เซียนหมอหญิงยอดนักฆ่า - ตอนที่ 3013 ขวัญหาย / ตอนที่ 3014 ปลอบขวัญ
ตอนที่ 3013 ขวัญหาย
พอได้ยินดังนั้น ทั้งสองที่กำลังนั่งกินข้าวอยู่ก็ตะลึงไปทันที พวกเขาหันมามองหน้ากัน
“นี่พวกเขากำลังพูดถึงเราหรือ จะไล่เราออกจากเมืองนี้?” เฟิ่งจิ่วถามอย่างประหลาดใจ นางมองออกไปยังชาวบ้านที่อยู่ข้างนอก เห็นว่าผู้พูดคือชายวัยกลางคนรูปร่างอ้วนเตี้ยคนหนึ่ง จึ งจับจ้องไปที่เขาครู่หนึ่ง
หวันเหยียนสิบสามคีบน่องไก่ขึ้นมากิน เขาชำเลืองมองออกไปข้างนอกแวบหนึ่ง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงงึมงำไม่ชัดเจน “กินเสร็จแล้วค่อยลงไปดู” อย่างไรเสียเขาก็ไม่คิดจะลงไปตอนนี้ หาก อาหารสองมื้อกินไม่อิ่มสักมื้อ เขาก็คงไม่มีหน้ากินมื้อที่สามแล้ว
เฟิ่งจิ่วชะงัก ยิ้มบอกว่า “ก็จริง กินกันก่อนเถอะ!” พวกเขาไม่สนใจคนข้างล่าง หันมาเติมท้องให้อิ่มก่อน
ชาวบ้านล้อมอยู่ข้างนอก ต่างก็ชี้นิ้วและวิพากษ์วิจารณ์พวกเขา ไม่มีใครกล้าเข้าไป แม้แต่เจ้าเมืองเองก็ไม่กล้า ได้แต่รออยู่ข้างนอก กระทั่งสองคนข้างบนลุกขึ้นและเดินลงมา พวกเขา ต่างก็มองตามอย่างเกร็งๆ
“พวกเจ้ามีเรื่องอะไร” หวันเหยียนสิบสามถาม สายตาจับจ้องไปที่เจ้าเมือง
เจ้าเมืองถูกเขาจ้องอย่างนี้ อดที่จะถอยหลังไปหนึ่งก้าวไม่ได้ ก่อนบอกว่า “พะ…พวกเจ้าอย่าเข้ามา ยืนอยู่ตรงนั้นแหละ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นๆ มองสองคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าพล ลางกลืนน้ำลาย “พวกเจ้ารีบไปเสียเถอะ! อย่ามาที่เมืองของเราอีก พอพวกเจ้ามาคนในเมืองเราก็ตาย ยังมีเด็กน้อยที่พวกเจ้าทำให้ตกใจจนร้องไห้ไม่หยุด ทั้งยังมีคนแก่ที่ตกใจจนหยุดหาย ยใจไปอีกคน พวกเจ้าไปเสียเถอะ!”
เฟิ่งจิ่วอึ้ง นึกถึงเรื่องในหอสุราก่อนหน้านี้ ก่อนจะหันไปมองสีหน้าของชาวบ้านที่อยู่รอบๆ ถึงตอนนี้นางเข้าใจแล้ว ที่แท้ก็อย่างนี้เอง พวกเขาน่าจะตกใจเพราะวิญญาณเหล่านั้น
นอกจากผู้ฝึกตนที่มีวรยุทธ์ระดับสูง ปกติแล้วมีเพียงเด็กที่มีจิตใจบริสุทธิ์ และคนที่อับโชคเท่านั้นที่จะมองเห็นวิญญาณเหล่านั้น ในหอสุราก่อนหน้านี้ หวันเหยียนสิบสามร่ายเขตอาค คมและวางค่ายกล นางคิดไม่ถึงว่ายังจะทำให้คนพวกนี้ตกใจด้วย
“เด็กน้อยที่ตกใจจนร้องไห้ไม่หยุดอยู่ที่ไหน?” หวันเหยียนสิบสามถาม
“พะ…พวกเจ้าจะทำอะไร” เจ้าเมืองถามอย่างระมัดระวัง
“พวกเจ้าบอกว่าเด็กน้อยตกใจมากไม่ใช่หรือ ข้าจะเรียกขวัญให้เขา เท่านี้ก็ไม่เป็นไรแล้ว” หวันเหยียนสิบสามเอ่ย เหลือบมองเจ้าเมืองแวบหนึ่ง จากนั้นก็บอกว่า “หากไม่ทำเช่นนี้ บางกร รณีอาจเสียขวัญจนกลายเป็นคนปัญญาอ่อนไปเลยก็มี”
“นี่…” เจ้าเมืองอดหันไปมองข้างหลังไม่ได้
เวลานี้ ชายคนหนึ่งที่อยู่ข้างหลังถามขึ้นอย่างลังเล “ยังหายดีได้จริงหรือ พะ…พวกเจ้าคงไม่ทำร้ายลูกชายของข้ากระมัง”
“พวกข้าไร้บุญคุณความแค้นกับพวกเจ้า จะทำร้ายพวกเจ้าไปทำไมกัน” หวันเหยียนสิบสามเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “ว่าอย่างไร?”
ชายคนนั้นกัดฟัน “ได้ อย่างนั้นพวกเจ้าตามข้ามา ไปที่บ้านข้า”
หวันเหยียนสิบสามกับเฟิ่งจิ่วจึงตามพวกเขาไป คนอื่นๆ ก็เดินตามอยู่ข้างหลัง อยากไปดูว่าคนที่ตกใจจนเสียสติจะยังกลับมาหายดีได้หรือ?
“ทำได้หรือ” เฟิ่งจิ่วเหลือบมองหวันเหยียนสิบสามแวบหนึ่ง รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
“ตระกูลหวันเหยียนของพวกเราเป็นใคร? มีเรื่องอะไรที่พวกเราทำไม่ได้บ้าง? ก็แค่เสียขวัญ ข้าแค่วาดยันต์ให้ก็ไม่เป็นไรแล้ว” หวันเหยียนสิบสามพูดอย่างมั่นอกมั่นใจ
ทั้งสองไปที่บ้านของชายคนนั้น ยังไม่ทันเข้าไปข้างในก็ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้ดังออกมา พวกเขาเดินเข้าไป มาถึงข้างในก็เห็นหญิงวัยกลางคนในชุดธรรมดาสวมกอดเด็กน้อยอายุสี่ห้าข ขวบและร่ำไห้
………………………………….
ตอนที่ 3014 ปลอบขวัญ
“ฮือ…ลูกรัก ลูกรักเอ๋ย เจ้าตื่นสิ เจ้าตื่นขึ้นมา!”
“ลูกรัก เจ้าลืมตาสิ อย่าทำให้แม่ตกใจ แม่จะพาเจ้าไปดูขนมน้ำตาลปั้น แม่จะซื้อให้เจ้าดีหรือไม่? ลูกรัก เจ้าตอบแม่หน่อย ตอบแม่หน่อยเถอะ…”
หญิงวัยกลางคนลูบหัวเด็กน้อย พลางขานเรียกชื่อของเขา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเศร้าสลด เฟิ่งจิ่วได้ยินก็รู้สึกไม่ดี นางไม่นึกเลยว่าเพราะความละเลยของพวกเขาจึงทำให้ครอบครัวนี้ตกอ อยู่ในสภาพเช่นนี้
สำหรับพ่อแม่ ลูกคือสมบัติล้ำค่าที่สุด โดยเฉพาะเด็กที่ยังอายุน้อยขนาดนี้ ยิ่งต้องปกป้องดั่งดวงใจ ตอนนี้เด็กที่อยู่ในอ้อมแขนของหญิงวัยกลางคน รูปร่างอ้วนท้วนทว่าสายตาเหม่อลอ อยไร้วิญญาณ ปากอ้าค้างน้ำลายไหล ปล่อยให้แม่ของเขาขานเรียกอยู่อย่างนั้น ลูบหัวอย่างไรก็ไร้การตอบสนอง นางสูดหายใจลึกๆ ก่อนจะหันไปมองหวันเหยียนสิบสาม
“ไหนว่าท่านแก้ไขได้ไม่ใช่หรือ ไปดูหน่อยเถอะ” เด็กคนนั้นดูเหมือนจะสติหลุดเพราะความตกใจ สำหรับตระกูลหวันเหยียนเรื่องการประโลมจิตวิญญาณน่าจะไม่ใช่เรื่องยาก
หวันเหยียนสิบสามก้าวเข้ามา เอ่ยกับหญิงวัยกลางคนว่า “เจ้าวางเด็กลงบนเตียง ข้าจะช่วยดูให้”
“ฮือ…ลูกของข้า ลูกรักของข้า…” หญิงวัยกลางคนสะอื้นไห้ ผมเผ้ายุ่งเหยิง ดวงหน้าเศร้าโศก ราวกับไม่ได้ยินคำพูดของหวันเหยียนสิบสาม นางยังคงกอดลูกแน่น
เวลานี้ พ่อของเด็กก้าวเข้าไป ก่อนบอกว่า “พวกเขาบอกว่ารักษาลูกเราให้หายได้ เจ้ารีบอุ้มลูกไปไว้บนเตียงเร็วเข้า ให้พวกเขาดูลูกหน่อย ไม่แน่อาจจะรักษาหายจริงๆ ก็ได้”
หญิงวัยกลางคนได้ยินก็อุ้มลูกคุกเข่าต่อหน้าหวันเหยียนสิบสามกับเฟิ่งจิ่วทันที “ข้าขอร้องพวกท่าน ขอร้องพวกท่านช่วยลูกข้าด้วย ลูกของข้าเป็นเด็กดีและเชื่อฟังมาก ภายหน้าหาก เป็นอย่างนี้ข้าจะทำอย่างไร…”
“วางใจเถอะ! ข้ารักษาได้ เจ้าอุ้มเขาไปวางบนเตียงเถอะ” หวันเหยียนสิบสามพยักหน้า
พ่อของเด็กรีบประคองนางขึ้น ก่อนจะรับเด็กไปวางลงบนเตียง จากนั้นก็ดึงภรรยาไปยืนดูอยู่ข้างๆ
เฟิ่งจิ่วยืนดูอยู่ข้างๆ ไม่นานก็เห็นหวันเหยียนสิบสามเดินมายืนข้างเตียง จากนั้นก็หยิบยันต์สีแดงแผ่นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ กำชับว่า “เอาถ้วยชามาให้ข้าหนึ่งใบ”
เฟิ่งจิ่วที่ยืนอยู่ด้านหนึ่งหยิบชาแก้วหนึ่งให้เขา เห็นเขาจิ้มปลายนิ้วของเด็กคนนั้น บีบเลือดใส่ถ้วยชา จากนั้นก็ใช้นิ้วตนเองจุ่มเลือดในแก้วและวาดยันต์ลงบนกระดาษ สุดท้ายก ก็ใช้นิ้วที่เปื้อนเลือดกดลงตรงหว่างคิ้วของเด็กน้อย ทิ้งลวดลายที่ถูกวาดด้วยเลือดไว้ตรงนั้น
“น้ำ” หวันเหยียนสิบสามสั่ง
เฟิ่งจิ่วยกกาน้ำมา เขารับไปจากนั้นก็เทน้ำใส่ลงในถ้วยชาที่มีเลือดอยู่ครึ่งหนึ่ง คีบยันต์ที่ถูกวาดเสร็จแล้วไว้ด้วยสองนิ้ว ยามเปลวไฟลุกไหม้ เขายัดยันต์แผ่นนั้นลงไปในแก้ว กระทั่งเห็นขี้เถ้าของกระดาษแผ่นนั้นกลายเป็นยันต์น้ำ
เขาประคองเด็กลุกขึ้น ป้อนน้ำในนั้นให้ดื่ม ผ่านไปไม่นาน สัญลักษณ์สีเลือดกลางหน้าผากของเด็กน้อยก็หายลับไป จากนั้นดวงตาที่เคยเหม่อลอยไร้วิญญาณก็ค่อยๆ กลับมามีชีวิตชีวา
“ท่านแม่ ท่านพ่อ” เด็กน้อยลุกขึ้นจากเตียง ครั้นเห็นคนมากมายยืนล้อมอยู่ในบ้าน เขาทั้งกลัวและแปลกใจ
หญิงวัยกลางคนและสามีของนางตะลึงงัน รีบก้าวเข้าไป “ลูกรัก! ลูกรักเจ้าหายแล้วหรือ เจ้าหายแล้ว! ดีเหลือเกินๆ ลูกรัก ลูกรักของแม่…”
เด็กน้อยกะพริบตาปริบๆ มองผู้เป็นแม่ที่กอดคอของเขาแน่น ขณะเดียวกันก็ยังมองเฟิ่งจิ่วกับหวันเหยียนสิบสามด้วยความฉงนฉงาย