เซียนหมอหญิงยอดนักฆ่า - ตอนที่ 2999 หวันเยี่ยนสิบสาม / ตอนที่ 3000 รังเกียจ
ตอนที่ 2999 หวันเหยียนสิบสาม
“จากที่ข้าสังเกตมาในหลายวันนี้ คนคนนี้เชื่อใจได้” นางเอ่ยกับทั้งสอง “แต่ว่า ระหว่างที่ข้าไม่อยู่จวน อย่าให้แขกคนอื่นเข้ามาในจวน หากมีคนถามก็บอกไปว่าข้ากักตัวฝึกตนอยู ”
“เจ้าค่ะ / ขอรับ” ทั้งสองพยักหน้ารับคำ
“อีกอย่าง หากพวกตู้ฝานกลับมา พวกเจ้าบอกพวกเขาด้วยว่าให้คอยระวังเวลารับทำภารกิจ อย่ารับทำภารกิจที่ไม่มั่นใจ หากเจอเรื่องที่จัดการไม่ได้ ให้ไปหาโม่เจ๋อที่หลังเขาได้”
“นายท่านวางใจ หากพวกเขากลับมาข้าจะบอกพวกเขาเอง ก่อนนายท่านกลับมา หากเจอปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ พวกเราจะไปเชิญเจ้าตำหนัก” เหลิ่งหวารับปาก
“อืม ออกไปเถอะ! ข้าควรจะออกจากจวนตอนกลางคืน ทางอิ่งอี พวกเจ้ากำชับเขาด้วย”
“เจ้าค่ะ / ขอรับ” ทั้งสองรับคำ ก่อนจะถอยออกไป
คืนวันเดียวกันนั้น เฟิ่งจิ่วออกจากจวนอย่างเงียบงัน มุ่งหน้าไปยังสำนักเซียน ขณะเดียวกันในจวน นางก็ให้หงส์ไฟและเหล่าไป๋คอยอยู่เฝ้า
นางมารออยู่ที่ตีนเขาของสำนักเซียนตามเวลาที่ซื่อเชวียบอก กระทั่งท้องฟ้าเริ่มสว่าง! นางก็เห็นเงาร่างหนึ่งลงมาจากสำนักเซียน เดินมายังต้นไม้ใหญ่ทางนี้
“สตรี?” หวันเหยียนสิบสามมองเฟิ่งจิ่วที่พักผ่อนอยู่บนต้นไม้แวบหนึ่ง เห็นนางสวมชุดกระโปรงสีแดงทั้งตัว เส้นผมสีหมึกปล่อยสยาย ดวงหน้างามล้ำเลิศ ก็อดขมวดคิ้วไม่ได้
“เหตุใดจึงส่งสตรีมาให้ข้ากัน” เขาเกาหัวอย่างหงุดหงิด ก่อนพูดกับเฟิ่งจิ่วว่า “แม่หนูน้อย เจ้ากลับไปเสียเถอะ! ข้าไปคนเดียวก็พอ”
ให้สตรีตามไปด้วย ระหว่างทางคงมากเรื่องน่าดู สตรีพวกนั้นแต่ละคนอ้อนแอ้นบอบบาง ดูแลยากยิ่งนัก ยิ่งเป็นหญิงงามขนาดนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
เฟิ่งจิ่วกระโดดลงมา ยืนสังเกตอีกฝ่ายตรงๆ ก็พบว่าเขาตัวสูงมาก ขนาดนางยืนอยู่ตรงหน้าเขายังสูงถึงแค่หัวไหล่ของอีกฝ่ายเท่านั้น หนำซ้ำร่างกายยังกำยำสมส่วน เรียกได้ว่าเอวแก กร่งเหมือนเสือหลังหนาเหมือนหมีเลยก็ว่าได้ กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายเติบโตเต็มที่ อีกทั้งร่างกายยังเปี่ยมด้วยพลังเหลือล้น เส้นโครงหน้าชัดเจน นับได้ว่าเป็นชายฉกรรจ์แข็งก กร้าวผู้หนึ่งโดยแท้
“ท่านก็คือหวันเหยียนสิบสาม?” เฟิ่งจิ่วถาม ขณะเดียวกันก็ครุ่นคิดอยู่ในใจ คนในตระกูลพี่สาวของนาง ดูแล้วไม่ค่อยเหมือนนางเท่าไร!
“ไม่รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่ เด็กน้อยอย่างเจ้า ต้องเรียกข้าว่าลุงสิบสาม” หวันเหยียนสิบสามเอ่ยเสียงขรึม สีหน้าเข้มขึ้นเล็กน้อย ท่าทางน่ากลัวอยู่ไม่น้อย
เฟิ่งจิ่วยิ้มๆ ถามว่า “พวกเขาไม่ได้พูดถึงข้าให้ท่านฟังหรือ”
“พวกเขาบอกแค่ว่ามีคนจะไปกับข้าด้วยคนหนึ่ง ให้ข้าช่วยดูแลหน่อย เดิมทีนึกว่าเป็นบุรุษ นึกไม่ถึงเลยว่าจะเป็นแม่หนูน้อยอย่างนี้” เขาขมวดคิ้ว เอ่ยเสียงขรึม “เด็กผู้หญิงยุ่งยาก กเกินไปแล้ว ข้าไปทำงานไม่ได้ไปเล่น ยิ่งไปกว่านั้นสถานที่อย่างนั้นไม่เหมาะจะให้แม่หนูน้อยอย่างเจ้าไปหรอก”
เฟิ่งจิ่วยิ้มๆ “หวันเหยียนเชียนหวาเป็นพี่สาวร่วมสาบานของข้า นางหายตัวไป ข้าต้องไปตามหานางถึงจะถูก ฉะนั้นอย่างไรข้าก็ต้องไปด้วย ตอนนี้ฟ้าก็สางแล้ว พวกเรารีบไปกันเถอะ! อย ย่ามัวเสียเวลาอยู่เลย”
“อ้อ เจ้าเป็นน้องสาวร่วมสาบานของเชียนหวาหรือ” หวันเหยียนสิบสามจ้องพิจารณาเฟิ่งจิ่ว สุดท้ายก็ยิ้มออกมา “ดูแล้วก็เหมือนกันอยู่บ้าง ทั้งสองคนชอบใส่ชุดสีแดง แต่ว่าบุคลิกของ พวกเจ้าสองคนกลับต่างกันอย่างลิบลับ”
เขามองเฟิ่งจิ่ว ก่อนถามว่า “อย่างนั้นข้าถามเจ้า เจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกเราจะไปที่ไหน”
………………………………….
ตอนที่ 3000 รังเกียจ
“รู้ เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยพลังหยิน ได้ยินมาว่าที่นั่นไม่ค่อยสงบ ท่านพี่ของข้าไปที่นี่แล้วหายตัวไปไม่รู้ร่องรอย” เฟิ่งจิ่วเอ่ยเสียงนุ่มนวล
“ที่แห่งนั้นมีวิญญาณร้าย เจ้ายังกล้าไปกับข้าอีกหรือ” เขาถามเสียงขรึม ดวงตาคมกริบ
“ไปเถอะ!” เฟิ่งจิ่วเองก็ไม่พูดมาก หยิบขนนกที่เหน็บเอวออกมาขว้าง ก่อนจะกระโดดขึ้นไปนั่ง
“ดูไม่ออกเลยว่าแม่หนูน้อยอย่างเจ้าจะให้ความสำคัญกับมิตรภาพขนาดนี้” เขาเอ่ยด้วยสีหน้าที่อ่อนลง หยิบอาวุธบินออกมาขว้างไปกลางอากาศ ก่อนจะพูดกับเฟิ่งจิ่วว่า “ตามมา! หากคลาดกั นข้าไม่รอเจ้านะ”
เฟิ่งจิ่วยิ้มๆ มองดูหวันเหยียนสิบสามขี่อาวุธบินออกไป จึงตามหลังไปอย่างรีบร้อน
ผ่านไประยะหนึ่ง พวกเขาบินสูงขึ้นเรื่อยๆ เงาร่างหายลับเข้าไปในชั้นเมฆ…
สองวันต่อมา พวกเขามาถึงถนนภูเขาเส้นหนึ่ง ครั้นเห็นว่าด้านหน้ามีเมืองเล็กๆ อยู่ไม่ไกล หวันเหยียนสิบสามจึงหันไปมองเฟิ่งจิ่ว เอ่ยว่า “เจ้ามีชุดบุรุษหรือไม่ เปลี่ยนไปใส่เสื้อผ้า าบุรุษเสีย ไม่อย่างนั้นไปถึงในเมืองเจ้าจะถูกจับตามองได้”
เฟิ่งจิ่วชะงักเท้า ก้มมองเสื้อผ้าสีแดงสะดุดตาของตนเอง ก่อนตอบว่า “ท่านรอข้าเดี๋ยวก็แล้วกัน!” พูดจบ ก็เดินเข้าไปในป่าข้างทาง
หวันเหยียนสิบสามนั่งดื่มน้ำอยู่ข้างทาง หันไปมองรอบๆ ผ่านไปไม่นาน ก็เห็นเด็กหนุ่มชุดเขียวหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งเดินออกมา เขามองแวบหนึ่งก่อนจะละสายตาออกไป ใครจะรู้เด็กหนุ่ มคนนั้นกลับเดินมาหยุดตรงหน้าเขา
“เจ้าจะทำอะไร” เจ้าหนุ่มนี่มีปัญหาอะไร? มายืนอยู่ตรงหน้าเขาทำไมกัน?
เฟิ่งจิ่วที่ใส่เสื้อผ้าสีเขียวและถือโอกาสนั้นแปลงโฉมไปด้วย พอได้ยินคำถามนั้นก็ยักคิ้ว “ข้าเอง เฟิ่งจิ่ว”
“เฟิ่ง…จิ่ว?” เขาชะงักงัน ก่อนจะเบิกตาโพลง “เฟิ่งจิ่ว?” เขาลุกขึ้น สังเกตอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้า “เจ้ารู้วิชาแปลงโฉมด้วยหรือ”
นางยิ้มๆ “รู้บ้างเล็กน้อย”
“ใช้ได้เลย! ดูไม่ออกเลยจริงๆ ว่าเจ้าจะมีความสามารถอย่างนี้ด้วย” เขาพยักหน้า เอ่ยอย่างพึงพอใจ “อืม อย่างนี้ไม่เลว ไปกันเถอะ! สองวันนี้ต้องใช้ถนนภูเขา พาเจ้าไปหาของกินเติมพลัง งในเมืองก่อน” พูดจบ ทั้งสองก็เดินเข้าไปในเมืองข้างหน้า
แต่ทว่า ขณะที่ทั้งสองเดินมาถึงประตูเมืองและกำลังจะเดินเข้าไปนั้น ก็สัมผัสได้ถึงแรงสะเทือนอันรุนแรงบนพื้นดิน รวมถึงเสียงหัวเราะเล็กแหลมดังก้องไปทั่วบริเวณ คนที่กำลังทยอยเดิน นเข้าไปในเมืองข้างหน้าพอได้ยินก็พากันหันกลับไปมอง พอเห็นสิ่งที่อยู่ข้างหลังก็ตะลึงงัน รีบพากันถอยหลังไปยังสองข้างทาง
หวันเหยียนสิบสามขมวดคิ้วเหลือบมองเด็กหนุ่มที่ขี่สัตว์ร้ายวิ่งมาทางนี้แวบหนึ่ง ก่อนยื่นมือออกไปดึงคอเสื้อของเฟิ่งจิ่วให้ถอยไปข้างๆ
เฟิ่งจิ่วที่กำลังจะถอยหลังพอถูกคนกระชากคอเสื้อให้เดินตามไปโดยไม่ทันตั้งตัวก็ตะลึงงันไปในทันที นางหันไปมองหวันเหยียนสิบสาม “อย่าดึงคอเสื้อได้หรือไม่ รู้สึกเหมือนเหยี่ยวแก่ จับไก่น้อยอย่างไรอย่างนั้น” อยู่ไกลขนาดนั้น ยังกลัวว่านางจะหลบไม่พ้นอีกหรือ?
หวันเหยียนสิบสามมองนางตาขวาง ก่อนจะเอ่ยอย่างรังเกียจรังงอน “แม่หนูน้อยนี่เดินทางมาด้วยกันตั้งนานแล้ว ยังไม่เรียกข้าว่าลุงสิบสามสักครั้ง หากข้าไม่ดึงเจ้าไว้ เจ้ามัวแต่ชักช้ าอืดอาด เดาว่าคงถูกสัตว์ร้ายวิ่งชนร่างปลิวไปแล้ว”
เฟิ่งจิ่วมุมปากกระตุก ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี นางซ่อนวรยุทธ์เอาไว้ แสดงออกมาแค่ระดับกำเนิดวิญญาณ ด้วยเหตุนี้ในสายตาของคนอื่น นางจึงเป็นเพียงผู้ฝึกตนระดับกำเนิดวิญญาณเท่านั้น ไม่แปลกเลยที่เขาจะดูแคลนนาง