เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง - บทที่ 93 ขโมยการบ้านปิดเทอมฤดูร้อนของลูกชายฉันไป
- Home
- เซียนสาวทะลุมิติมาหาเลี้ยงชีพด้วยการไลฟ์สดดูดวง
- บทที่ 93 ขโมยการบ้านปิดเทอมฤดูร้อนของลูกชายฉันไป
บทที่ 93 ขโมยการบ้านปิดเทอมฤดูร้อนของลูกชายฉันไป
เห็นได้ชัดว่าพานซิ่งเย่เองก็ตระหนักถึงข้อนี้ ขณะเขาเดินไปที่ห้องลูกชาย ก็อธิบายอย่างละเอียดไปด้วยว่า “อาทิตย์ที่ผ่านมาเกิดเรื่องแปลก ๆ หลายอย่างในบ้าน อย่างแรกมีเสียงแปลก ๆ ดังขึ้นกลางดึก ได้ยินไม่ชัดว่าพูดว่าอะไร รู้แค่พอพวกเราลุกจากเตียงไปตรวจดู เสียงนั้นก็หายไป”
“อย่างที่สองคือของในบ้านหายไปอย่างลึกลับ เงินในตู้ ผลไม้ในตู้เย็น กระทั่งขนมของลูกชายก็หาย”
[คนกินหรือเปล่า? ผีที่ไหนจะไปขโมยขนมลูกชายคุณกันเล่า?]
[ตอบให้เลย ผีหิวโซไง!]
เฝ่ยไป๋ลู่ถาม “มีอะไรอีกไหมคะ?”
พานซิ่งเย่กลืนน้ำลายด้วยสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย “สิ่งนั้นยังขโมยการบ้านปิดเทอมฤดูร้อนของลูกชายไปด้วย ทำเอาลูกชายฉันโกรธมากจนนอนไม่หลับไปสามวันเลย”
เฝ่ยไป๋ลู่ถึงกับเงียบกริบ
[เรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย?]
[ฮะ? หรือว่าเป็นผีที่ยังรักการเรียนอยู่?]
[ไป๋ลู่เคยบอกว่าไม่มีผี ไม่แน่อาจเป็นคนที่ทำ]
“ทำไมพ่อคุยกับตัวเองล่ะครับ?” พานซิ่งเย่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าห่ม เขาใช้ผ้าห่มพันตัวไว้แน่น ใบหน้าแสดงออกถึงหวาดกลัว สีหน้าขาวซีดเล็กน้อย “พ่อทำผมกลัวนะ!”
พานซิ่งเย่ยกโทรศัพท์ขึ้น “พ่อเชื่อมต่อการถ่ายทอดสดกับอาจารย์ ให้อาจารย์ดูว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้นในบ้านของเรา ผีหลอกจนทำให้พ่อรู้สึกจิตใจไม่สงบเลย”
“อ้อ ๆ” พานปินปินยังคงซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม โผล่มาแค่ดวงตาเท่านั้น
เขาเหมือนจะอายุแค่สิบนิด ๆ อยู่ช่วงวัยมัธยมต้นพอดี
เนื่องจากผู้เยาว์ไม่สามารถออกกล้องได้ เฝ่ยไป๋ลู่จึงตั้งค่าฟังก์ชันจับภาพอัตโนมัติ ทำให้มีอีโมติคอนปิดหน้าพานปินปินในการถ่ายทอดสด
พานซิ่งเย่ถูมืออย่างเป็นกังวล หันกล้องไปทางพานปินปิน “อาจารย์ ช่วยดูลูกชายฉันก่อนเลย เขาถูกผีดูดพลังหยางหรือเปล่า? ทำไมฉันรู้สึกว่าสีหน้าเขาแย่กว่าเมื่อวาน?”
พานปินปินใช้มือบังกล้องด้วยสีหน้ารำคาญ “พ่อ พ่ออย่าถ่ายผม ผมไม่เป็นไร ถูกผีดูดพลังหยางไม่ใช่เรื่องน่าป่าวประกาศสักหน่อย พ่ออย่าพูดมากเลยน่า ถ้าเพื่อนร่วมชั้นผมมาเห็นเข้า ผมจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?”
[โอ๊ย! เจ้าเด็กน้อย ชีวิตกับหน้าตาอันไหนสำคัญกว่ากัน?]
[ฉันเป็นหมอ ผิวพรรณเด็กคนนี้แย่กว่าคนทั่วไป แทนที่จะมาหาสตรีมเมอร์จับผี สู้พาเจ้าหนูน้อยไปหาหมอดีกว่านะ]
พานซิ่งเย่ลูบรอยคล้ำใต้ตา “ฉันไปโรงพยาบาลแล้ว หมอบอกว่าไม่ได้ป่วย พักผ่อนมาก ๆ ก็พอ แต่ในบ้านมีผีสิง นอนก็นอนไม่หลับ แล้วจะพักผ่อนได้ยังไง?”
เขานอนไม่หลับติดต่อกันมาเป็นอาทิตย์แล้ว กลางดึกเลยออกล่าผี เขารู้สึกว่า ถ้าจับผีที่ก่อปัญหาไม่ได้ ตัวเองจะตายกะทันหันและกลายเป็นผีไปอีกตัว
พานปินปินรีบพยักหน้าไม่หยุด “ใช่เลย ๆ ทั้งหมดเกิดจากผี!”
เฝ่ยไป๋ลู่ยิ้ม “คุณเคยเห็นผีไหม? ผีหน้าตาเป็นยังไง?”
พานปินปินเบิกตาสีดำขลับขึ้น แต่ไม่พูดอะไร
เขารู้จักชื่อเฝ่ยไป๋ลู่ อีกทั้งยังเคยแอบดูไลฟ์สดของเธอมาก่อนหน้านี้ด้วย
คิดไม่ถึงเลยว่าพ่อจะโชคดีเชื่อมต่อไลฟ์ติด แต่ขอเพียงเขาไม่โชว์หน้า เฝ่ยไป๋ลู่ก็จะไม่เห็นอะไร ใช่ไหม…ล่ะ?
พานปินปินมองดวงตาสีขาวดำที่ชัดเจนแล้วเติมคำว่า ‘ล่ะ’ อย่างลังเล
ภายใต้สายตาเช่นนี้ มันทำให้เขารู้สึกว่าเก็บซ่อนความคิดทั้งหมดของตัวเองเอาไว้ไม่ได้
“เจ้าหนู หยุดก่อเรื่องได้แล้ว” เฝ่ยไป๋ลู่พูดกับ ‘เด็กเหลือขอ’ ที่เจอกันทางอินเทอร์เน็ตเป็นครั้งแรก “เช็ดแป้งบนหน้าของนายด้วย”
ใครว่ามีแค่เด็กที่โวยวายเสียงดัง สร้างเรื่องวุ่นวายถึงจะเป็นเด็กเหลือขอ
ดังสุภาษิตว่าไว้ ถ้าเด็กเงียบสงบ จะต้องเป็นสัตว์ประหลาดแน่ ๆ
พานปินปินเหมือนจะว่านอนสอนง่าย ไม่มีปากมีเสียง เขาต้องโดนก่อกวนเท่านั้นถึงจะลุกขึ้นมาร้ายกาจ
“หมายความว่ายังไง?” พานซิ่งเย่สับสน ครั้นก็เห็นพานปินปินเลิกผ้าห่มออกแล้วพยายามย่องออกไปเงียบ ๆ เขาจ้องมอง คว้าคอลูกชายไว้ด้วยฝ่ามือใหญ่ของเขา
เมื่อใช้มือเช็ดหน้าพานปินปิน ปลายนิ้วก็มีชั้นผงแป้งสีขาวละเอียดติดอยู่…
แป้งฝุ่น?
พานปินปินเหมือนปลาเค็ม*[1] ที่ถูกโชคชะตารัดคอ เขาถูกพานซิ่งเย่พาไปล้างหน้า
เมื่อเห็นว่าหน้าขาวอันสะพรึงกลัวของลูกชายเปลี่ยนเป็นสีเนื้อตามปกติ พานซิ่งเย่ก็ถอนใจโล่งอก ก่อนจะตามมาด้วยความเดือดดาลที่ปะทุขึ้น เขาดึงตัวลุกชายมาทุบตี “ทาแป้งบนหน้าเพื่อปลอมเป็นผีทำไมฮะ? อยากให้พ่อตกใจตายเป็นผีเหรอ?”
[เจ๋งเป้ง ปกติแล้วฉันไม่เห็นด้วยกับการที่พ่อแม่ทุบตีลูกนะ แต่ถ้าเด็กรนหาที่เอง พวกเราก็ไม่ห้ามหรอก]
พานปินปินถูกตีจนร้องเสียงดังลั่น เรียกหาแม่อย่างน่าสังเวช
คุณแม่พานที่โอ๋ลูกชายมาก พอได้ยินเสียงก็รีบวิ่งมา แต่แล้วก็เงียบไปเมื่อเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด “เสียงแปลก ๆ ที่ดังขึ้นในบ้านตอนดึก ๆ…”
พานปินปินงึมงำ “ผมไปหาเพลงในอินเทอร์เน็ต แล้วแอบเปิด…”
“แล้วเงิน ผลไม้ ขนมในบ้านที่หายไปอย่างลึกลับ…”
พานปินปินสะอื้น “ผมขโมย แล้วก็แอบกินเอง…”
“แล้วเรื่องการบ้านปิดเทอมฤดูร้อนนี่คือยังไง?” ผู้เป็นพ่อถาม
พานปินปินพูดอธิบายพร้อมกับร้องไห้โฮ “อีกสองวันก็จะเปิดเทอมแล้ว ผมยังไม่ได้เขียนการบ้านสักตัวเลย ผมเลยทำได้แค่หาผีมาช่วยเท่านั้น!” พูดจบเขาเอามือปิดปากแน่น ร้องไห้สะอึกสะอื้น หน้าตาโศกเศร้า
[ทำไมพูดออกมาหมดเปลือกเลยอะ! จบเห่แล้ว ถูกตีตายแน่!]
[ฉันไม่มีอะไรจะพูดแล้ว…]
[ฉันมาดูเรื่องชาวบ้าน ผลลัพธ์คือมองเห็นตัวเอง การบ้านของฉันก็ยังเขียนไม่เสร็จเลย แง!!!]
พานซิ่งเย่มีสีหน้าอดกลั้น เขาพูดว่า “นี่คือลูกชายของฉัน จะตีเขาตายไม่ได้” แต่จมูกของเขากลับขยายด้วยความโกรธ
เขาสูดหายใจเข้าลึก พยายามอย่างหนักไม่ให้ตัวเองแสดงสีหน้าดุร้าย แล้วหันไปทางเฝ่ยไป๋ลู่ “อาจารย์ ทำเรื่องหน้าอายต่อหน้าคุณแล้ว ต่อไปจะเป็นภาพการทุบตีประเภทคู่ผสมหญิงชายในครอบครัว คงไม่เหมาะสมที่จะออกอากาศ ผมขอตัดสายก่อนนะครับ ขอบคุณอาจารย์ที่ช่วย จับ-ผี”
เขาเน้นสองคำสุดท้ายอย่างหนักแน่น ทำเอาพานปินปินตัวสั่นเทา คร่ำครวญว่าจะถูกตีแล้ว ๆ
ความคิดเห็น [ฮ่า ๆ] ไหลเต็มหน้าจอ
[ขอแทรกหน่อยนะ อีกหนึ่งอาทิตย์จะเปิดเทอมแล้ว ฉันทำการบ้านอย่างหนักจนเสร็จ ไม่กี่วันก่อนโดนหมาที่บ้านกัดขาดหมดเลย! ฉันร้องไห้หนักมากเลยนะ อยากถามทุกคนหน่อยว่า ไปโรงเรียนแล้วจะถูกครูด่าไหม?]
[ข้อแก้ตัวนี้ของคุณไม่ได้ดีไปกว่าผีขโมยการบ้านเลย]
[กินน้ำตาไปเถอะ หมาเป็นสัตว์ที่ดี ไม่ได้ทำร้ายคุณเปล่า ๆ ปลี้ ๆ หรอก]
[จริงอ๊ะเปล่า? ฉันอยากให้หมาตัวนี้มาช่วยกัดการบ้านฉันหน่อย ขอบคุณ]
[หมาของฉันอุทิศตนให้บ้านนี้มากเกินไปแล้ว T T]
เฝ่ยไป่ลู่อดยิ้มไม่ได้ เธอเตือนว่า “ต้องทำการบ้านให้เสร็จตรงเวลา เพราะไม่ว่ายังไงสิ่งที่คุณเรียนจะเป็นของคุณตลอดไป ต้องใช้สติในเส้นทางที่ถูกต้องนะ”
[เข้าใจแล้ว ไปเรียนหนังสือเดี๋ยวนี้แหละ! ฉันจะกอดหนังสือไว้แล้วก็เคี้ยว ๆๆ!”
หลังจากจัดการเด็กเหลือขอแล้ว เฝ่ยไป๋ลู่ก็เชื่อมต่อกับอีกคน
เพียงแต่ว่าคนที่ได้รับเลือกคนนี้มีความพิเศษนิดหน่อย
แว่นกันแดด หน้ากาก หมวก…
ปกปิดตัวเองไว้อย่างมิดชิด
[มีลับลมคมนัยนะเนี่ย จะผีหรือคน ถอดหน้ากากออกมาให้พวกเราเห็นหน่อยเถอะ]
วินาทีก่อนยังมีชาวเน็ตล้อเลียน ทว่าวินาทีต่อมาก็พากันส่งใบหน้าสีเหลืองที่มีดวงตารูปหัวใจสีแดง
คนที่ได้รับเลือกผู้นี้มีมือที่เรียวยาว ข้อนิ้วชัด สวยและงดงาม
[แผล็บ ๆ!]
[มือสวยจัง ยัดเข้าปากฉันสิ!]
ชายหนุ่มชี้ไปที่คอของตัวเอง โบกมือจากซ้ายไปขวา
เฝ่ยไป๋ลู่คิ้วขมวด ลองถามอย่างคาดเดา “พูดไม่ได้อย่างนั้นเหรอคะ?”
ชายหนุ่มพยักหน้าทันที
[1] ปลาเค็ม เปรียบว่าเป็นคนไม่เอาถ่าน หรือ ไอ้ขี้แพ้ที่อยู่ในสถานการณ์ลำบาก ทำอะไรไม่ได้