เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 26 ผู้หญิงขี้โกหก
บทที่ 26 ผู้หญิงขี้โกหก
สวีข่ายอวิ๋นไม่มีความประทับใจที่ดีต่อหมอดูฮวงจุ้ยหรือการทำนายดวง
ครอบครัวของเขาเป็นเศรษฐีใหม่ที่ได้ซื้อที่ดินผืนใหญ่ด้วยเงินจากการเวรคืน และมาเริ่มทำธุรกิจขนาดเล็ก
ไม่กี่ปีต่อมา รัฐบาลได้ทำสัญญาที่ดิน จึงทำให้ธุรกิจของครอบครัวเขาดีขึ้นเรื่อย ๆ ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าครอบครัวของเขาฐานะร่ำรวยมาก และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ครอบครัวสวีก็มักถูกหลอกอยู่บ่อย ๆ
ทั้งสาวงาม อุบัติเหตุทางรถยนต์ การพนัน ถูกโกงบนโลกออนไลน์ ปรมาจารย์ฮวงจุ้ยและหมอดูอื่น ๆ มาที่บ้านของพวกเขา เสนอจะขับไล่วิญญาณชั่วร้าย ทั้งยังให้คำแนะนำแก่ครอบครัว แต่เมื่อถามราคาที่ต้องจ่าย คนเหล่านั้นกลับต้องการมากถึงหลักล้าน ซ้ำยังต้องซื้อเครื่องรางของขลัง ของวิเศษอื่น ๆ อีกต่างหาก หมอดูพวกนั้นล้วนแต่เอาเปรียบครอบครัวเขาอย่างหน้าด้าน ๆ!
ถ้าไม่ใช่เพราะว่าจางเฉิงเป็นเพื่อนเขามาหลายปี และไม่อยากเห็นอีกฝ่ายถูกโกงเงิน เขาคงไม่มาร่วมทริปในครั้งนี้แน่นอน
“อาจารย์ที่นายกำลังพูดถึงอยู่ที่ไหนน่ะ ทำไมถึงนัดมาในสถานที่แบบนี้?” สวีข่ายอวิ๋นมองไปรอบ ๆ เขาไม่เห็นใครที่น่าสงสัย แต่อาจารย์ผู้มีญาณคนไหนบ้างจะนัดคนมาเจอกันที่ตรอกเก่า ๆ แบบนี้
“ที่อยู่ที่อาจารย์ส่งมาให้คือที่นี่ไม่ผิดแน่” จางเฉิงก้มมองโทรศัพท์ “เรามากันเร็วไป ยังไม่ถึงเวลานัด รออีกหน่อยก็แล้วกัน”
ตรอกเก่าตั้งอยู่บนถนนสายเก่าล้อมรอบด้วยอาคารพักอาศัย และร้านค้าเก่า ๆ มากมาย มีกลิ่นดอกไม้ไฟที่รุนแรง นอกนั้นก็ไม่มีอะไรพิเศษ
ทำไมถึงนัดเจอที่นี่ล่ะ เป็นผู้วิเศษที่ซ่อนตัวในเมืองรึไง?
ในหัวสวีข่ายอวิ๋นมีแต่คำพวกนี้อยู่เต็มไปหมด จนเขาต้องส่ายหัว โบกมือ ไล่ความคิดพวกนี้ออกไป
ผู้วิเศษที่ซ่อนตัวในเมืองงั้นเหรอ? น่าจะเป็นเฒ่าจอมโกหกไม่มีเงินเลยต้องใช้ชีวิตอยู่ในที่รกร้างแบบนี้มากกว่า หรือพูดอีกอย่างก็คือ เพื่อนของเขามีจิตใจที่บริสุทธิ์เกินไป และคงเป็นคนเดียวที่เชื่อว่าเฒ่าจอมโกหกคือปรมาจารย์
“ฉันขอบอกนายไว้ตรงนี้เลยว่าท่าทีของนายหลังจากพบกับอาจารย์จะเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้” จางเฉิงพูดอย่างจริงจัง “เธอเป็นปรมาจารย์ตัวจริง นายต้องให้ความเคารพ ที่ฉันพานายมาก็เพราะอยากให้ท่านอาจารย์ช่วยทำนายให้ นายอย่าทำให้ฉันถูกท่านอาจารย์รังเกียจไปด้วยเลยเชียว”
“เออ ๆ” สวีข่ายอวิ๋นรับปากอย่างไม่สบอารมณ์ แล้วเขาก็ต้องตะลึงตาค้าง
เมื่อเขาเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาหาช้า ๆ เธอมีผิวขาว ริมฝีปากสีแดง ในตาสีดำขลับมีความสงบมาก พอมองดูเธอ หัวใจของเขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกถูกชำระล้างให้บริสุทธิ์ แสงตะวันส่องให้เห็นรูปร่าง ใบหน้าของเธอเหมือนขี้ผึ้ง โครงหน้าดุจสามเหลี่ยมทองคำ
หญิงสาวสวมชุดสีขาว มีผมสีดำยาวลงมาถึงเอว เธอเดินช้า ๆ เหมือนนางฟ้ากำลังเดินอยู่บนอากาศ ทำให้รู้สึกถึงความงามที่ราวกับได้รับการขัดเกลาของเหล่าเซียน
สวย สวยมากเลย…
เมื่อเปรียบเทียบกับหญิงสาวคนนี้แล้ว ผู้หญิงที่เขาเคยพบเจอมาก่อนหน้าล้วนกลายเป็นเพียงคนหยาบคายไร้รสนิยม แม้ว่าพวกเธอจะสวยเหมือนกัน แต่ไม่ได้ให้อารมณ์ดุจนางเซียนแบบนี้
การปรากฏตัวของเธอทำให้ถนนสายเก่าทั้งสายรู้สึกงดงามขึ้นมาทันตา สวีข่ายอวิ๋นกลืนน้ำลาย เธอดูดีมากจนเขาอยากจะวิ่งไปขอเบอร์ติดต่อ…
ทันทีที่สวีข่ายอวิ๋นกำลังจะก้าวขา ก็มีลมกระโชกแรง พัดผ่านเขาไป …มีคนเคลื่อนตัวเร็วกว่าเขา
สวีข่ายอวิ๋นพูดไม่ออก ก่อนจะเผยรอยยิ้มที่เขาคิดว่าเป็นสิ่งที่หล่อเหลาที่สุดบนใบหน้า จางเฉิงที่บอกว่าตัวเองรักการกิน และการออกกำลังกายมาตลอดทั้งชีวิต ทั้งยังบอกอีกว่าผู้หญิงล้วนไม่มีประโยชน์ แต่ทำไมพอเห็นสาวงามถึงขยับตัวไปเร็วกว่าเขาเสียอีกล่ะ?
เมื่อเห็นจางเฉิงพยักหน้า และโค้งคำนับสาวสวยด้วยท่าทีเลื่อมใสอย่างยิ่ง รอยยิ้มบนใบหน้าของสวีข่ายอวิ๋นก็ค่อย ๆ หายไป หมอนี่คงคิดว่าหญิงงามใกล้ชิดดุจแขนขา แต่เพื่อนฝูงคือแขนเสื้อที่พร้อมจะตัดทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้สินะ?
เยี่ยมจริง ๆ จางเฉิง ไม่ใช่แค่ฉวยโอกาสพบสาวสวยก่อนเขาเท่านั้น แต่ยังทิ้งเขาไว้และเมินเขาด้วย! สวีข่ายอวิ๋นกังวลแทบบ้าว่าจะถูกหลอกจนแม้แต่กางเกงในก็ไม่เหลือ จึงจงใจทิ้งปัญหาเอาไว้ที่บ้านเพื่อตามจางเฉิงมาที่นี่ ถ้าการมาครั้งนี้ไม่มีประโยชน์นะ รอเจอดีได้เลย!
“อาจารย์” จางเฉิงวิ่งอย่างรวดเร็วราวกับทะยานเข้ามาหา แต่ตอนนี้สีหน้าดูไม่ค่อยดีนัก “อาจารย์มาตรงเวลามาก นัดสองโมงก็สองโมงไม่ขาดไม่เกินไปแม้แต่นาทีเดียวเลยนะ”
นับตั้งแต่ได้รับการช่วยเหลือจากเฝ่ยไป๋ลู่ในร้านหม้อไฟ เขาก็รู้แล้วว่าเฝ่ยไป๋ลู่ไม่ใช่คนธรรมดา
ยิ่งหลังจากได้เห็นฝีมือการทำนายดวงของเฝ่ยไป๋ลู่ผ่านห้องถ่ายทอดสด เขาก็กลายเป็นแฟนคลับตัวยงของเฝ่ยไป๋ลู่
เขามักจะใช้แอ็กเคานต์ของตัวเองโต้ตอบกับแอนตี้แฟนถึงสามร้อยรอบ และเมื่อเห็นคนเหล่านั้นตั้งคำถามกับความสามารถของเฝ่ยไป๋ลู่ เขาก็อยากจะถือโทรโข่งและตะโกนว่า อาจารย์คือปรมาจารย์ที่แท้จริง!
เฝ่ยไป๋ลู่ยิ้มน้อย ๆ แล้สถามขึ้น “รอนานไหมคะ?”
“ไม่นาน ๆ เพิ่งมาถึงเลยครับ” จางเฉิงยิ้มและเกาหัว จากนั้นเขาก็จำได้ว่าตัวเองพาน้องชายคนสนิทมาด้วย จึงรีบแนะนำสวีข่ายอวิ๋นให้รู้จักกับหญิงสาว “ท่านอาจารย์ คนนี้คือเพื่อนที่ผมเคยเล่าให้ฟังครับ”
ท่านอาจารย์? สวีข่ายอวิ๋นตาค้างอ้าปากหวอ มองจางเฉิงที มองเฝ่ยไป๋ลู่ที
ผู้หญิงที่สวยขนาดนี้เป็นท่านอาจารย์ที่จางเฉิงพูดถึง?
นี่เขายังไม่ตื่น หรือจางเฉิงกำลังล้อเขาเล่นกันแน่
เขาดึงเสื้อของจางเฉิง พยายามปั้นหน้าไม่ให้ดูน่าเกลียดนัก “นายคงไม่ได้นัดกับแฟนมาแกล้งฉันใช่ไหม?”
“ท่านอาจารย์ไม่ใช่แฟนฉันสักหน่อย นายอย่าพูดไปเรื่อยนะ!” จางเฉิงหน้าแดง มือเท้าสะเปะสะปะไปมาขณะพยายามอธิบายกับเฝ่ยไป๋ลู่ว่า “ท่านอาจารย์ เพื่อนของผมชอบพูดเรื่องไร้สาระ สมองไม่ปกติมาตั้งแต่เด็ก หากทำผิดพลาดอะไรไป โปรดยกโทษให้เขาด้วยนะครับ”
สวีข่ายอวิ๋นอึ้ง “…”
ใครสมองไม่ปกติมาตั้งแต่เด็ก ไหนลองพูดอีกทีซิ?
เฝ่ยไป๋ลู่มักถือโชคชะตาเป็นสิ่งสำคัญยามทำสิ่งต่าง ๆ และหากคนคนนั้นไม่เชื่อ เธอจะไม่อธิบายมากหรือบังคับให้ฟัง
เธอพยักหน้าเล็กน้อยให้สวีข่ายอวิ๋น จากนั้นหันมองจางเฉิง “ไปกันเถอะ เรายังต้องการวัสดุบางอย่างเพื่อเขียนยันต์ ไปซื้อกันตอนนี้เลย”
จางเฉิงหันมองสวีข่ายอวิ๋น เจ้านี่เป็นคนประเภทที่จะทำให้ท่านอาจารย์ขุ่นเคืองทันทีที่เปิดปาก ถ้าเขารู้เรื่องนี้มาก่อน วันนี้ก็คงจะไม่พามาด้วยแล้ว
เฝ่ยไป่ลู่ไปร้านขายเครื่องหอมใกล้ ๆ และซื้อวัสดุที่จำเป็นในการทำเครื่องราง
และเธอก็ยืมโต๊ะกับเก้าอี้ในร้านขายเครื่องหอมมา วางกระดาษสำหรับวาดยันต์ลงบนโต๊ะ จุ่มปลายพู่กันด้วยหมึกสีชาด รวบรวมพลัง พลันก็เริ่มวาดยันต์ด้วยพู่กันในมือ
นี่เป็นครั้งแรกที่จางเฉิงเห็นอาจารย์วาดยันต์ด้วยตาตัวเอง เขาไม่กล้ากะพริบตาเพราะกลัวว่าจะพลาดขั้นตอนใด ๆ ไป
เขาเห็นเฝ่ยไป๋ลู่วาดอักขระยันต์อย่างมั่นคงและรวดเร็ว ฝีแปรงเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว ถึงเขาจะไม่เข้าใจว่าเธอกำลังวาดภาพอะไร แต่ก็รู้สึกได้ถึงพลังที่อยู่ภายใน
เมื่อเฝ่ยไป๋ลู่หยุดวาด เส้นบนกระดาษยันต์ดูจะเปล่งประกายด้วยแสงสีทอง จางเฉิงที่เห็นอย่างนั้นก็มีสีหน้าชื่นชมอย่างมาก นี่มันยอดเยี่ยมมากเลย!
ทว่าสวีข่ายอวิ๋นกลับมีสีหน้าเหยเก
เดี๋ยวนี้พวกคนโกหกเขาทำตัวสบาย ๆ แบบนี้แล้วเหรอ?
จำเป็นต้องซื้อวัสดุตอนนี้เพื่อวาดยันต์ใหม่ไหม? ช่วยทำให้มันน่าเชื่อถือกว่านี้หน่อยได้ไหมเนี่ย?
จางเฉิงตื่นสิ! นายกำลังโดนหลอกอยู่นะ มือของสวีข่ายอวิ๋นที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าพร้อมที่จะเคลื่อนไหว
ตอนนี้คงยังไม่สายเกินไปที่จะแจ้งตำรวจใช่ไหมนะ?
เฝ่ยไป๋ลู่ผนึกยันต์เข้าด้วยกัน เพื่อไม่ให้พวกมันแยกออกจากกัน
เธอยื่นผนึกยันต์ให้จางเฉิงแล้วพูดว่า “คุณสามารถใส่พวกมันลงในซองแล้วสวมไว้ใกล้ตัวได้ ถ้ารู้สึกว่าผนึกยันต์นี้ร้อนขึ้นมา คุณต้องออกไปจากที่นั่นตั้งแต่เนิ่น ๆ ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นยังไงก็ตามนะ จงจำไว้ อย่าลังเล เพราะความลังเลจะทำให้คุณยิ่งตกอยู่ในอันตรายมากขึ้นเท่านั้น”
“ขอบคุณครับท่านอาจารย์! ผมจะโอนเงินสำหรับเครื่องรางสงบสุขให้คุณผ่านทางวีแชตนะครับ” ดวงตาของจางเฉิงเป็นประกาย เขารับเครื่องรางด้วยมือทั้งสองข้าง และมองมันอย่างสงสัย หลังจากมองอยู่นานก็ไม่เห็นสิ่งใด จึงตั้งใจบรรจงใส่ไว้ในกระเป๋าราวกับสิ่งนี้เป็นสมบัติล้ำค่า
เมื่อเห็นการกระทำของจางเฉิงแล้ว สวีข่ายอวิ๋นก็ถึงกับต้องพ่นลมหายใจทางจมูกเสียงดัง หญิงโกหกคนนี้เชี่ยวชาญเรื่องการต้มตุ๋นนัก เธอถึงขั้นซื้อวัสดุจากร้านเครื่องหอม ทาสีทำสัญลักษณ์ปลอม ๆ และพับมันสองสามครั้งเพื่อทำการร่ายพร เงินของคนโง่นั้นหาได้ง่ายจริง ๆ…
ทันทีที่จางเฉิงได้ยินเสียงเยาะเย้ยของสวีข่ายอวิ๋น หนังศีรษะของเขาพลันกระตุกยิบ เขาทั้งรู้สึกโกรธและรำคาญในเวลาเดียวกัน ก่อนจะรีบขอบคุณเฝ่ยไป๋ลู่ พลางกล่าวคำอำลา จากนั้นก็ลากสวีข่ายอวิ๋นจากไป เพื่อไม่ให้รบกวนสายตาของท่านอาจารย์