เซียนหมอหญิงยอดนักฆ่า - ตอนที่ 3011 ยันต์ผี / ตอนที่ 3012 ขับไล่
ตอนที่ 3011 ยันต์ผี
กลิ่นคาวเลือดเสียดแทงเข้าไปในจมูกของนาง เฟิ่งจิ่วที่เดินไปยังแสงสว่างนั่นรู้สึกได้ว่ามีคนกำลังวาดหน้านางด้วยบางอย่างที่เปียกชื้น ความรู้สึกนั้นทำให้นางต้องยกมือขึ้นปัด
“เพี๊ยะ!”
ฝ่ามือนั้นตบเข้าที่ใบหน้าของตนเอง ปลุกนางให้กลับมามีสติ ก่อนตามมาด้วยอาการมึนงง
“ท่านทำอะไรน่ะ?”
เฟิ่งจิ่วสีหน้าดำทะมึน ไม่ต้องดูก็รู้แล้วว่าหน้าของนางตอนนี้จะต้องถูกวาดจนมีสภาพเหมือนคนก็ไม่ใช่ผีก็ไม่เชิง นางเหลือบมองหวันเหยียนสิบสาม เห็นอีกฝ่ายยืนมองนางอึ้งๆ นิ้ว วมือยังเปื้อนเลือดอยู่ ทำท่าเหมือนจะวาดลงบนหน้าของนาง เห็นอย่างนั้นแล้วมุมปากของเฟิ่งจิ่วก็กระตุก
“ตื่นแล้วหรือ?” หวันเหยียนสิบสามชำเลืองมองนาง ก่อนเสียดสีว่า “อัปลักษณ์จริงๆ เลย”
“ท่านจิ้มเลือดมาวาดหน้าข้าทำไม” เฟิ่งจิ่วขมวดคิ้วถาม หันไปกวาดมองรอบๆ ก่อนจะตะลึง เขาจัดการทั้งหมดนี้ในชั่วพริบตาเดียวได้อย่างไร?
“หากข้าไม่วาดยันต์ให้เจ้า เจ้าคิดว่าเจ้าจะกลับมาได้หรือ” เขาบอกอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะมองนางอย่างสงสัยเล็กน้อย “แต่ว่าเจ้า…”
เหมือนเขาอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร สุดท้ายทำได้เพียงโบกมือ “เอาล่ะ ไม่พูดกับเจ้าแล้ว เจ้ารีบไปเอาน้ำมาล้างหน้า เด็กผู้หญิงไม่ควรปล่อยหน้าตาให้เป็นเช่นนี้ ”
เฟิ่งจิ่วมองเขาอย่างหมดคำพูด ครั้นเห็นว่าเขตอาคมถูกเขาทำลายแล้ว จึงเดินไปล้างหน้าที่ด้านหลัง ตอนกลับมาเห็นเขานั่งทำแผลอยู่ที่โต๊ะ จึงเดินเข้าไป บอกว่า “ข้าช่วยท่าน!”
“อ้าวๆๆ เจ้าแกะผ้าออกทำไม? ข้าเพิ่งพันเสร็จเองนะ นี่เจ้ากำลังทำข้าเสียเวลาอยู่นะ” หวันเหยียนสิบสามโวยวาย ไม่นานก็เห็นเฟิ่งจิ่วโรยอะไรบางอย่างลงบนแผล เจ็บจนเขาต้องร้อ องออกมา
เขาเบิกตา มองดูแผลพุผองขึ้นมาเป็นตุ่มสีขาวหลังจากโรยยาลงไป “เจ้าโรยยาอะไร? ทำไมมันพองขึ้นมาอย่างนี้?”
“ข้ายังอยากจะถามท่านว่าโรยยาอะไรลงไป? เป็นคนของตระกูลหวันเหยียนแท้ๆ ไม่รู้หรือหากโดนของพวกนั้นทำร้ายแล้วไม่จัดการแผลให้ดีจะเกิดปัญหาได้น่ะ?”
เฟิ่งจิ่วบ่นเขา พลางช่วยเขาทำแผลไปด้วย นางพันแผลให้เขาใหม่อีกครั้ง “หากไม่ใช่ว่าเห็นแก่ที่ท่านเป็นลุงสิบสามของพี่ข้า ข้าก็คร้านจะยุ่งกับท่าน”
“ฮ่า แม่หนูน้อยอย่างเจ้าช่างไร้ศีลธรรมจริงๆ! เจ้าไม่คิดดูบ้างเล่า ตลอดเส้นทางนี้ข้าดูแลเจ้ามากกว่า แต่เจ้ากลับพูดเช่นนี้กับข้า เจ้าลองว่ามา หากเมื่อครู่ข้าไม่ช่วยเรียกสติเจ้ ากลับมา เจ้ายังจะมายืนพูดอยู่ตรงนี้ได้หรือไม่”
“ใช่ ข้าต้องขอบคุณท่านจริงๆ ที่วาดยันต์บ้าๆ ลงบนหน้าของข้า”
“เรื่องนั้นโทษข้าได้อย่างไร! ข้าก็บอกแล้วว่าทำเพื่อช่วยเจ้า หากข้าไม่วาดยันต์…ช่างเถอะ ไม่พูดแล้ว ข้าว่าแล้วว่าแม่หนูน้อยอย่างเจ้าจะต้องเป็นคนไม่รู้บุญคุณคน” เขาโบกมือ ทำท่าเหมือนไม่อยากจะเสวนากับนางอีก
เฟิ่งจิ่วพันแผลเสร็จก็เดินไปหยุดอยู่ข้างศพของหญิงงามชุดดำกับชายฉกรรจ์ ค้นและเก็บทรัพย์สินทั้งหมดบนตัวพวกเขามา ส่วนชายชราคนนั้นนางหันไปพูดกับหวันเหยียนสิบสามว่า “ท่า านจัดการเองก็แล้วกัน!”
“เจ้าคนเดียวเอาไปถึงสอง?” หวันเหยียนสิบสามเหล่มองสิ่งของในมือของนาง “ดูแล้วมีของดีไม่น้อย”
“ก็ข้าเป็นคนฆ่าสองคนนี้นี่!” นางเอ่ยอย่างไม่ยี่หระ ก่อนจะล้วงเหรียญทองจำนวนหนึ่งในถุงฟ้าดินของหนึ่งในสองคนนั้นมาวางบนโต๊ะ จากนั้นก็หันไปพูดกับเถ้าแก่ที่ฟื้นแล้วแต่ยั งไม่กล้าโผล่หน้าออกมาว่า “เงินนี่ถือเป็นค่าชดใช้”
“ยังไม่ได้กินอะไรเท่าไรเลย พวกเราเปลี่ยนร้านกันเถอะ!” หวันเหยียนสิบสามเอ่ยขึ้น ก่อนจะหันไปมองข้างนอกแวบหนึ่งราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้
………………………………….
ตอนที่ 3012 ขับไล่
“พวกลูกเต่าพวกนั้นเล่า หนีไปหมดแล้วหรือ” เขาสาวเท้ายาวๆ ออกไปข้างนอก ยกสองมือเท้าเอวมองไปรอบๆ ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ไกลๆ เห็นอย่างนั้นก็สะดุ้ง รีบถอยหลัง
เฟิ่งจิ่วเดินออกมาข้างนอก บอกว่า “ไปกันเถอะ! หาที่อื่นกัน”
หวันเหยียนสิบสามจึงเดินตามนางออกไปโดยไม่พูดอะไรอีก เดินอยู่บนถนนพักหนึ่ง ก็มาถึงหอสุราอีกหนึ่งแห่ง สั่งอาหารมาหนึ่งโต๊ะ
หวันเหยียนสิบสามจ้องอาหารบนโต๊ะ ก่อนถามว่า “อาหารพวกนี้ไม่มีปัญหาอะไรแล้วกระมัง”
“ไม่มีแล้ว กินเถอะ!” เฟิ่งจิ่วคีบอาหารมากิน พลางพูดว่า “ถึงจะมีก็ไม่เป็นไร ขอเพียงท่านยังมีลมหายใจอยู่ ข้าก็ช่วยท่านได้”
หวันเหยียนสิบสามแค่นเสียง ไม่ได้พูดคุยอะไรกับนางต่อ แต่รินสุราดื่มเอง และคีบอาหารกินต่อ
เพียงแต่ ทั้งสองมีคราบเลือดเปื้อนตามตัว โดยเฉพาะหวันเหยียนสิบสาม สภาพดุดันน่ากลัว หลังจากที่พวกเขาเข้ามา คนในหอสุราต่างพากันคิดเงินแล้วทยอยออกไป
เฟิ่งจิ่วที่กินข้าวอยู่เห็นว่าด้านนอกหอสุรา คนเริ่มมามุงดูกัน พวกเขาจ้องมองและชี้นิ้วมาทางนี้พร้อมกับวิพากษ์วิจารณ์
นางจิบสุราเล็กน้อย ก่อนพยักเพยิด “ท่านดูสิ คนพวกนั้นมามุงดูอยู่นอกหอสุราทำไมกัน หนำซ้ำยังจ้องมาทางนี้ด้วย ดูท่าทางคงจะมามุงดูเราอยู่กระมัง”
หวันเหยียนสิบสามซดน้ำแกงจนหมดชาม ก่อนจะหันไปมองข้างนอกแวบหนึ่ง เอ่ยขึ้นว่า “ข้ามั่นใจได้ว่านอกจากเจ้าลูกเต่าพวกนั้น ข้าไม่เคยบาดหมางกับคนที่นี่อีก อีกอย่างคนกลุ่มเมื อครู่ก็ไม่ใช่คนที่นี่ด้วย เดาว่าคงรู้ข่าวแล้วพากันมาซุ่มรออยู่ที่นี่”
เฟิ่งจิ่วไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงหันไปคีบอาหารกินต่อ เมื่อครู่ไม่ได้กินอิ่ม ตอนนี้จึงไม่อยากถูกขัดจังหวะการกินอีก
ทั้งสองกินข้าวอยู่ในหอสุรา คนข้างนอกก็พากันมามุงดูมากขึ้นเรื่อยๆ ผ่านไปไม่นาน ชายวัยกลางคนอ้วนเตี้ยคนหนึ่งพาคนเดินเข้ามาล้อมด้านหน้าหอสุรา
มีคนเห็นชายวัยกลางคนอ้วนเตี้ยมา รีบสาวเท้าไปยืนข้างเขาทันที “ท่านเจ้าเมือง ท่านมาเสียที สองคนนั้นอยู่ในหอสุรา!”
“พวกเจ้าเห็นสองคนนั้นเลี้ยงผีทำร้ายคนจริงหรือ” ชายวัยกลางคนถาม
“ก็ใช่น่ะสิขอรับ หอสุราแห่งนั้นถูกพวกเขาสองคนทำลายจนย่อยยับ กลางวันแสกๆ จู่ๆ พวกข้าก็ไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นข้างใน พอเห็นอีกครั้ง ที่แห่งนั้นก็มีศพล้มอยู่บนพื้นเต็มไปห หมด ข้ายังเห็นผู้ชายคนนั้นถือธงเล็กๆ โบกไปโบกมา จากนั้นดวงวิญญาณพวกนั้นก็ถูกเขาเก็บไปหมดแล้ว”
“ลูกสาวอายุห้าขวบของตระกูลจางตกใจจนเสียสติ เอาแต่ร้องไห้โวยวายไม่หยุด ปลอบอย่างไรก็ไร้ผล ผู้เฒ่าตระกูลหลี่ตกใจจนตาเหลือก สิ้นใจไปทันที เมืองของเราก็ไม่ได้ใหญ่โต ตอนนี้ข่ าวลือแพร่ไปทั่วแล้วว่าเมืองของเรามีผีบุก ซ้ำยังเกิดหายนะด้วย!”
“ท่านเจ้าเมือง ท่านจะต้องไล่สองคนนั้นออกจากเมืองของเรา ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง!”
“เจ้าเมือง สองคนนั้นสื่อสารกับภูตผีวิญญาณ เลี้ยงผีไว้ข้างกาย! พวกเขาคิดจะนำหายนะมาสู่เมืองของเรา!”
“ท่านเจ้าเมือง ท่านต้องไล่พวกเขาออกไป”
ฟังคำพูดของผู้คนรอบข้าง ชายวัยกลางคนอ้วนเตี้ยสูดหายใจลึกๆ ยกมือขึ้นเป็นเชิงให้เงียบ ก่อนจะมองขึ้นไปยังสองคนที่นั่งอยู่ริมหน้าต่างชั้นสองของหอสุรา พร้อมตะโกนขึ้นว่า “ทั้ งสองท่านที่อยู่ด้านบน ข้าไม่สนว่าพวกเจ้าจะเป็นใครมาจากไหน ก่อนฟ้ามืดวันนี้ พวกเจ้าต้องไปจากเมืองของพวกเรา คนในเมืองของเราล้วนไม่ต้อนรับพวกเจ้า!”