เซียนหมอหญิงยอดนักฆ่า - ตอนที่ 2991 ข้าเป็นโจร / บทที่ 2992 ลูกศิษย์
ตอนที่ 2991 ข้าเป็นโจร
วรยุทธ์ของชายชราคนนี้ท่าทางจะร้ายกาจมาก กระบี่ที่เขาพุ่งแทงออกไปเมื่อครู่นั้นถูกกระแสพลังขุมหนึ่งดีดออก ทำให้กระบี่ของเขาหลุดมือ ชายชราคนนี้ไม่ใช่แค่คนขับรถหรอกหรือ ?
ชายอายุมากที่อยู่ในกลุ่มรู้ว่ากวางวิญญาณทองม่วงที่ลากรถสองตัวนั้นเป็นสัตว์วิญญาณหายาก เขาอดที่จะตกตะลึงไม่ได้ คนที่มีกวางวิญญาณทองม่วง จะใช่คนธรรมดาเสียที่ไหน? นี่พ พวกเขาก่อเรื่องใหญ่แล้วใช่หรือไม่?
นึกมาถึงตรงนี้ เขายกมือขึ้นส่งสัญญาณ สั่งให้คนที่ล้อมรถลากอยู่นั่นถอยหลังไป เขาเก็บงำกลิ่นอายพลังและหันไปมองหญิงสาวที่นั่งอยู่บนรถลากกวางวิญญาณ ก่อนถามอย่างระมัดระวังว่า “ “ไม่ทราบว่าท่านมีนามว่าอะไรหรือ”
เฟิ่งจิ่วยกยิ้มมุมปาก มือข้างหนึ่งม้วนปอยผมเล่น นางเหลือบมองเขาด้วยใบหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม ทว่าสุดท้ายกลับไม่พูดอะไรสักคำ
ชายคนนั้นรู้สึกหนักอึ้งในใจ รีบกล่าวว่า “วันนี้พวกข้าล่วงเกินแล้ว ท่านได้โปรดอย่าถือสา เป็นเพราะฮูหยินของพวกข้าป่วยเป็นโรคประหลาดไม่สามารถเจอแสงแดดได้ ได้ยินว่าโสมหยกเล ลือดสามารถใช้เป็นยารักษาได้ พวกข้าได้รับคำสั่งจากผู้นำตระกูลให้มาประมูลโสมหยกเลือด แต่นึกไม่ถึงว่า…”
อาวุโสเหมยที่ได้ยินอย่างนั้นก็หยุดชะงักไปก่อนที่จะได้ลงมือ เขาหันไปมองเฟิ่งจิ่ว แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้ส่งสัญญาณใดๆ กลับมา ตนจึงยืนนิ่งไม่ขยับ
“โรคประหลาดที่เจอแสงแดดไม่ได้?” เฟิ่งจิ่วม้วนปอยผมเล่น มืออีกข้างหนึ่งเท้าคาง ก่อนเอ่ยอย่างไม่ยี่หระว่า “โสมหยกเลือดไม่เหมาะให้คนที่ป่วยเป็นโรคประหลาดใช้หรอกนะ ยิ่งไปกว่าน นั้น โสมหยกเลือดนี้ไม่ใช่ยาธรรมดา โรคทั่วไปก็ใช้ไม่ได้เช่นกัน”
เห็นนางไม่ได้ออกคำสั่งฆ่า ชายคนที่ค่อนข้างดูมีอายุจึงผ่อนลมหายใจออกมา ก่อนตอบคำว่า “พวกเราไม่ได้เจตนาล่วงเกินท่านจริงๆ ท่านได้โปรดเมตตาไว้ชีวิตพวกเราสักครั้งเถอะ”
เฟิ่งจิ่วชำเลืองมองพวกเขา ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงเฉื่อยชาว่า “แต่ว่าข้าเสียขวัญไปแล้ว”
มือของอาวุโสเหมยที่กำลังลูบหนวดสะดุดเพราะคำพูดนี้ของนาง ทำให้หนวดสีขาวติดมือมาหลายเส้น เขาสูดปาดอย่างเจ็บปวด มองหนวดหลายเส้นในมือของตนเองอย่างปวดใจ
หนวดก็มีอยู่แค่ไม่กี่เส้นอยู่แล้ว ตอนนี้ถูกดึงออกมาอีก ช่างน่าปวดใจจริงๆ เชียว
ชายคนนั้นได้ยินก็อึ้งงันไปครู่หนึ่ง เสียขวัญ? หมายความว่าอย่างไร? นางคิดจะทำอะไร?
เห็นชายคนนั้นยืนอึ้งอยู่ตรงนั้น อาวุโสเหมยก็กระแอมเบาๆ หันไปพยักหน้าส่งสัญญาณให้เขา เขาจึงตั้งสติทันที รีบหันไปสั่งคนข้างหลัง “เร็ว! เอาถุงฟ้าดินที่เหน็บเอวไว้มาให้หมด!”
ทุกคนได้ยินก็ตะลึงงัน แต่กลับยังคงแกะถุงฟ้าดินส่งให้ ชายคนนั้นรวบรวมถุงฟ้าดินมาแล้วก็ยื่นมาให้ตรงหน้า “นะ…นี่เป็นน้ำใจเล็กน้อยของพวกเรา แม้จะเล็กน้อยจนไม่เพียงพอให้เอ่ยถึง ง แต่ก็เป็นสิ่งแทนคำขอโทษของพวกเรา ได้โปรดรับไว้ด้วย” เขาจ้องเฟิ่งจิ่วตาไม่กระพริบ เท่านี้ก็น่าจะเพียงพอแล้วกระมัง?
“ไปเถอะ!” เฟิ่งจิ่วบอกให้พวกเขาไปได้
ชายคนนั้นถอนหายใจ หลังกล่าวขอบคุณก็รีบพาคนจากไป หลังจากออกมาระยะหนึ่ง มีคนถามขึ้นมาว่า “ทำไมพวกเราต้องเอถุงฟ้าดินให้นางด้วย?”
เสียงพูดนั่นค่อยๆ ไกลออกไป อาวุโสเหมยหันมายิ้มตาหยีมองเฟิ่งจิ่ว “บอกว่าท่านไม่ใช่โจร คงไม่มีใครเชื่อ”
เฟิ่งจิ่วชำเลืองมองเขาแวบหนึ่ง “เอาของมา”
“คุณหนู แบ่งอย่างยุติธรรมกันดีหรือไม่ ถ้าอย่างไรท่านหกข้าสี่ก็ได้ หรือท่านเจ็ดข้าสามก็ได้เช่นกัน” อาวุโสเหมยเสนอ ใช้สองมือประคองถุงฟ้าดินเดินเข้าไปหานาง
“ข้าเป็นโจร โจรจะแบ่งทรัพย์สินให้คนอื่นได้อย่างไรกัน?”
………………………………….
บทที่ 2992 ลูกศิษย์
เฟิ่งจิ่วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉื่อยชา สะบัดแขนเสื้อรวบถุงฟ้าดินมาเก็บไว้ทั้งหมด จากนั้นก็เข้าไปในรถลากกวางวิญญาณ “กลับกันเถอะ! อย่ามัวเสียเวลาอยู่เลย”
อาวุโสเหมยขับรถลากกลับจวน ระหว่างทางเขาก็ถามขึ้นว่า “คุณหนู ท่านชำนาญวิชาแพทย์ไม่ใช่หรือ โรคอะไรที่เจอแสงแดดไม่ได้กัน”
เฟิ่งจิ่วสายตาไหวระริก ถามว่า “ใครบอกท่านว่าข้าชำนาญวิชาแพทย์”
ชายชราที่อยู่ข้างนอกชะงักไปเล็กน้อย ก่อนตอบว่า “คนที่รู้เรื่องยาย่อมรู้วิชาแพทย์ด้วย ระดับผู้สูงศักดิ์โอสถอย่างท่าน นึกดูแล้วคงมีวิชาแพทย์สูงส่ง”
เฟิ่งจิ่วไม่พูดอะไร เพียงหลับตาพักผ่อนเงียบๆ กระทั่งกลับมาถึงจวน นางมอบถุงฟ้าดินทั้งหมดให้เหลิ่งหวา “เอาของไปแบ่งประเภทแล้วเก็บไว้เสีย!”
เหลิ่งหวารับถุงฟ้าดินมาดู ก่อนจะรับคำ เห็นเฟิ่งจิ่วเดินเข้าไปแล้ว จึงหันไปถามชายชราที่เดินเข้ามาจากข้างนอกว่า “พวกท่านออกไปข้างนอกเกิดเรื่องอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือ ถุงฟ้าดิน นพวกนี้ได้มาอย่างไร”
“ฮะๆ ข้าจะบอกเจ้าให้ เจ้านายของพวกเจ้าเป็นโจร ออกไปครั้งเดียวก็แย่งของกลับมาได้ไม่น้อย ไม่น่าเล่าทำอะไรถึงได้มีเงินใช้ไม่ขาดมืด” ชายชราถอนหายใจ มองถุงฟ้าดินในอ้อมแขนของเ เหลิ่งหวาแวบหนึ่ง ก่อนพูดขึ้นว่า “ให้ข้าช่วยเจ้าแยกหรือไม่ ขอแค่เหรียญทองไปซื้อเหล้าที่ตลาดเล็กน้อยก็พอ”
เหลิ่งหวามองเขาแวบหนึ่ง ถามว่า “เหล้าวันละครึ่งจินยังดื่มไม่พออีกหรือ”
“โธ่ มันก็ไม่แน่นอนหรอก บางครั้งอยากดื่มมากหน่อย บางครั้งอยากดื่มน้อยหน่อย เตรียมเก็บไว้มากหน่อย อยากดื่มเมื่อใดจะได้มีดื่ม”
“สุรา ดื่มมากแล้วส่งผลเสียต่อร่างกาย”
เหลิ่งหวาเอ่ยเตือนก่อนจะเก็บถุงฟ้าดิน จากนั้นก็เอาเสื้อผ้าสองชุดออกมาจากห้วงมิติของตนเอง “นี่ให้ท่าน ท่านลองเอากลับไปลองใส่ดูว่าพอดีตัวหรือไม่ หากไม่พอดีข้าจะสั่งให้ คนช่วยแก้ให้” เอ่ยจบ ก็ยื่นเสื้อผ้าให้เขา จากนั้นก็ผละออกไป
มองดูเสื้อผ้าและรองเท้าหนังในมือ อาวุโสเหมยก็ชะงักไปเล็กน้อย เขาเก็บซ่อนสายตายืนนิ่งอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง สุดท้ายก็เก็บเสื้อผ้าแล้วหมุนตัวเดินกลับจวนไป
วันต่อมา ซื่อเชวียกับมู่ซินมาหาที่จวน ตอนที่เห็นจวน มู่ซินหันไปมองซื่อเชวียแวบหนึ่ง “อาจารย์ทั้งสองอยู่ที่นี่หรือ ที่นี่ดูไม่เลวทีเดียว”
“ทำเลทองของเมืองสี่ทิศ มีเงินก็ใช่ว่าจะซื้อจวนที่นี่ได้” ซื่อเชวียเอ่ย เอามือไพล่หลังมองไปข้างหน้า ก่อนพูดต่อว่า “เพียงแต่ไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรอาจารย์ถึงได้สั่งให้คนเรียก พวกเรามาที่นี่”
“มาถึงที่นี่แล้ว เข้าไปก็รู้แล้วไม่ใช่หรือ?” มู่ซินเอ่ย เขาเดินไปเคาะประตู ผ่านไปไม่นาน ก็เห็นชายชราเมามายคนหนึ่งเปิดประตูมามองพวกเขา
“ใครน่ะ? มาหาใคร?” อาวุโสเหมยถามสองคนที่อยู่ด้านนอก
เห็นชายชราตัวเหม็นกลิ่นเหล้าท่าทางเหมือนคนยังตื่นไม่เต็มตา ซื่อเชวียกับมู่ซินมองหน้ากันแวบหนึ่ง ก่อนตอบว่า “พวกเราคือซื่อเชวียกับมู่ซินจากสำนักเซียน มาหา…” ยังพูดไม่ ทันจบ ประตูใหญ่ก็ปิดเสียงดังโครม ทั้งสองถึงกับตะลึงงันไปครู่หนึ่ง
อาวุโสเหมยปิดประตูจวนแล้วก็ยืนงงอยู่ครู่หนึ่ง เขาหยิบน้ำเต้าสุราที่เอวขึ้นมาดื่มหนึ่งอึก “เมื่อกี้บอกว่าใครนะ? ซื่อเชวียกับมู่ซินจากสำนักเซียน? ฟังดูคุ้นหูอยู่นะ!”
เขาลูบหนวดเบาๆ ทันใดนั้นก็ได้สติ “ซื่อเชวียกับมู่ซินจากสำนักเซียน? นั่นผู้อาวุโสในสำนักเซียนที่คารวะพวกเฟิ่งจิ่วเป็นอาจารย์ไม่ใช่หรือ?”
เขาตบหน้าผาก รีบเก็บน้ำเต้าสุรา จัดปกเสื้อให้เรียบร้อย จากนั้นก็เปิดประตู “ที่แท้พวกท่านก็เป็นลูกศิษย์ของคุณหนูของพวกเรานี่เองหรือ”