เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 3 ท่านอาจารย์!
บทที่ 3 ท่านอาจารย์!
เฝ่ยไป๋ลู่หัวเราะเยาะ ขี้เกียจจะเดาว่าไอ้โง่คนไหนส่งข้อความมา เลยเพิ่มเบอร์นี้เข้าไปในบัญชีดำมันเสียเลย
บล็อกเสร็จก็กินต่อ
ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถสร้างผลกระทบต่อความเร็วในการกินของเธอได้!
เฝ่ยเฉิงที่อยู่อีกด้านจ้องโทรศัพท์ตลอดเวลา กำลังรอการตอบกลับของเฝ่ยไป๋ลู่
พี่ใหญ่ไม่ได้พาเฝ่ยไป๋ลู่กลับมา เขาจึงรู้ได้เลยว่าเฝ่ยไป๋ลู่คนนี้เป็นพวกเจ้าเล่ห์!
การที่เฝ่ยไป๋ลู่ไม่ยอมกลับมา เธอต้องจงใจแน่ คงเพราะอยากเรียกร้องขอของของตระกูลเฝ่ยมากขึ้น หรือไม่ก็ต้องการขับไล่พี่สาวชิงรั่วออกไปก่อนถึงจะกลับมา!
เฝ่ยเฉิงหมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องเอาชนะเฝ่ยไป๋ลู่ให้ได้ ดังนั้นจึงส่งข้อความเตือนนี้ไป หวังว่าอีกฝ่ายจะเห็นมันทันทีที่ได้รับ
แต่ก็ไม่รู้ว่าเฝ่ยไป๋ลู่จะตอบกลับมาแบบไหน?
ถึงยังไงความร่ำรวยของครอบครัวเฝ่ยก็เป็นสิ่งที่ต่อให้คนธรรมดาทำงานหนักชั่วชีวิตก็ไม่มีทางไปถึง ดังนั้น เฝ่ยไป๋ลู่เองที่มาจากสถานที่เล็ก ๆ ก็จะต้องยอมรับความผิดพลาดแล้วกลับมาอย่างว่าง่ายใช่ไหมล่ะ?
เฝ่ยเฉิงเกิดความรู้สึกบางอย่างในใจโดยไม่รู้ตัว เป็นความคาดหวังที่ขัดแย้งกันเองโดยสิ้นเชิง
ยิ่งเขารอนานเท่าไหร่ สีหน้าก็ยิ่งเลวร้ายมากขึ้นเท่านั้น “ฉันไม่ได้หวังให้เธอกลับมาเหมือนกัน หยิ่งให้มันได้ตลอดเถอะ แล้วอย่าได้ซมซานกลับมาล่ะ!”
เฝ่ยไป๋ลู่กินครบสามชั่วโมงแล้ว จากนั้นจึงไปรับเงินมัดจำคืนกับเถ้าแก่เนี้ยที่มองมาด้วยสายตาแสดงถึงความโล่งใจ แล้วเฝ่ยไป๋ลู่ก็เดินออกจากร้าน
“เฮ้ ๆ แม่สาวน้อย รอฉันด้วย” จางเฉิงไปเข้าห้องน้ำ พอออกมาก็เห็นเฝ่ยไป๋ลู่กำลังจะไป เขาก็รีบตามมา
ก่อนหน้านี้เขาเคยเป็นฟิตเนสเทรนเนอร์มาก่อน ต่อมาถึงได้เปลี่ยนมาทำสื่อโซเชียลของตัวเอง เป็นบล็อกเกอร์โชว์กินอาหารหรือม็อกบัง ร่างกายเขาจึงมีกล้ามเนื้อบึกบึน ทำให้ดูสูงใหญ่กำยำเป็นพิเศษ
เมื่อเฝ่ยไป๋ลู่มายืนอยู่ตรงหน้าเขาแล้วก็ราวกับลูกเจี๊ยบผอมกะหร่องยังไงยังงั้น
“สวัสดีค่ะ มีอะไรเหรอคะ?” เฝ่ยไป๋ลู่กวาดสายตามองไปที่โทรศัพท์ของจางเฉิง ความคิดเห็นจากผู้ชมวิ่งผ่านหน้าจออย่างรวดเร็ว และยังมีเอฟเฟกต์ส่งของขวัญเป็นระยะ ๆ ด้วย …ดูท่าการถ่ายทอดสดจะทำเงินได้จริง ๆ
จางเฉิงมองดูหน้าท้องแบนราบของเฝ่ยไป๋ลู่แล้วแขม่วท้องที่ยื่นออกมาของตัวเองโดยไม่รู้ตัว “ฉันกำลังไลฟ์สดอยู่ แล้วแฟน ๆ ของฉันก็เห็นเธอกินอยู่ตลอดเวลาเลย แฟน ๆ คิดว่าเธอเป็นนักกินจุ แล้วก็อยากให้ฉันมาสัมภาษณ์เธอน่ะ เธอกินเยอะขนาดนี้ได้ยังไง? มีทักษะพิเศษอะไรหรือเปล่า?
เฝ่ยไป๋ลู่เลิกคิ้ว “ไม่มีทักษะพิเศษ ถ้าหิวคุณก็กินได้แหละ”
[ขอละ คุณสตรีมเมอร์อย่าโบ้ยทุกอย่างให้แฟนคลับสิ! เห็น ๆ อยู่ว่าตัวเองอยากรู้ทักษะพิเศษของนักกินจุคนนี้ ความผิดนี้ แฟน ๆ ไม่ยอมรับนะ!]
[พี่จาง ทำไมไม่ขอน้องผู้หญิงคนนี้เป็นอาจารย์ล่ะ? ถ้าหากพี่เรียนรู้จากน้องผู้หญิงสักนิดสักหน่อย ในอนาคตชีวิตการทำม็อกบังของพี่จะต้องก้าวหน้าไปไกลแน่นอน]
[น้องผู้หญิงนี่ดูแล้วไม่ค่อยแข็งแรงเลยอะ ผิวก็ซีดเหมือนเลือดลมไหลเวียนไม่เพียงพอ ไม่ใช่ว่าการกินแบบนี้นาน ๆ จะเป็นผลเสียต่อร่างกายเหรอ? น่ากลัวชะมัด พี่จางรีบพาไปโรงพยาบาลเถอะ!]
จางเฉิงเห็นความคิดเห็นจากผู้ชมชัดเจน แล้วเขาก็มองเฝ่ยไป๋ลู่อย่างระมัดระวัง
จริงอย่างที่แฟน ๆ พูด หน้าตาของแม่สาวนี่ซีดเซียว แล้วเธอก็ผอมมาก
ไม่มีใครที่กินหมดไปขนาดนั้นแล้วสีหน้ายังเหมือนเดิมอยู่ได้หรอก! ในใจของจางเฉิงผู้มีความปรารถนาจะเอาชัยชนะอย่างแรงกล้ารู้สึกถึงความเท่าเทียมแปลก ๆ ขึ้นมาทันที เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยปากถามด้วยความเป็นห่วง “เธอกินเยอะแล้วรู้สึกไม่สบายหรือเปล่า? ให้ฉันพาเธอไปส่งโรงพยาบาลไหม?”
“ไม่ต้องค่ะ ขอบคุณ” เฝ่ยไป๋ลู่รู้สภาพร่างกายของเธอดี มันยังไม่ถึงขั้นต้องเข้าโรงพยาบาลหรอก
เธอแสร้งตบโทรศัพท์ของพี่ชายคนนี้อย่างอยากรู้อยากเห็น “ในห้องไลฟ์สดของคุณมีคนเยอะจังเลยนะคะ”
จางเฉิงยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว เดี๋ยวนี้พอถึงเวลากินข้าว แฟน ๆ ของฉันก็ชอบเข้ามาดูฉันไลฟ์ตอนกินที่สุด”
“งั้นเหรอ? ถ้าไม่มีอะไรแล้วฉันขอตัวก่อนนะคะ” เฝ่ยไป๋ลู่ที่กินเสร็จแล้วไม่มีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทว่าตอนเดินผ่านจางเฉิง เธอก็กระซิบว่า “ตอนกลับบ้าน อย่าเดินไปทางทิศตะวันออก”
“เธอพูดว่าอะไรนะ?” จางเฉิงรู้สึกสับสนเล็กน้อย เขาไม่เข้าใจว่านี่มันหมายความว่ายังไง?
เขายังอยากถามให้ชัดเจนมากขึ้น แต่พบว่าตัวเฝ่ยไป๋ลู่ลับตาไปจากหัวมุมถนนแล้ว
พูดตามตรงว่าประโยคคลุมเครือที่เธอทิ้งเอาไว้ มันทำให้คนรู้สึกกลัว
จางเฉิงที่กลัวผีมาตั้งแต่เด็ก ในตอนกลางวันแสก ๆ เขาก็ยังตัวสั่นโดยไม่รู้ตัว
[น้องผู้หญิงก็ไม่ได้พูดอะไรนี่นา เกิดอะไรขึ้นเหรอ?]
[ทำไมพี่จางถึงมองตามหลังน้องผู้หญิงอย่างเหม่อลอยแบบนั้นล่ะ พี่ชอบเธอเหรอ? ชอบก็ต้องกล้าตามไปสิ พอได้ช่องทางติดต่อแล้ว ต่อไปก็จะได้ดูทั้งสองคนกินข้าวด้วยกัน มันจะต้องชวนหิวมาก ๆ แน่นอน]
“ไสหัวไปเลยนะ ชอบไม่ชอบอะไรล่ะ พวกนายมันใจร้าย อย่าเห็นผู้หญิงแล้วพูดจาส่งเดช มันจะทำลายชื่อเสียงของผู้หญิงเขา” จางเฉิงเก็บความรู้สึกสงสัยไว้ในใจแล้วทะเลาะกับความคิดเห็นของผู้ชมอย่างที่ทำจนเป็นนิสัย พร้อมกับเดินมุ่งหน้ากลับบ้าน
บนถนนในเมือง การจราจรคับคั่ง ร้านค้าริมถนนตั้งป้ายเรียงรายสวยงามเต็มไปหมด เขากำลังรอสัญญาณไฟจราจรตรงสี่แยกเล็ก ๆ แล้วทบทวนการทัวร์ร้านในวันนี้กับโทรศัพท์
“พูดตามตรงนะ การทัวร์ร้านวันนี้มันล้มเหลวนิดหน่อย ฉันสัญญาว่าจะให้บทเรียนกับเจ้าของร้าน แต่คิดไม่ถึงว่าจะเป็นฉันที่ถูกผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ให้บทเรียนอย่างหนัก พลาดแล้ว ฉันพลาดแล้ว…เฮ้! วันนี้อากาศร้อนมาก โทรศัพท์ฉันร้อนมาก ห้องไลฟ์สดมันกระตุกนิดหน่อย ทุกคนรอแป๊บนะ…”
จางเฉิงก้มศีรษะลงแล้วแนบโทรศัพท์กับแผ่นระบายความร้อน
ไฟแดงกระโดดเปลี่ยนเป็นไฟเขียว ทันใดไฟเขียวก็เข้าสู่การนับถอยหลังสิบวินาที
พลันนำมาซึ่งลางสังหรณ์บางอย่าง
“เอาละทุกคน เน็ตไม่กระตุกแล้วใช่ไหม?” จางเฉิงคลิกหน้าจอ เขาถอนใจโล่งอกเมื่อเห็นว่าห้องถ่ายทอดสดไม่กระตุกแล้ว
[ไฟเขียวแล้ว ไฟเขียวแล้ว ยังเหลืออีกเจ็ดวิ รีบไปเร็ว!]
[ควรพูดไหมนะ เวลาของไฟเขียวมันสั้นมากเลย]
“ทางนี้คนเดินน้อย รถเยอะ ฉันคุ้นเคยกับไฟเขียวสั้น ๆ มานานแล้ว ทุกคนข้ามถนนจะต้องดูเวลาสัญญาณไฟอย่างระมัดระวังนะ” จางเฉิงจู้จี้จุกจิกเหมือนเคย แต่พอเขาพูดจบ หัวใจก็เต้นแรงขึ้นมาทันที
‘ตอนกลับบ้าน อย่าเดินไปทางทิศตะวันออก’ รู้สึกเหมือนเสียงกระซิบแผ่วเบาของหญิงสาวจะดังขึ้นอีกครั้ง
นี่คือทางแยกบนถนน และที่เขากำลังรออยู่คือสัญญาณไฟจราจรทางทิศตะวันออก เพราะถนนเส้นนี้ใกล้บ้านเขามากที่สุด
[เป็นอะไรไปน่ะ? ไฟเขียวแล้วนะ ยังเหลือเวลาให้ไปได้อีกห้าวินาทีนะ]
จางเฉิงชักขากลับดัง ‘ฟึบ’ แล้วยิ้มอย่างกระอักกระอ่วนให้กล้อง
พูดตามตรง เขาเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไรไป เขาไม่รู้ว่าทำไมถึงได้เชื่อคำพูดของเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ นั่นง่าย ๆ จนไม่กล้าไปทางทิศตะวันออก แต่ว่าเรื่องนี้เขาอยากเชื่อไว้ก่อน ดีกว่าคิดว่าจะไม่เป็นจริง แล้ว…
“อ้า! จู่ ๆ นึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานนี้เพื่อนฉันขอให้ช่วยซื้อคอเป็ด ฉันจะไปซื้อก่อน…” จางเฉิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาเกาหัวแล้วหาข้ออ้าง ก่อนจะหันหลังเพื่อเดินกลับ ทันใดนั้นด้านหลังก็เกิดเสียง ‘โครม’ ดังลั่น แล้วกลิ่นฉุนของเขม่าควันกับน้ำมันเครื่องก็ลอยฟุ้งขึ้นมา
“คอเป็ด…” จางเฉิงตกใจจนสั่นไปทั้งตัว สองคำนี้ติดอยู่ในลำคอ จึงทำได้แค่ส่งเสียงลมหายใจติดขัดลอดออกมาเท่านั้น
หน้าจอเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม จางเฉิงไม่สนใจ เขาหันย้อนกลับไปมองอย่างสั่นเทา
รถยนต์แลนด์โรเวอร์ชนเข้ากับแนวกระถางดอกไม้บนสี่แยกฝั่งตรงข้าม หน้ารถบิดเบี้ยวจนเสียรูปเพราะถูกบีบอัดอย่างรุนแรง หน้าต่างรถแตกร้าวจนเหมือนใยแมงมุม ทำให้มองเห็นสภาพคนขับรถได้ไม่ชัด แต่ก็พอรู้ว่าไม่ได้อยู่ในสภาพที่ดีแน่นอน
จางเฉิงเหลือบมองไปที่สัญญาณไฟจราจร เปลือกตากระตุกเมื่อไฟเขียวเปลี่ยนกลับเป็นไฟแดง
กล่าวคือ… ถ้าห้าวินาทีก่อนเขาบังเอิญข้ามถนนไปฝั่งตรงข้าม ก็อาจถูกบดขยี้เป็นกองเนื้อได้
ทันใดนั้นเองดวงตาของอดีตฟิตเนสเทรนเนอร์ก็มืดมนลง ราวกับวิญญาณลอยออกจากร่างไป และขาทั้งสองข้างก็สั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
คนที่เดินบนฟุตบาทส่งเสียงกรีดร้องอย่างตื่นตระหนก บ้างก็เรียกตำรวจ บ้างก็เรียกรถพยาบาล แล้วก็มีบางคนไปช่วยคนในรถ
ตอนนี้จางเฉิงเอาแต่พูดพึมพำกับตัวเอง “ท่านอาจารย์ ต้องเป็นท่านอาจารย์แน่ ๆ…”