เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 27 กระบี่แขวนอยู่เหนือหัว จักฆ่าใครก็ตามที่เห็น (1)
- Home
- เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง
- บทที่ 27 กระบี่แขวนอยู่เหนือหัว จักฆ่าใครก็ตามที่เห็น (1)
บทที่ 27 กระบี่แขวนอยู่เหนือหัว จักฆ่าใครก็ตามที่เห็น (1)
“ฉันเคยบอกนายก่อนมาที่นี่แล้วนะ ว่าควรคำนับอาจารย์ให้มากกว่านี้ ไม่อย่างนั้นฉันจะกล้าปราฏตัวต่อหน้าเธอได้ยังไงอีก” จางเฉิงพาสวีข่ายอวิ๋นมาหาเฝ่ยไป๋ลู่เพื่อทำนายดวงชะตา แต่ท่าทางของสวีข่ายอวิ๋นทำให้เขาไม่กล้าขอให้ท่านอาจารย์ทำนายดวงชะตาให้ ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงขอเครื่องรางสงบสุขแล้วจากมา
เขาหยิบเครื่องรางสงบสุขมาอย่างไม่เต็มใจและมอบให้สวีข่ายอวิ๋น “ถ้านายยังเห็นฉันเป็นพี่ชาย ก็สวมเครื่องรางนี้ไว้ที่คอซะ แต่อนิจจา… นี่เป็นเครื่องรางสงบสุขชิ้นแรกที่อาจารย์มอบให้ฉัน ถ้าไม่ใช่เพราะช่วงนี้เห็นนายโชคร้ายบ่อย ๆ ฉันก็ไม่อยากมอบให้นายด้วยซ้ำ…”
สวีข่ายอวิ๋นไม่เชื่อว่าเฝ่ยไป๋ลู่เป็นซินแส กระทั่งความคิดที่ว่าเฝ่ยไป๋ลู่เป็นนางฟ้านั้นก็พังทลายไปแล้ว เนื่องจากเขาคิดว่าเธอกำลังโกหกตนและสหาย
แต่เมื่อเห็นสีหน้าของจางเฉิงที่ยากจะขัดได้ เขาก็ยัดเครื่องรางนั้นใส่กระเป๋าอย่างไม่เต็มใจ และกล่าวว่า “ก็ได้ ๆ เอาล่ะ ฉันมีเรื่องอื่นที่ต้องทำที่บริษัท ไปก่อนนะ”
จางเฉิงเตือน “นายได้ยินสิ่งที่อาจารย์เพิ่งบอกไหม ถ้าเครื่องรางนั่นร้อนเมื่อไหร่ หมายความว่านายกำลังตกอยู่ในอันตรายนะ เพราะอย่างงั้นระวังด้วย!”
พระเจ้า! นี่มันชักจะจู้จี้เกินไปแล้ว ผู้หญิงคนนั้นโกหกชัด ๆ เธอไปทำอีท่าไหนถึงได้หลอกจางเฉิงได้ดีขนาดนี้!
สวีข่ายอวิ๋นก้าวขึ้นรถ และต้องการจะโยนเครื่องรางสงบสุขทิ้ง…
ช่างเถอะ การใส่ไว้ในกระเป๋าก็ไม่เสียหายอะไร ถึงโยนทิ้งทีหลังก็ไม่มีปัญหาหรอก
“คุณสวีมีบางอย่างเกิดขึ้นครับ คุณรีบมาจัดการเถอะ ลูกบ้านอีกท่านกำลังโทรหาตำรวจและบอกว่ามีคนพยายามจะฆ่าเขาด้วยมีด ตำรวจเองก็มาถึงแล้ว…”
ชายหนุ่มรับรู้ได้ถึงความกังวลของเลขาผ่านทางโทรศัพท์ทันที สวีข่ายอวิ๋นลืมเรื่องผู้หญิงขี้โกหกนั่น พลันสตาร์ตรถ “ฉันจะไปเดี๋ยวนี้!”
ขณะขับรถอยู่ เขาก็นึกถึงสิ่งที่เฝ่ยไป๋ลู่บอกไว้ แต่ถึงยังไงเขาก็คิดว่าเรื่องเครื่องรางสงบสุขล้วนเป็นเรื่องโกหก เพราะถ้าเรื่องมันจะเกิด มันก็ต้องเกิด
สวีข่ายอวิ๋นหัวเราะเยาะกับความไร้เดียงสาของจางเฉิง แต่… ไม่ทันไรชายหนุ่มพลันรู้สึกราวกับว่ามีไฟซ่อนอยู่ในกระเป๋า มันทำให้เขาตัวสั่นสะท้านขึ้นมา
ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงสิ่งที่เฝ่ยไป๋ลู่พูดอีกครั้ง ชายหนุ่มจึงจอดรถเพื่อตรวจสอบเครื่องรางสงบสุข และขณะที่เขาก้มศีรษะลง พลันหางตาก็เห็นรถบรรทุกขนาดใหญ่จากสถานที่ก่อสร้างขับตรงเข้ามาทางเขา
หัวใจของสวีข่ายอวิ๋นพลันตื่นตระหนก ความรู้สึกถึงอันตรายพุ่งเข้ามาในใจอย่างรุนแรง
เขาปลดเข็มขัดนิรภัย เปิดประตูรถ แล้วกลิ้งตัวออกไปทันที
หลังจากนั้นก็มีเสียง ‘ปัง’ ดังสนั่น สวีข่ายอวิ๋นเห็นรถคันหรูของเขากลายเป็นขยะโลหะยับย่นไปต่อหน้าต่อตา
หลังจากเฉียดตายมา มือของสวีข่ายอวิ๋นก็สั่นไปหมด จากนั้นเขาก็โทรหาตำรวจ แล้วจึงโทรหาจางเฉิง “จางเฉิง นายช่วยขอให้อาจารย์คนนั้นวาดเครื่องรางสงบสุขอีกครั้งได้ไหม?”
จางเฉิงพลันรู้สึกไม่พอใจ “ฉันไม่กล้าไปหาอาจารย์เพราะท่าทีของแกเนี่ยแหละ…”
“จางเฉิง ฉันเกิดเรื่อง แล้ว…แล้วเครื่องรางที่นายให้ช่วยฉันไว้…”
“…” จางเฉิงพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ยกมือลูบหน้า “ก็ได้ ฉันจะไปถามท่านอาจารย์ว่าท่านยินดีจะให้อีกอันไหม แต่ถ้าท่านบอกว่าไม่ งั้นก็คงไม่มีทาง…”
สวีข่ายอวิ๋นวางสายและมองเครื่องรางสงบสุขที่ถูกเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน พลันรู้สึกสูญเสียแนวคิดวัตถุนิยมของตนเองไปอย่างสิ้นเชิงในวันนี้
“อาจารย์ ผมให้เครื่องรางสงบสุขที่คุณเพิ่งมอบให้กับเพื่อนไป” จางเฉิงรู้สึกละอายใจ แต่เพราะเห็นแก่เพื่อน เขาจึงใช้ความกล้าถามอาจารย์อีกครั้ง “เขาโทรหาผม และบอกว่าเครื่องรางถูกเผาเป็นเถ้าถ่านไปแล้ว ฉะนั้นผมขอเครื่องรางอีกอันได้ไหมครับ?”
“ได้สิ” เดิมทีเขาคิดว่าอีกฝ่ายจะไม่ตอบรับแล้ว แต่คาดไม่ถึงว่าจะได้รับคำตอบจากเฝ่ยไป๋ลู่อย่างรวดเร็ว ราวกับว่าเธอได้คาดการณ์ไว้แล้วแบบนี้
จางเฉิงอดรู้สึกไม่ได้ว่าทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมของอาจารย์หรือเปล่า?
เมื่อสวีข่ายอวิ๋นเห็นเฝ่ยไป๋ลู่อีกครั้ง สีหน้าที่เย่อหยิ่งพลันเต็มไปด้วยความละอายใจและเสียใจ เขาขอโทษเฝ่ยไป๋ลู่พร้อมกับขอร้องให้อีกฝ่ายให้อภัยการกระทำในอดีต และช่วยเขาค้นหาว่า ทำไมเขาถึงต้องมาเจอเรื่องแย่ ๆ แบบนี้
เฝ่ยไป๋ลู่ยอมรับคำขอโทษของอีกฝ่ายอย่างใจเย็น เธอมองสวีข่ายอวิ๋นแล้วพูดว่า “โชคร้ายเหรอ? บอกฉันเกี่ยวกับเรื่องของคุณหน่อยสิคะ”
สวีข่ายอวิ๋นขมวดคิ้ว “เรื่องมีอยู่ว่า มีบางอย่างเกิดขึ้นในชุมชนที่กำลังสร้างขึ้นใหม่ของเรา ลูกบ้านหลายคนโทรหาตำรวจและบอกว่ามีคนพยายามจะฆ่าพวกเขาด้วยมีด แต่ทั้งทางเราและทางตำรวจได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดแล้ว ทว่าก็ไม่พบคนคนนั้นเลยครับ”
“เจ้าของบ้านบางคนถึงกับบอกว่า ชุมชนของเราเป็นบ้านผีสิงที่มีฮวงจุ้ยไม่ดี ทุกคนจึงตกอยู่ในอันตราย และลูกบ้านจำนวนมากก็ย้ายออกไป อีกทั้งความคิดเห็นของสาธารณชนก็ยังส่งผลกระทบร้ายแรงต่อการขายอสังหาริมทรัพย์ในชุมชนของเราด้วย”
“ตอนนั้นพ่อผมไปประสานงานกับลูกบ้าน ท่านก็ถูกผลักล้มลงกับพื้นจนขาหัก ตอนนี้ท่านก็ยังนอนอยู่ในโรงพยาบาลอยู่เลย ผมกับแม่จึงดูแลกิจการของบริษัทแทน แต่ธุรกิจก็ได้รับผลกระทบอย่างมากจากความคิดเห็นของประชาชนที่ว่าบ้านในหมู่บ้านเราเป็นบ้านผีสิง”
เฝ่ยไป๋ลู่กล่าวนิ่ง ๆ “คุณคิดว่ามีคนสมรู้ร่วมคิดกับลูกบ้านเหล่านั้นเพื่อวางแผนใส่ร้ายคุณอยู่หรือเปล่าคะ?”
สวีข่ายอวิ๋นก้มหน้าลง ไม่กล้าพูดอะไร เดิมทีเขาคิดว่าต้องเป็นคู่แข่งทางธุรกิจ แต่หลังจากได้เห็นฤทธิ์อันน่าอัศจรรย์ของเครื่องรางสงบสุขที่เฝ่ยไป๋ลู่เขียน เขาก็เริ่มสงสัยว่ามีอะไรผิดปกติจริง ๆ หรือไม่ก็เกี่ยวข้องกับฮวงจุ้ยของชุมชน
ทันใดนั้น โทรศัพท์มือถือของสวีข่ายอวิ๋นก็ดังขึ้น เฝ่ยไป๋ลู่โบกมือให้เขารับโทรศัพท์
“คุณสวี ตอนนี้คุณอยู่ไหนแล้วครับ ลูกบ้านตะโกนว่ามีคนกำลังจะฆ่าเขา แม้แต่ตำรวจก็ทำอะไรไม่ได้ เขาบอกว่าอยากย้ายออกไป และยังบอกอีกว่าจะฟ้องเราเพื่อขอค่าชดเชย คุณรีบมาที่นี่เร็วเข้า! เขาไม่ฟังอะไรแล้ว ส่วนคนของเราก็บอกว่าต้องการคุณครับ คุณสวี”
“เข้าใจแล้ว” สวีข่ายอวิ๋นมองไปที่เฝ่ยไป๋ลู่อย่างขอความช่วยเหลือ
การย้ายออกและการจ่ายค่าชดเชยน่ะไม่ใช่ปัญหาหรอก แต่ทำไมลูกบ้านถึงบอกว่ามีคนอยากฆ่าเขาล่ะ บ้านมีผีสิงจริงเหรอ?
เฝ่ยไป๋ลู่กล่าวอย่างสงบว่า “ไปดูที่ชุมชนกัน แล้วคุณจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น”
สวีข่ายอวิ๋นจึงขับรถไปที่ชุมชนเหยียนชุ่น และทันทีที่มาถึง เขาก็เห็นป้ายที่ผู้อาศัยผูกไว้กับต้นไม้สีเขียว โดยเขียนข้อความตัวใหญ่ไว้ว่า ‘บริษัทสวีกรุ๊ปหลอกขายบ้านผีสิงให้ฉันในราคาสูง’
เดิมสวีข่ายอวิ๋นก็เป็นคนไม่เชื่อเรื่องผีสาง แต่ตอนนี้กลับตื่นตระหนกเมื่อเห็นคำว่า ‘บ้านผีสิง’ เขากระทั่งยอมทำความเข้าใจต่อความกลัวของลูกบ้านและสัญญาว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้อง ดังนั้นลูกบ้านจึงยอมปล่อยเขาไป
“ชุมชนเหยียนชุ่นถือเป็นชุนชนระดับสูง ซึ่งได้รับการลงทุนจากบริษัทลงทุนไปมากในช่วงแรกที่เปิดโครงการ แต่พอมีข่าวลือเรื่องบ้านผีสิงในตอนนี้ เกรงว่าราคาบ้านจะลดลงจนเท่ากับพวกชุมชนระดับกลางถึงล่าง แล่วคงจะไม่มีใครกลับมาอาศัยอยู่ที่นี่อีก และสิ่งนี้ก็ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัทในไตรมาสหน้าด้วย…” สวีข่ายอวิ๋นเผยยิ้มขมขื่น ไม่ว่าจะพยายามอดทนแค่ไหน แต่เขาก็ไม่สามารถสงบใจได้ในสถานการณ์แบบนี้
“นายไม่ได้ขอให้ใครดูให้ก่อนเริ่มธุรกิจเหรอ” แม้จางเฉิงไม่ได้อยู่ในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ แต่ก็รู้ว่าก่อนจะเริ่มธุรกิจ ควรขอให้ซินแสมาช่วยตรวจสอบฮวงจุ้ยและดูฤกษ์ดี วันมงคล สำหรับการเปิดให้ก่อน
“ทำไมฉันจะไม่คิดถึงเรื่องนี้เล่า ถึงบ้านเราจะไม่เชื่อเรื่องฮวงจุ้ย แต่ก็รู้ว่าที่ดินที่มีฮวงจุ้ยดีย่อมเป็นการตลาดที่ดีอย่างหนึ่ง เราออกไปพบอาจารย์มามากมาย แต่ก็ไม่มีใครบอกว่าที่นี่เป็นทำเลผีสิง” เพราะเหตุนี้ เขาจึงสงสัยว่ามีคู่แข่งวางกับดักครอบครัวพวกเขา
สวีข่ายอวิ๋นมองเฝ่ยไป๋ลู่ “อาจารย์ คุณคิดว่าผมยังพอแก้ไขสถานการณ์ตอนนี้ได้ไหมครับ”
เฝ่ยไป๋ลู่เผยยิ้มอ่อน “คุณกำลังมองหาวิธีแก้สถานการณ์สินะ? แต่ว่าทำเลของชุมชนคุณตั้งอยู่บนที่ราบ มีภูเขาเหิงซานอยู่เบื้องหลัง และมีสายน้ำไหลผ่านด้านใน ตำแหน่งการจัดวาง ทั้งด้านหน้า ด้านหลัง ซ้าย และขวา ล้วนสมดุลดี หยินและหยางสอดรับกัน แม้จะไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นทำเลทอง แต่ให้พูดว่าเป็นทำเลผีสิงก็ออกจะมากไปหน่อย”
สวีข่ายอวิ๋นสับสน “แล้วทำไม…”
เฝ่ยไป๋ลู่เหลือบมองเขา แล้วกล่าวว่า “ก็แค่มีคนมาก่อเรื่องน่ะ”
คนมาก่อเรื่อง?!
สวีข่ายอวิ๋นลอบกลืนน้ำลาย “คงต้องขอให้ท่านอาจารย์ขยายความหน่อยครับ”
พวกเขาสามคนกำลังคุยกันอยู่ในห้องประชุม เฝ่ยไป๋ลู่ชี้ไปที่ประตูห้องประชุมแล้วพูดว่า “คุณจะรู้ถ้าคุณทุบขื่อประตู”
สวีข่ายอวิ๋นตะลึงอยู่พักหนึ่ง แล้วจึงขอให้เลขาไปบอกให้คนมาพังประตู
ชายหนุ่มไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องทุบประตู แต่เขารู้ว่าความสามารถของเฝ่ยไป๋ลู่ไม่ธรรมดา และนับเป็นวิธีฉลาดหากเลือกเชื่อฟังเธอเกี่ยวกับเรื่องแปลกประหลาดพวกนี้
รปภ. ได้รับมอบหมายให้พังขื่นบนประตู แม้เขาจะยังงุนงง แต่พอเปิดประตูก็ต้องตกใจ จนเสียงสั่นขณะตะโกนว่า “เจ้านาย มีอะไรอยู่ข้างในด้วยครับ!”
สวีข่ายอวิ๋นรีบวิ่งเข้าไปดู และเห็นว่ามีดคมกริบซ่อนอยู่ในคอนกรีตเสริมเหล็ก โดยปลายมีดห้อยลงมาด้านล่าง ราวกับมีดพร้อมจะพุ่งแทงร่างกายของเขาทุกเมื่อ
หน้าสวีข่ายอวิ๋นพลันขาวซีด “นี่ นี่มัน…”
“สิ่งนี้เรียกว่า ‘กระบี่แขวนอยู่เหนือหัว จักฆ่าใครก็ตามที่เห็น’ มันเป็นสัญลักษณ์แห่งความชั่วร้ายในศาสตร์ฮวงจุ้ย” เฝ่ยไป๋ลู่เดินไปหยิบมีดเล่มเล็กลงมา จากนั้นวาดอักขระกำจัดวิญญาณชั่วร้ายที่อยู่บนนั้น
“ตอนสร้างบ้านคงมีคนลอบสอดมีดเล่มเล็กนี้ไว้บนประตูบ้านแต่ละหลัง ปลายมีดจะชี้ลงด้านล่าง ทุกคนที่เข้าและออกบ้านจะเดินผ่านคมมีดนี้ และเมื่อเวลาผ่านไป ไอชั่วร้ายจะส่งผลกระทบต่อบ้านทุกบ้าน อันที่จริง พวกลูกบ้านที่ตะโกนว่ามีคนใช้มีดจะฆ่า เขาไม่ได้จงใจหลอกลวงคุณเพื่อขอค่าชดเชย แต่เนื่องจากพลังงานของที่นี่เปลี่ยนไปเป็นความมุ่งร้าย ดังนั้นพวกเขาจึงเป็นเหยื่อเช่นกัน”
“อึก…” จางเฉิงกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก กว่าจะหาเสียงของเขาเจอ “ชักจะน่ากลัวเกินไปแล้ว แต่เรื่องนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่สร้างบ้านในโครงการ นายควรโทรหาตำรวจให้ช่วยจับกุมคนพวกนี้นะ”
สวีข่ายอวิ๋นตกใจมาก “บริษัทรับเหมาก่อสร้างเป็นของครอบครัวน้าฉัน…”