เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 79 ทำไมต้องให้เฝ่ยไป๋ลู่ได้ไปหนึ่งที่
- Home
- เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง
- บทที่ 79 ทำไมต้องให้เฝ่ยไป๋ลู่ได้ไปหนึ่งที่
บทที่ 79 ทำไมต้องให้เฝ่ยไป๋ลู่ได้ไปหนึ่งที่
เจียงชิงเดินนำชายชราคนหนึ่งเข้ามาด้วยความเคารพ
คนผู้นี้อายุประมาณหกสิบปี ผมหงอก สวมชุดโบราณสมัยราชวงศ์ถัง ทำให้เขาดูสงบและมั่นคง
มองแล้วก็เหมือนคนธรรมดาทั่วไป เพียงแต่ว่าดวงตาของเขาไม่ขุ่นมัวเลย กลับเฉียบแหลมและมีชีวิตชีวามาก
“ท่านผู้เฒ่า” เฝ่ยไป๋ลู่ทำท่าทางโค้งคำนับ
พลังปราณบนศีรษะของชายชราแข็งแกร่งและอุดมสมบูรณ์ ขณะเดียวกันก็มีบุญกุศลซ่อนอยู่ มองแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นผู้มีบุญใหญ่ในการช่วยเหลือโลก
“สหายน้อยไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้” กานซินตอบกลับอย่างสุภาพทันที เขาปฏิบัติต่อเฝ่ยไป๋ลู่ด้วยท่าทางที่เท่าเทียมกันแต่ก็ยังสงวนท่าที
เขามองเฝ่ยไป๋ลู่ด้วยดวงตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก “เธอเป็นอย่างที่ฉันคิดไว้จริง ๆ”
เครื่องหมายคำถามโผล่ขึ้นมาบนหน้าผากของเจียงชิง
ตาเขาเบิกโพลง ท่าทางราวกับเห็นผี “อาจารย์ ท่านโดนของหรือปล่าครับ?”
เฝ่ยไป๋ลู่ก็สับสนกับการกระทำของเขาอยู่เล็กน้อย
เธอไม่รู้จักชายชราคนนี้นะ?
กานว่างสำลักแล้วไอจนแทบเจ็บหน้าอก
รอจนดีขึ้นแล้วถึงได้พูดกับเฝ่ยไป๋ลู่ว่า “อาจารย์ของผมดูไลฟ์สดของคุณบ่อย ๆ เขาเป็น…แฟนคลับ…”
เขาครุ่นคิดถึงคำศัพท์ และรู้สึกว่ามีคำนี้ถึงจะสามารถอธิบายความชื่นชอบที่อาจารย์มีต่อเฝ่ยไป๋ลู่ได้
ทันทีที่เฝ่ยไป๋ลู่เริ่มออกอากาศ ใบหน้าของอาจารย์ที่ดุพวกเขาด้วยสีหน้าเย็นชาเมื่อวินาทีที่แล้วจะกลายเป็นอบอุ่นดุจสายลมวสันต์ในชั่วพริบตา แล้วจะถือโทรศัพท์ดูไลฟ์สดทันที แม้แต่จะสายตาก็ยังคร้านจะหันมาดูพวกเขา
“สหายน้อย ฉันดูไลฟ์สดของเจ้าสาวคนนั้นแล้ว ฉันมีคำถามสองสามข้อ…” ความสนใจของกานซินอยู่ที่เฝ่ยไป๋ลู่ เฝ่ยไป๋ลู่ก็ตอบคำถามทีละข้อด้วยรอยยิ้ม เป็นบทสนทนาที่ยอดเยี่ยมอย่างเหนือความคาดหมาย
กานว่างไม่สามารถพูดถึงความในใจออกมาได้ เมื่อเห็นอาจารย์ดึงเฝ่ยไป๋ลู่ไปคุยด้วย แล้วทิ้งเขาที่บาดเจ็บสาหัสเอาไว้เบื้องหลัง
เขาคิดอย่างหนักว่า ถ้าไม่ใช่เพราะเฝ่ยไป๋ลู่อยู่ที่นี่ อาจารย์ก็คงคร้านจะออกมาเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาลสินะ
แต่โชคดีที่ไม่ใช่เขาเพียงคนเดียวที่ถูกโจมตี…
เจียงชิงใบหน้าชาหนึบไปแล้ว เขาสะกิดไหล่กานว่าง “ศิษย์พี่ เฝ่ยไป๋ลู่คนนี้ทำพิษใส่อาจารย์หรือเปล่า?”
ถ้าเป็นพิษจริง วิธีการของเฝ่ยไป๋ลู่คนนั้นจะต้องร้ายกาจมาก แม้แต่อาจารย์ก็ยังตกหลุมพราง
ดูเหมือนว่าต่อจากนี้เขาจะต้องอยู่ให้ห่างจากเฝ่ยไป๋ลู่เสียแล้ว!
สายตาไม่พอใจของศิษย์พี่ศิษย์น้องสองคนทำเอากานซินตัวแข็ง
เขาทำหน้านิ่ง กระแอมในลำคอ และในที่สุดก็หันไปมองกานว่าง “นายไม่เป็นไรนะ?”
กานว่างตอบรับนิ่ง ๆ “…ไม่เป็นไรครับ”
กานซิน “ฉันเองก็รู้ว่านายไม่เป็นไร วันนี้ไม่ใช่วันตายของนาย”
กานว่างสำลัก
อาจารย์และศิษย์ทั้งสามคนนี้มีนิสัยแตกต่างกัน เฝ่ยไป๋ลู่เข้าใจสามคนในระดับหนึ่งแล้ว เธอยิ้มพร้อมกับพูดเสริมว่า “แม้ไม่มีอันตรายถึงชีวิต แต่ว่าความโกรธเป็นผลเสียร้ายแรง ดังนั้นช่วงนี้คุณควรใส่ใจเรื่องการพักผ่อนให้มากขึ้น”
กานซินพยักหน้าทันที “สหายน้อยพูดถูก” เขาหันไปทางกานว่าง “นายได้รับบาดเจ็บสาหัส ช่วงนี้พักผ่อนให้มาก งดเว้นการออกกำลังกายตอนเช้า เรื่องอื่น ๆ พักไว้ก่อน”
สายตาของเจียงชิงมืดมนลง อาจารย์ ก่อนหน้านี้คุณเลือดเย็นมาก ถึงศิษย์จะขาหักก็ยังต้องฝึกต่อเลยนะ! ทำไมเฝ่ยไป๋ลู่พูดคำเดียว ทำให้คุณเปลี่ยนใจได้ล่ะ?
กานซินแสร้งทำเป็นไม่เห็นสายตาแค้นเคืองของอีกฝ่าย กานว่างสะเทือนใจอย่างมาก กระท่งอารมณ์ซับซ้อนในใจถูกพัดพาไปจากหัวใจจนหมด “ขอบคุณอาจารย์ที่เป็นห่วง”
กานซินยิ้มและพูดว่า “ที่นายควรขอบคุณที่สุดคือสหายน้อยเฝ่ยที่ช่วยชีวิตนายไว้”
เฝ่ยไป๋ลู่รีบโบกมือ เธอทำท่าทางถ่อมตนและเริ่มโกหกโดยไม่กระพริบตา “ฉันไม่ใช่ผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตหรอกค่ะ เป็นผู้อาวุโสท่านหนึ่งที่จู่ ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นแล้วต่อสู้กับหมอผีชั่วคนนั้น…”
คนที่รู้จักซ่อนเร้นจะมีชีวิตยืนยาว เฝ่ยไป๋ลู่ไม่ต้องการเปิดเผยความแข็งแกร่งของตัวเองมากเกินไป เพราะจะทำให้ตัวเองเดือดร้อนมากขึ้นได้
ผู้อาวุโสอย่างนั้นเหรอ?
ทันใดนั้นกานว่างก็นึกถึงคนที่เขาเจอบนถนนเก่า …เป็นเขาหรือเปล่า?
ทันใดความทรงจำที่รางเลือนถูกเติมเต็มโดยอัตโนมัติ กานว่างไม่สงสัยในคำพูดของเฝ่ยไป๋ลู่เลย และรู้สึกตื่นเต้น “ถ้ามีโอกาสได้พบผู้อาวุโสท่านนั้น กานว่างจะต้องขอบคุณเขาด้วยตัวเองแน่นอน!”
ผู้อาวุโส…
เฝ่ยไป๋ลู่สงบเยือกเย็น และมั่นคง
“บุญคุณที่ช่วยชีวิตเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่การช่วยเหลือลูกศิษย์ฉันของสหายน้อยเป็นเรื่องจับต้องได้และเป็นจริง” กานซินลูบเคราที่คาง เขามองเฝ่ยไป๋ลู่อย่างเป็นมิตรและพูดว่า “คนในนิกายชั้นในให้ความสำคัญต่อการมีวาสนาร่วมกัน สหายน้อยต้องการให้ลูกศิษย์ของฉันช่วยอะไรหรือเปล่า?”
สายตาเฝ่ยไป๋ลู่ซึ่งมองตรงไปยังกานซินนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง
กานซินยิ้มอย่างอ่อนโยน เฝ่ยไป๋ลู่รู้สึกอยู่ตลอดว่าเขามองเห็นบางอย่าง แต่เมื่อมองอย่างละเอียดยิ่งขึ้นก็รู้สึกว่าเป็นภาพลวงตาของตัวเอง
เธอเสียเวลาไปมาก และต้องการความช่วยเหลือจากกานว่างจริง ๆ เฝ่ยไป๋ลู่เองจึงไม่เกรงใจ และพูดตรง ๆว่า “ฉันต้องการเข้าร่วมงานแข่งขันปรมาจารย์ลัทธิเต๋าที่จะมีในอีกครึ่งเดือนหลังจากนี้”
“หา?” เจียงชิงกลั้นหายใจรอฟังคำขอของเฝ่ยไป๋ลู่อย่างกล้าหาญ ทว่าเฝ่ยไป๋ลู่กลับขอคำขอที่ไม่เหมือนคำขอ สมองเจียงชิงจึงมึนงงในทันที เขาพึมพำว่า “เธออยากเข้าร่วมก็เข้าร่วมสิ พวกเราไม่ได้ห้ามเธอเข้าร่วม…”
แล้วความคิดหนึ่งก็แวบขึ้นมาในหัวของเขา เขาลองถามหยั่งเชิงดู “หรือว่าเธอต้องการให้ศิษย์พี่หลีกทางให้เธอ ให้เธอคว้าแชมป์?”
เธอจะอยากคว้าแชมป์ไปทำอะไร? มุมปากเฝ่ยไป๋ลู่กระตุก
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเธออยากเป็นแชมป์ จำเป็นต้องมีคนหลีกทางงั้นเหรอ?
เมื่อเห็นกานว่างงุนงง เฝ่ยไป๋ลู่ก็ทำให้คำขอของเธอตรงไปตรงมาขึ้น โดยพูดให้ชัดเจนว่า “ฉันไม่มีบัตรเชิญและก็ไม่อยากเข้าร่วมสำนักหรือนิกายใด ๆ ด้วยสถานการณ์แบบนี้มีวิธีไหนบ้างที่ฉันจะเข้าร่วมงานแข่งขันปรมาจารย์ลัทธิเต๋าได้? โดยจะไม่ขวางให้ฉันคว้ารางวัลด้วย”
“อะไรนะ? เธอไม่มีบัตรเชิญเหรอ?” กานว่างตกตะลึง เขาคิดมาตลอดว่าเธอต้องเป็นศิษย์ลับของนิกายใดสักที่
และทุกสำนักจะได้รับบัตรเชิญร่วมงานแข่งขันปรมาจารย์ลัทธิเต๋า ดังนั้นเขาไม่เคยคิดเลยว่าเฝ่ยไป๋ลู่จะไม่มีบัตรเชิญ
เฝ่ยไป๋ลู่มีสีหน้าบริสุทธิ์ไร้เดียงสา
ทำไมล่ะ? ไม่ได้อนุญาตให้มีประกอบอาชีพได้อย่างอิสระหรือไง?
สีหน้าท่าทางของกานซินไม่เปลี่ยนแปลง เขาพูดว่า “สหายน้อย คำขอนี้ไม่ใช่เรื่องยาก กานว่างสามารถเชิญเธอให้เข้าร่วมงานแข่งขันปรมาจารย์ลัทธิเต๋าในนามของนิกายเก้าสวรรค์ได้ เธอเข้าร่วมทีมของเขาได้ในฐานะผู้ช่วยเหลือพิเศษ และคุณสมบัติที่ได้ก็จะเหมือนกับกานว่าง”
“แบบนี้ก็ได้ ยังอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์” กานว่างไม่คัดค้าน หนำซ้ำยังตั้งตารอที่จะได้ร่วมเดินทางไปกับเฝ่ยไป๋ลู่
เป็นเช่นนี้ก็ดี ไม่มีอะไรจะดีกว่านี้อีกแล้วจริง ๆ เฝ่ยไป๋ลู่หรี่ตาลงกำลังจะพยักหน้า แต่ทันใดนั้นเจียงชิงก็ตะโกนว่า “ฉันไม่เห็นด้วย!”
ดวงตาสามคู่มองไปที่เขาทันที
“โควตาของทีมที่เข้าร่วมการแข่งขันมีจำกัด ทำไมต้องให้เฝ่ยไป๋ลู่ได้ไปหนึ่งที่ด้วย?”
เจียงชิงสีหน้าหงุดหงิด แล้วแยกนิ้วนับ “หนึ่งทีมสี่คน ศิษย์พี่ ศิษย์พี่หญิงห้า ฉัน แล้วยังมีพี่เสี่ยวเซียว พวกเราเตรียมไว้แบบนี้แล้ว จะมีที่ว่างให้เฝ่ยไป๋ลู่เข้าร่วมได้ตรงไหนอีกล่ะ?”
ยิ่งไปกว่านั้นในใจเขาคิดว่า ไม่อยากอยู่ทีมเดียวกับเฝ่ยไป๋ลู่
เธอเป็นคนคาดเดาไม่ได้ และทำให้ผู้คนหวาดกลัว
“เรื่องนี้คุยกันเป็นการส่วนตัวแล้วงั้นเหรอ? ทำไมฉันไม่รู้ว่าพวกนายจัดการไปแล้ว?” กานว่างขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ “เสี่ยวเซียวเธอเพิ่งเข้าสู่ลัทธิเต๋า งานแข่งขันปรมาจารย์ลัทธิเต๋าอันตรายขนาดนี้เธอจะไปเข้าร่วมสนุกหรือไง? ไม่ได้ทำตัวก่อกวนไร้สาระกันใช่ไหม?”
เจียงชิงกลอกตา รู้สึกผิดมากในใจ
เรื่องนี้พวกเขาคุยกันลับหลังโดยไม่ได้บอกกานว่างจริง ๆ นั่นแหละ เพราะรู้ว่าเขาจะไม่มีทางเห็นด้วยกับการเข้าร่วมแข่งขันของพี่เสี่ยวเซียว
แต่ว่า…เจียงชิงเม้มปากแล้วพูดอย่างดื้อรั้นว่า “มันไม่ใช่แค่การร่วมสนุกเท่านั้น! พี่เสี่ยวเซียวฝึกฝนอย่างหนักเพื่องานแข่งขันปรมาจารย์ลัทธิเต๋า ไม่แน่อาจจะเก่งกว่าคนที่รู้จักแต่ศาสตร์โหงวเฮ้งมากก็ได้!” เขาหันมองเฝ่ยไป๋ลู่ทันที
กานว่างโกรธมาก การเคลื่อนไหวของเขาส่งผลไปถึงบาดแผล ทันใดนั้นก็เจ็บปวดจนหน้าซีด
ความเจ็บปวดบนบาดแผลทำให้เขานึกถึงความเมตตาของเฝ่ยไป๋ลู่ที่มีต่อเขา แต่ศิษย์น้องของเขากลับล่วงเกินเฝ่ยไป่ลู่ซ้ำ ๆ สิ่งนี้มันทำให้เขาทั้งโกรธทั้งรู้สึกผิด
หลังจากแยกแยะข้อมูลตามคำพูดของศิษย์พี่ศิษย์น้องสองคนนี้แล้ว เฝ่ยไป๋ลู่ที่ไม่เคยพูดแทรกมาตลอดก็ยกริมฝีปากขึ้น “เรื่องนี้จัดการได้ง่ายมากเลยนะ…”
เธอมองไปทางเจียงชิง ดวงตาสีดำขาวชัดเจนมีรอยยิ้มสดใส แต่รอยยิ้มกลับอยู่ตรงส่วนลึกของดวงตาเท่านั้น “นายถอนตัวก็สิ้นเรื่องแล้ว?”
“ทั้งได้ตอบแทนบุญคุณศิษย์พี่ แล้วยังทำให้พี่เสี่ยวเซียวของนายสามารถเข้าร่วมการแข่งขันได้ ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวแบบนี้ นายควรจะเห็นด้วยไม่ใช่เหรอ?”