวีแชตให้ดู พร้อมเอ่ยว่า “ซองสีแดงไม่ต้องแล้ว ฉันขอเสนอค่าตอบแทนที่หนึ่งหมื่นสามพันหยวนแล้วกัน”
สามพันเป็นเงินค่าทำนาย หนึ่งหมื่นเป็นค่าธรรมเนียมดำเนินการเชิญเทพเจ้า
เฉินซีรู้สึกว่าราคานี้ถูกเกินไป แต่ก็ไม่กล้าขัดคำพูดของอาจารย์ จึงสแกนรหัสชำระเงินเงียบ ๆ ทว่าซองสีแดงที่ถืออยู่ในมือก็ร้อนเสียจริง ๆ “อาจารย์ครับ ถ้างั้นเงินในซองสีแดงนี่ ผมเอาไปบริจาคได้หรือเปล่า?”
เฝ่ยไป๋ลู่กล่าว “ได้สิ ทำความดีให้มากสะสมคุณธรรมและพร”
เฉินซีพยักหน้าทันที แล้วรีบโทรหาเลขาในบริษัทให้คนเตรียมการบริจาค
พอได้รับเงินเรื่องนี้ก็จบลงแล้ว หลังจากกลับมาถึงบ้าน เฝ่ยไป๋ลู่ก็บริจาคเงินที่เธอได้รับมาครึ่งหนึ่งให้กับองค์กรผู้รับบริจาคที่มีชื่อเสียงและเชื่อถือได้ จากนั้นก็เจอหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อของเวินสือเหนียน
[เพิ่มข้อมูลติดต่อหน่อยค่ะ มีเรื่องบางอย่างที่อยากจะถามให้ชัดเจน เกี่ยวกับพลังงานแห่งความตายของคุณ]
เวินสือเหนียนยื่นเอกสารที่ลงชื่อเรียบร้อยแล้วให้กับเลขา พลันโทรศัพท์ก็สั่น พอหยิบขึ้นมาดูแล้วเขาก็ตะลึงไปชั่วครู่
ในที่สุดก็ไม่ต้องสื่อสารผ่านทางข้อความแล้ว?
[1] มนต์เทพบิดาแห่งดินแดนบรรพชา คือ บทสวดอันเชิญเทพเจ้าในพื้นที่ ณ ที่นั้น ๆ ให้มาประทับ
[2] องค์เทพไท่ซ่าง คือ เทพผู้ยิ่งใหญ่ของลัทธิเต๋า