เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 77 สิ่งมีชีวิต? ก็แค่สารอาหาร
บทที่ 77 สิ่งมีชีวิต? ก็แค่สารอาหาร
“ที่แท้นายก็ยังไม่ไป”
กานว่างกล่าว ทำให้ฉีหงหาตำแหน่งของเขาเจอจนได้
แม้เฝ่ยไป๋ลู่จะวางค่ายกลพรางตาไว้สมบูรณ์แบบเพียงใด แต่ด้วยเวลาที่กระชั้นชิด และขาดแคลนวัตถุในการสร้าง ค่ายกลนี้จึงหลบรอดสายตาของคนธรรมดาได้เท่านั้น
เมื่อฉีหงสังเกตเห็นค่ายกลที่มองไม่เห็น พลังหยินชั่วร้ายซึ่งลอยคว้างอยู่ทุกหนทุกแห่งก็ค่อย ๆ มารวมกัน ทำให้ร่างของกานว่างค่อย ๆ ถูกเปิดเผย
เมื่อเห็นสายตาขุ่นเคืองของกานว่าง ฉีหงก็เหยียดยิ้มเล็กน้อย เดิมคิดว่าอีกฝ่ายหลบออกจากเขาไปแล้ว แต่กลับยังอยู่ที่นี่
ถึงเวลากินอาหารบำรุงพลังของเขาพอดี!
ฉีหงตวัดมือขึ้น แล้วกดปลายนิ้วลง
โซ่ทมิฬอาบกลิ่นอายหยินหนาเท่าท่อนแขนพลันพุ่งขึ้นมาจากดิน ฟาดไปที่กานว่างดุจเคียวยมทูต
แย่ละ!
เฝ่ยไป๋ลู่กัดฟัน กานว่างเจ้าโง่!
บอกให้เงียบแล้วยังจะตะโกนอีก กลัวจะไม่ได้ตายเร็วหรือยังไง?
หญิงสาวซัดยันต์ที่พกมาสกัดการจู่โจมของโซ่เส้นนั้น พร้อมก้าวไปอยู่ตรงหน้ากานว่างในชั่วอึดใจ
ฉีหงมองเฝ่ยไป๋ลู่ซึ่งหายตัวในพริบตาด้วยความประหลาดใจ “เธอสามารถใช้วิชาข้ามท้องฟ้าได้จริง ๆ…”
ทั้งที่พลังปราณของเธอเบาบางและกระจัดกระจาย เป็นไปได้อย่างไรที่เธอจะใช้วิชาระดับสูงเช่นนี้
มีความเป็นไปได้ทางเดียวเท่านั้น เธออำพรางความแข็งแกร่งของตัวเอง!
ด้วยเหตุนี้ สายตาดูแคลนของฉีหงจึงเริ่มระแวดระวังมากขึ้น
ทั้งที่อีกฝ่ายอายุเพียงยี่สิบปี พลังปราณเหนือศีรษะก็เบาบาง แต่ดวงตาสีดำคู่นั้นกลับเด่นสะดุดตาและดูลึกลับอย่างบอกไม่ถูก
ลมหายใจของฉีหงชะงักด้วยความมึนงง
หลังจากเขาคืนสติ จู่ ๆ เขาก็เกิดความคิดที่จะคว้านดวงตาคู่นั้นเสีย!
กานว่างตกใจไม่แพ้กัน
ในสายตาของเขา เฝ่ยไป๋ลู่ยังคงเป็นเด็กน้อยผู้เพิ่งเข้าสู่เส้นทางเต๋า
คิดว่าอีกฝ่ายรู้เพียงศาสตร์โหงวเฮ้ง ไม่สันทัดการใช้วรยุทธ์
ทว่าใครจะคาดคิด เฝ่ยไป๋ลู่ใช้วิชาข้ามท้องฟ้าได้ ทั้งที่วิชาข้ามท้องฟ้าต้องเป็นผู้ที่บรรลุวิชายุทธ์ขั้นสูงอย่างอาจารย์ของเขาถึงจะใช้ได้แท้ ๆ
“นี่คุณ…” ดวงตาของกานว่างเบิกกว้าง เขากำลังจะพูดอะไรบ่างอย่าง ทว่าเฝ่ยไป๋ลู่กลับมองเขาอย่างไม่แยแส
วินาทีต่อมา เฝ่ยไป๋ลู่ก็สับสันมือลง ทำให้กานว่างหมดสติไป
ทำให้เป็นลมเสียดีกว่า การรู้มากไปไม่เกิดประโยชน์ต่อเขาหรอก…
เฝ่ยไป๋ลู่ลากร่างของกานว่างไปไว้ข้าง ๆ แล้วยกเจ้างูน้อยออกจากข้อมือ “ปกป้องเขา อย่าทำให้ฉันเสียสมาธิ”
งูน้อยพยักหน้า
เฝ่ยไป๋ลู่ยืดตัวขึ้น มองฉีหง
“เธอชื่ออะไร” ฉีหงถาม ทั้ง ๆ ที่มีผู้มากฝีมืออยู่ในเมืองเจียงแบบนี้ แต่ทำไมเขาถึงไม่เคยรู้มาก่อนเลย
บัดนี้โซ่ทมิฬสองเส้นลอยตัวในอากาศ ปลายคมกริบจ่อหาเฝ่ยไป๋ลู่ราวกับว่าหากไม่ได้คำตอบที่น่าพอใจ พวกมันจะทะลวงร่างเธอให้พรุน
เฝ่ยไป๋ลู่ตีสีหน้าเย็นชา พร้อมกล่าวเสียงดังฟังชัด “หนูที่ทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ ไม่สมควรรู้ชื่อฉัน”
ชุดคลุมสีดำบนร่างของฉีหงเองก็เป็นอาวุธไสยเวท เขาไม่เปิดเผยสิ่งใด นอกจากมือขาว
ภายใต้ฮู้ดกว้าง ดวงตาเรียวรีของชายหนุ่มฉายแววดุร้าย “เธอนี่มันสมควรตายจริง ๆ!”
ทันใดนั้นโซ่ทมิฬซึ่งลอยขึ้นไปในอากาศ ก็มุ่งตรงไปที่หัวใจของเฝ่ยไป๋ลู่ดุจลูกศร
เฝ่ยไป๋ลู่หลบไปด้านข้างอย่างว่องไว ทำให้โซ่ทมิฬพุ่งใส่ต้นไม้ที่อยู่ไม่ไกล จนต้นไม้หนาหักโค่นลง
เฝ่ยไป๋ลู่กลอกตา กลิ่นคาวเลือดรุนแรงฉุนจมูก กลิ่นคาวเลือดนี้มาจากความคั่งแค้นของวิญญาณสิ่งมีชีวิตที่ล้มตายอย่างไม่เต็มใจ
มีบางอย่างผิดปกติ!
ทั้งที่สู้กันอยู่บนภูเขา แต่กลับไม่ได้ยินเสียงสัตว์วิ่งเอาชีวิตรอดด้วยความตื่นตระหนก แม้แต่เสียงนกก็เงียบอย่างน่าขนลุก
สีหน้าของเฝ่ยไป๋ลู่พลันเปลี่ยนยามจ้องมองไปที่ฉีหง “นายฆ่าสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในภูเขานี้หรือเปล่า?”
“สิ่งมีชีวิตเหรอ มันก็เป็นได้แค่อาหารนี่” ฉีหงลูบโซ่ทมิฬด้วยความรัก
มือสีขาวเรียวตัดกันอย่างชัดเจนกับโซ่ที่เย็นชาและมืดมน
เขาใช้เลือดหล่อเลี้ยงอาวุธ
การปลูกฝังสัญชาตญาณกระหายเลือดและทำให้อยู่ยงคงกระพัน มีเพียงแต่ต้องเข่นฆ่าและดื่มโลหิตของสิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนเข้าไป
มิน่า พลังของโซ่ทมิฬถึงเต็มไปด้วยความชั่วร้ายและความขุ่นเคือง
อีตานี่บ้าไปแล้ว!
ดวงตาของเฝ่ยไป๋ลู่เย็นเยียบ เป็นครั้งแรกที่พลังในร่างกายถูกเปิดเผย
ปราณหยินที่อยู่รอบ ๆ ล้วนถูกพลังที่มองไม่เห็นทำลายสิ้น
“เป็นพลังที่บริสุทธิ์มาก…” แม้กล่าวเช่นนั้น แต่แววตาของฉีหงกลับไร้อารมณ์แปลกใจโดยสิ้นเชิง
เขาเฝ้าดูพลังของเฝ่ยไป๋ลู่ที่เพิ่มขึ้น และอดไม่ได้ที่จะหัวเราะแปลก ๆ น้ำเสียงของเขาตื่นเต้นมากกว่าเดิม
“สารอาหารชั้นเยี่ยม ถือเป็นการเก็บเกี่ยวครั้งใหญ่ที่สุดของวันนี้เลย!”
เธอคนเดียวมีค่ามากกว่าสิ่งมีชีวิตนับร้อยเสียอีก
เธอจะต้องถูกฆ่าเพื่อหล่อเลี้ยงอาวุธของเขา
“จะฆ่าฉันมันยังเร็วไป!” เฝ่ยไป๋ลู่หยิบกระดาษยันต์ขนาดเล็กออกมา ก่อนที่ยันต์จะกลายร่างเป็นมนุษย์และเติบโตในสายลม ทันใดนั้นมันก็สูงและแข็งแกร่งราวกับยักษ์
ยันต์กระดาษแฝงไว้ด้วยจิตสำนึกของเฝ่ยไป๋ลู่
ภายใต้การคุ้มครองของปราณวิญญาณของเฝ่ยไป๋ลู่ ยันต์มนุษย์ย่อมไม่เกรงกลัวต่อปราณหยิน ทันใดคว้าโซ่ทมิฬด้วยมือเดียว
ฉีหงหัวเราะเยาะ เขาถ่ายปราณหยินชั่วร้ายใส่โซ่ทมิฬ…
ปราณวิญญาณที่นี่หายาก แต่ปราณหยินเองก็มีไม่น้อย
แม้เขาจะไม่ลงมือเอง แต่เฝ่ยไป๋ลู่ก็ต้องถูกฆ่าอยู่ดี
ฉีหงมองดวงตาหยินหยางของเฝ่ยไป๋ลู่พลันเลียริมฝีปาก
เขาตัดสินใจอย่างรวดเร็วว่าจะควักดวงตาคู่นั้น!
“ไป!” ฉีหงหยิบเข็มทิศออกมาพร้อมเปิดใช้งานวิชาลับ ชั่วเวลาเดียวกันโซ่ทมิฬอีกเส้นก็โผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน โจมตีเฝ่ยไป๋ลู่ตามคำสั่งนาย
เฝ่ยไป๋ลู่แทบจะไม่สามารถต้านทานโซ่ทมิฬทั้งสองได้ด้วยยันต์กระดาษ เมื่อโซ่ทมิฬอีกเส้นเสริมกำลังเข้ามา เธอก็ทนไม่ไหว หญิงสาวหลบหนีห่างไปสามเมตรด้วยวิชาข้ามท้องฟ้า
เมื่อเห็นเฝ่ยไป๋ลู่หลบการโจมตีด้วยความลำบาก ดวงตาโตของงูน้อยก็แสดงความกังวล มันไม่เคยเห็นเจ้านายลำบากแบบนี้มาก่อน
มันกังวลและต้องการช่วยเธอ เฝ่ยไป๋ลู่ซึ่งหลบโซ่ทมิฬที่คุกคามชีวิตอยู่ พลันสังเกตเห็นเจตนาของงูตัวน้อย แล้วตะโกนใส่มันเสียงดังว่า “อย่าเข้ามา เฝ้าดูกานว่างไว้ แล้วหาโอกาสพาเขาหนีไป!”
งูน้อยส่งเสียงรับคำอย่างไม่เต็มใจ
“อาฮะ ช่างน่าประทับใจเหลือเกินที่พวกนักพรตผู้ชอบธรรมเสียสละตัวเองเพื่อช่วยผู้อื่น” ฉีหงปรบมือด้วยความชื่นชม น้ำเสียงของเขาฟังดูซาบซึ้ง
ทว่าดวงตากลับน่ากลัวและมืดมน
สิ่งที่เขาเกลียดที่สุดคือคนอย่างเธอ
เกลียดมากเสียจนอยากจะฆ่าคนพวกนี้ให้หมด!
ดวงตาของฉีหงเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยม เขายกมือขึ้นและเรียกโซ่ทมิฬสามเส้นอีกครั้ง
เมื่อขาดแคลนปราณวิญญาณอย่างรุนแรง สีหน้าของเฝ่ยไป๋ลู่จึงซีดเผือด
ครั้นเห็นโซ่ทมิฬทั้งหกสายโจมตีเข้ามา เฝ่ยไป๋ลู่ก็หมดแรงที่จะหลบหลีก
โซ่ทมิฬซึ่งคุกคามถึงชีวิตก็ฉวยโอกาสนี้ทะลวงหัวใจเธอทันที
ดวงตาสีดำซึ่งดูสิ้นหวังของเฝ่ยไป๋ลู่ทำให้ฉีหงหัวเราะเสียยกใหญ่
เขาร่ายอาคม ในใจแทบรอไม่ไหวที่จะได้เห็นเฝ่ยไป๋ลู่ถูกสูบเลือดเนื้อ
ทว่าการตอบสนองจากโซ่ทมิฬทำให้รอยยิ้มของฉีหงหยุดชะงัก
“เกิดอะไรขึ้น?” ฉีหงขมวดคิ้ว มองเฝ่ยไป๋ลู่อีกครั้ง เขาเอื้อมมือออกไป แต่กลับคว้าได้แต่อากาศ ทำให้ใบหน้าของเขาดูน่าเกลียดทันที
ด้วยสิ่งที่โซ่ทมิฬโจมตีไม่ใช่ไป๋ลู่ แต่คือคนกระดาษ!
“สมควรตาย!” ฉีหงฉีกคนกระดาษเป็นชิ้น ๆ
“นายนั่นแหละที่สมควรตาย” เพียงสิ้นเสียง เฝ่ยไป่ลู่ก็กระโจนมาทางข้างหลังเขา
เหล่าผู้ใช้คุณไสยล้วนแต่มีความชำนาญเฉพาะด้าน และหายากที่บุคคลใดจะรอบรู้ศาสตร์ทุกแขนง
ฉีหงทรงพลังเพราะเขาสามารถควบคุมปราณหยินได้ กระทั่งสร้างโซ่ทมิฬซึ่งคุกคามถึงชีวิตด้วยเข็มทิศได้จากระยะไกล
ในขณะเดียวกัน จุดอ่อนของเขาก็เผยชัด นั่นคือไม่สามารถต่อสู้ระยะประชิดได้
เขาจึงใช้ชุดคลุมสีดำปกป้องร่างกายไว้
ขณะเฝ่ยไป๋ลู่หลบการโจมตีของโซ่ทมิฬ เธอก็จับตาดูฉีหงด้วยดวงตาหยินหยาง กระทั่งมองเห็นจุดอ่อนบนร่างกายนั้น ซึ่งนั่นก็คือ สะโพก
ตอนนี้เอง…
เฝ่ยไป๋ลู่หรี่ตา หญิงสาวยกขาขึ้น เตะเข้าที่เอวของฉีหงด้วยกำลังทั้งหมดของเธอ
ด้วยฉีหงไม่ทันระวังตัว เมื่อถูกเฝ่ยไป๋ลู่เตะ เขาก็กระเด็น จนไปกระแทกต้นไม้อย่างแรง
ด้วยแรงกระแทกนี้ ชุดลงอาคมได้รับความเสียหายทันที ทำให้ร่างของฉีหงบาดเจ็บสาหัส
“แค่ก ๆ” เขากุมหน้าอก พลางพยายามลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก ดวงตาของเขาจับจ้องไปที่เฝ่ยไป๋ลู่อย่างมุ่งร้าย
เฝ่ยไป๋ลู่สบตากับฉีหงอย่างใจเย็น
ขณะนั้นเอง เจ้างูน้อยก็เลื้อยขึ้นไปบนบ่าของเฝ่ยไป๋ลู่ ท่าทางของมันไม่ได้ดูวิตกกังวลอย่างตอนแรก ทั้งยังสะบัดหางไปมาราวผู้กำชัย
เฝ่ยไป๋ลู่ลูบหัวมันเบา ๆ
เรื่องทักษะการแสดง ต้องยกให้มันจริง ๆ
เมื่อประสบกับศึกขนาดย่อมนี้ ฉีหงจะไม่เข้าใจได้อย่างไรว่าตนประเมินคู่ต่อสู้ต่ำไป
เขาหายใจเข้าลึก ๆ สงบสติอารมณ์ ทันใดก็ร่ายอาคมเงียบ ๆ ทว่า…เข็มทิศและโซ่ทมิฬกลับไม่ตอบสนอง
หัวใจของฉีหงดิ่งวูบ “เธอทำอะไรลงไป?!”
“นายเพิ่งรู้สึกตัวงั้นสิ?” เฝ่ยไป๋ลู่พูดด้วยสีหน้าไร้เดียงสา “นายอยู่ในค่ายกลแล้ว”
ดวงตาของเธอหลุบลงดูเย็นชายิ่ง “จากนี้เหล่าสรรพชีวิตที่นายพรากไปจะมาทวงหนี้จากนาย”
เพียงสิ้นเสียง หมอกดำก็ลอยมาจากทุกทิศทุกทางในภูเขา
สัญชาตญาณของวิญญาณสัตว์ร้ายซึ่งสถิติอยู่ที่นั่นพลันรุมทึ้งร่างฉีหงอย่างตะกละตะกลาม