เซียนหมอหญิงยอดนักฆ่า - ตอนที่ 2997 ฝากฝัง / ตอนที่ 2998 จุดประสงค์
“อ๊ะ! ย๊าๆ! เอิ้กๆๆ…”
เด็กทารกในอ้อมแขนของเฟิ่งจิ่วโบกมือน้อยๆ ไปมา ดวงตาเป็นประกายจ้องหัวโล้นๆ ของอาวุโสเหมย ดิ้นเหมือนอยากจะเข้าไปลูบหัวของเขา
เฟิ่งจิ่วเห็นอย่างนั้นก็กวักมือเรียก “มาๆ มานี่หน่อย”
อาวุโสเหมยเห็นดังนั้นก็ขยับตัวเข้าไป ยิ้มตาหยีมองเสี่ยวห้าวเอ๋อร์ “เจ้าตัวน้อย ข้าอุ้มเจ้าหน่อยดีหรือไม่”
“ย๊าๆ เอิ๊กๆๆ…” เสี่ยวห้าวเอ๋อร์หัวเราะชอบใจ สองมือน้อยๆ โอบหัวโล้นๆ ของอาวุโสเหมย
เห็นเจ้าตัวน้อยชอบหัวโล้นของเขาขนาดนี้ อาวุโสเหมยยิ้มจนตาหยี จู่ๆ ก็รู้สึกว่าหัวโล้นก็ใช่ว่าจะไม่ดี
เฟิ่งจิ่วยื่นเสี่ยวห้าวเอ๋อร์ให้ อาวุโสเหมยชะงัก เขาตื่นเต้นขึ้นมาทันที “ขะ…ข้าอุ้มได้หรือ ให้ข้าอุ้มจริงหรือ”
“อุ้มเถอะ! ท่านอยากอุ้มไม่ใช่หรือ” เฟิ่งจิ่วบอก ก่อนพยักหน้าให้เขารับไปอุ้ม
อาวุโสเหมยกลืนน้ำลาย ก่อนจะเช็ดมือทั้งสองข้างของตนเอง จากนั้นก็ยื่นมือไปอุ้มเด็กมาอย่างระมัดระวัง เนื้อตัวนุ่มนิ่มของเขาทำเอาอดหัวเราะในลำคอไม่ได้ เขาลองประมาณน้ำหนักของเด ด็กน้อย พลางยิ้มตาหยีบอกว่า “เติบโตดีจริงๆ ดูก็รู้ว่าเป็นเด็กมีบุญ น้ำหนักไม่เบาเลยนี่! ต่อไปจะต้องตัวสูงใหญ่แน่นอน”
เหลิ่งซวงกับเหลิ่งหวายืนดูอยู่ข้างๆ สายตาไหวระริกเล็กน้อย แต่ไม่ได้พูดอะไร
เฟิ่งจิ่วเองก็กำลังดูอยู่เช่นกัน เห็นการกระทำของอาวุโสเหมย เห็นท่าทางของเขา รวมถึงสีหน้าที่แสดงออกมา นางใช้มือข้างหนึ่งเท้าแก้ม ก่อนแสร้งทำเป็นเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจว่า “ไม่ใช ช่ว่ามีบุญหรอกหรือ หากตอนนั้นไม่ได้เจอข้าที่เก็บมาเลี้ยงเป็นลูกชาย เกรงว่าคงกลายเป็นอาหารของสัตว์ร้ายไปแล้ว”
มือของอาวุโสเหมยที่อุ้มเด็กน้อยอยู่พลันเกร็งขึ้นมา เขามองเด็กน้อยที่หัวเราะอยู่ในอ้อมแขน ในดวงตาปรากฏแววเจ็บปวดและเอ็นดู “นั่นสิ! เด็กคนนี้ชะตายังไม่ถึงฆาต ไม่อย่างนั้น คงไม่ได้เจอพวกเจ้า”
“เอิ๊กๆๆ…ย๊าๆ…” เด็กน้อยราวกับรู้ว่าเขากำลังพูดอะไรอยู่ เสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากดังขึ้น ปากก็พูดไม่เป็นภาษา
“อาวุโสเหมย ข้าน่าจะต้องออกจากจวนไปสักระยะหนึ่ง คงไม่ได้กลับมาเร็วๆ นี้ ตอนนี้โม่เจ๋อกักตัวฝึกตนอยู่ คนในจวนเองก็ออกไปทำภารกิจ เหลือก็แต่เหลิ่งหวากับเหลิ่งซวง ระหว่า างที่ข้าไม่อยู่ รบกวนท่านดูแลให้มากหน่อย โดยเฉพาะห้าวเอ๋อร์”
อาวุโสเหมยได้ยินอย่างนี้ก็หันไปมองนาง “คุณหนูจะออกเดินทาง?”
“อืม พี่สาวร่วมสาบานของข้าหายตัวไป ข้าต้องไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่” นางเอ่ยอย่างแช่มช้า มองเขาแล้วถามว่า “ข้ามอบจวนให้ท่านดูแล ท่านรับปากได้หรือไม่”
อาวุโสเหมยมองนางด้วยสายตาลึกซึ้ง บอกว่า “วางใจเถอะ! ข้าจะดูแลจวนให้ดี ไม่ปล่อยให้เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาแน่นอน ท่านออกไปข้างนอก ไม่ต้องห่วงเรื่องในจวนนี้”
เฟิ่งจิ่วเผยรอยยิ้ม “ดี ท่านพูดอย่างนี้ข้าก็วางใจ” นางพยักหน้า ก่อนจะลุกขึ้นยืน “ข้าต้องไปเตรียมข้าวของสักหน่อย ส่วนหัวของท่าน ระหว่างนี้รอดูไปก่อนว่าผมจะงอกขึ้นมาใหม่หรื อไม่ หากไม่งอก ข้าค่อยจัดยาให้ท่าน”
อาวุโสเหมยยิ้ม “ไม่เป็นไร เจ้าหนูนี่ชอบหัวโล้นๆ ของข้า! ผมงอกหรือไม่งอกก็ไม่เป็นไร อย่างไรเสียพวกเจ้าก็เห็นแล้ว ข้าไม่สนใจแล้วล่ะ”
“ก็ได้!” เฟิ่งจิ่วว่า ก่อนหันไปมองเหลิ่งซวง “ห้าวเอ๋อร์ถึงเวลากินข้าวแล้ว เจ้าอุ้มไปป้อนข้าวเถอะ!”
“เจ้าค่ะ” เหลิ่งซวงรับคำ ก่อนก้าวเข้าไปรับเด็กจากอาวุโสเหมย
………………………………….
ตอนที่ 2998 จุดประสงค์
เฟิ่งจิ่วหมุนตัวเดินออกไป เหลิ่งซวงเองก็อุ้มเด็กน้อยเดินตามไป เหลิ่งหวารั้งท้ายอยู่ข้างหลัง เอ่ยกับอาวุโสเหมยว่า “ในห้องครัวเตรียมอาหารไว้แล้ว หากท่านหิวก็ไปดูในครัวเถ ถอะ!” พูดจบ ก็ตามพวกนางออกไปด้วย
อาวุโสเหมยมองพวกเขาที่จากไป ยกมือลูบหัวโล้นๆ ของตนก่อนจะก้มมองตนเอง ยกมือวาดวิชาล้างฝุ่น ไม่นานก็ราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคนตั้งแต่หัวจรดเท้า
เขาลูบหนวดยิ้มๆ ก่อนจะสาวเท้าเดินออกไป ตั้งใจจะไปดูในครัวว่ามีอะไรกินบ้าง
สำหรับคนระดับวรยุทธ์อย่างเขา กินไม่กินก็เหมือนกัน เขาไม่กินอาหารมาไม่รู้กี่ปีแล้ว สำหรับผู้ฝึกวรยุทธ์ การกินอาหารก็เหมือนเติมเต็มความอยากเท่านั้น แน่นอนว่าหากเป็นข้าวสารว วิญญาณหรือเนื้อสัตว์วิญญาณก็ย่อมไม่เหมือนกัน
เพียงแต่ นึกถึงคำพูดที่เฟิ่งจิ่วพูดกับเขาเมื่อครู่ เขาอดไตร่ตรองในใจไม่ได้ นางดูออกแล้วหรือ? ถึงได้ฝากฝังเรื่องอย่างนี้ให้เขา
ในอีกด้านหนึ่ง เฟิ่งจิ่วกลับมาที่เรือน เหลิ่งซวงกับเหลิ่งหวาเองก็เช่นกัน ทั้งสองมองหน้ากันก่อนถามว่า “นายท่านรู้ว่าอาวุโสเหมยเป็นใครแล้วใช่หรือไม่”
เฟิ่งจิ่วนั่งลง รินน้ำดื่มหนึ่งแก้ว ก่อนยิ้มพร้อมบอกว่า “ข้าไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร แต่จุดประสงค์ที่เขามา ข้าคิดว่าข้าเดาได้รางๆ แล้ว”
“เหมือนเขาจะปฏิบัติกับนายท่านน้อยต่างจากคนอื่น” เหลิ่งหวาเอ่ยอย่างครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ยการสังเกตของตนเองออกมา
“อืม เขามาที่นี่เพราะเสี่ยวห้าวเอ๋อร์” เฟิ่งจิ่วบอก นางหมุนถ้วยชาเล่น ก่อนพูดอีกว่า “หากข้าเดาไม่ผิด เขาน่าจะรู้ชาติกำเนิดของเสี่ยวห้าวเอ๋อร์ และที่เขามาที่นี่ ก็เพื่อ เสี่ยวห้าวเอ๋อร์”
“อย่างนั้นนายท่านไม่ระวังเขาหน่อยหรือ วรยุทธ์ของเขาแข็งแกร่งขนาดนั้น หากเขาแย่งนายท่านน้อยไปจะทำอย่างไร” เหลิ่งซวงอดถามอย่างเป็นห่วงไม่ได้
เฟิ่งจิ่วยิ้มๆ ส่ายหน้าบอกว่า “เขาไม่ทำอย่างนั้นหรอก ดูจากตั้งแต่เก็บเสี่ยวห้าวเอ๋อร์มาเลี้ยง เดาว่าสถานการณ์ของพ่อแม่เสี่ยวห้าวเอ๋อร์คงไม่ค่อยสู้ดี เทียบกับพาเสี่ยวห้าวเ เอ๋อร์กลับไปเสี่ยงอันตราย ไม่สู้อยู่ปกป้องเขาที่นี่ดีกว่า”
“พวกเจ้าวางใจเถอะ! เขาไม่พาเสี่ยวห้าวเอ๋อร์ไปหรอก อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตอนนี้ อีกอย่าง วรยุทธ์ของเขาแข็งแกร่งมาก มีเขาคอยดูแลที่นี่ ถึงข้าจะออกไปก็ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องในจวน ข้าไม่อยู่ พวกเจ้าก็ไม่ต้องห้ามเขาไม่ให้แตะต้องเสี่ยวห้าวเอ๋อร์ เขาอยากอุ้มก็ให้เขาอุ้ม มีเขาคอยสอน มีแต่จะส่งผลดีกับเสี่ยวห้าวเอ๋อร์”
ทั้งสองพยักหน้า “เจ้าค่ะ / ขอรับ”
แม้จะรับปากอย่างนี้ แต่เหลิ่งหวาก็ยังไม่วางใจ เขาถามอีกว่า “นายท่าน อาวุโสเหมยไม่เคยยอมรับเองกับปาก หากเขาไม่ได้มาที่นี่เพราะนายท่านน้อย แต่มีจุดประสงค์อื่น อย่างนั้น…”
“ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นห่วงเรื่องอะไรอยู่” เฟิ่งจิ่วยิ้มๆ มองพวกเขาสองคนแวบหนึ่ง ก่อนยิ้มบอกว่า “แต่พวกเจ้ายังไม่รู้ ข้าให้หงส์ไฟคอยจับตาดูอยู่ที่เรือนของเหลิ่งซวง ถึงกลางวั นอาวุโสเหมยจะไม่แสดงออก หลังจากเข้าจวนมาก็ยังไม่เคยทำเรื่องเกินเลยอะไร แต่มีคืนหนึ่ง เขากลับแอบเข้าไปในเรือนของเหลิ่งซวงเพื่อแอบดูเสี่ยวห้าวเอ๋อร์”
เหลิ่งซวงตะลึงเล็กน้อย อาวุโสเหมยเคยแอบเข้ามาในเรือนของนาง? นางกลับไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย
“นายท่าน เหลิ่งซวงประมาทเกินไปแล้ว” นางรู้สึกละอายใจ หากเกิดอะไรขึ้นคงสายเกินแก้ไปแล้ว
เฟิ่งจิ่วยิ้มบางๆ “วรยุทธ์ของเขาอยู่เหนือข้า จะแอบเข้าไปในเรือนของเจ้าก็เป็นเรื่องที่ง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ แม้เจ้าจะระแวดระวังอยู่ตลอดเวลาก็ไม่พบร่องรอยของเขาหรอก ฉะนั้นไม่ จำเป็นต้องตำหนิตนเองไป”