เซียนหมอหญิงยอดนักฆ่า - ตอนที่ 3110 ไม่เชื่อ / ตอนที่ 3111 ข้าคือบรรพจารย์ของเจ้า
ตอนที่ 3110 ไม่เชื่อ
“อย่างนั้นเจ้าคิดว่าควรทำอย่างไร?” เฟิ่งจิ่วถามเขา
ชายแซ่เฉินชะงักนิ่ง ก่อนตอบว่า “เราพานางไปด้วยก่อนดีหรือไม่ บางทีพวกเราอาจเจอศิษย์สำนักเมืองมรกตก็เป็นได้ ถึงตอนนั้นค่อยส่งนางให้พวกเขาก็ได้แล้วไม่ใช่หรือ?”
“อืม ข้าก็คิดว่าควรทำอย่างนี้” กวนเยว่เองก็พูดเสริมด้วย
ศิษย์แซ่เฉินและคนอื่นๆ ก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย
เฟิ่งจิ่วยิ้มๆ “ในเมื่อพูดถึงขนาดนี้แล้ว เช่นนั้นก็ทำตามที่พวกเจ้าว่าเถอะ!”
อีกด้านหนึ่ง กวนเยว่กับหลินอวี่ซือที่ช่วยหญิงคนนั้นจัดแจงเสื้อผ้าและผมเผ้าเรียบร้อยแล้ว พอเห็นพวกเขาคุยกันเสร็จแล้ว จึงพาอีกฝ่ายเดิมเข้ามา
“เดินทางกันต่อเถอะ! ก่อนฟ้ามืดต้องหาที่พักให้เจอ” เฟิ่งจิ่วบอก ก่อนที่จะนางออกเดินนำหน้าไปก่อน
กลุ่มคนข้างหลังเห็นดังนั้นก็เดินตามไป กัวจื่อฉีมองมู่จิ่วที่เดินนำอยู่ข้างหน้า กัวจื่อฉีชะโงกหน้าไปใกล้มู่หลิง ก่อนจะกระซิบถามว่า “เจ้าว่ามู่จิ่วโกรธใช่หรือไม่”
“ไม่ เขาไม่ได้ใจแคบขนาดนั้น” มู่หลิงส่ายหน้า
หลินเฉิงจิ่นมองมู่จิ่วที่อยู่ข้างหน้า จากนั้นก็เหลือบมองหญิงสาวที่เดินอยู่กับกวนเยว่และน้องสาวของเขาข้างหลัง พลางคิดในใจว่า ‘หากผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนอย่างที่มู่จิ่วว่าจร ริงๆ อย่างนั้นนางเป็นตัวอะไรกัน?’
หากไม่ใช่คน แสดงว่าอย่างไรก็ต้องมีอันตรายแอบแฝงแน่ๆ ปล่อยให้น้องสาวและศิษย์น้องหญิงอยู่ใกล้นางไม่ได้แล้ว
เขาคิดได้อย่างนั้นก็รีบตะโกนเรียกทันที “อวี่ซือ ศิษย์น้องหญิง พวกเจ้าสองคนมานี่”
ทั้งสองคนที่กำลังพูดคุยกับหญิงสาวคนนั้นชะงัก ก่อนจะบอกกล่าวอีกฝ่ายเล็กน้อย แล้วเดินมาข้างหน้า
“ท่านพี่ มีอะไรหรือ?” หลินอวี่ซือถาม นางเดินมาคล้องแขนเขา
กวนเยว่เองก็มองเขาด้วย แต่ไม่ได้พูดอะไร
“พวกเจ้าสองคนอย่าอยู่ใกล้หญิงคนนั้นมากเกินไป” เขากระซิบบอกทั้งสองคน
“ทำไมเล่า?” ทั้งสองถามอย่างไม่เข้าใจ
“เชื่อฟังข้าก็พอ อย่าอยู่ใกล้นางเกินไป อย่างไรก็ต้องระวังตัวไว้ก่อน” เขากำชับเสียงเข้ม จ้องมองพวกนางด้วยสายตาจริงจัง ไม่มีแววหยอกล้อแม้แต่น้อย
ทั้งสองชะงัก หลังจากมองหน้ากันแวบหนึ่ง ก็พยักหน้ารับคำ “ได้ พวกข้าเข้าใจแล้ว”
แม้ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่พวกนางรู้ว่าเขาไม่มีทางทำร้ายพวกนาง ฉะนั้นในการเดินทางหลังจากนั้น พวกนางจึงเริ่มรักษาระยะห่างจากหญิงสาวคนนั้น
มู่หลิง เผยจื่อเซวียนและหลินเฉิงจิ่นเองก็คอยจับตาดูผู้หญิงคนนั้นอยู่ข้างหลังตลอดเวลา หลังจากที่อวี่ซือกับกวนเยว่ตีตัวออกห่าง นางก็เริ่มหันไปพูดคุยกับพวกศิษย์แซ่เฉินต่อ และเหมือนจะพูดคุยกันอย่างเบิกบานใจมากด้วย
ครั้นเห็นดังนั้น พวกเขาก็เริ่มหวั่นไหว มู่จิ่วเตือนให้ระวังหญิงสาวคนนั้น แต่ดูท่าทางพวกเขาแล้วเหมือนไม่ได้สนใจคำพูดของมู่จิ่วเลยแม้แต่น้อย
“ที่นี่มีถ้ำภูเขาด้วย พวกเจ้าดูนั่น ถ้ำนั่นใหญ่มาก คืนนี้พวกเราพักในถ้ำนี้ดีหรือไม่!” กัวจื่อฉีตื่นเต้นเมื่อเห็นถ้ำภูเขาที่อยู่ข้างหน้า
เฟิ่งจิ่วมองเพียงแวบเดียวก็ส่ายหน้า “ไม่ได้ ถ้ำแห่งนี้น่าจะเป็นรังของสัตว์ร้ายขนาดใหญ่ หากเราพักที่นี่ ไม่แน่อาจกลายเป็นอาหารของสัตว์ร้ายตัวนั้นก็ได้”
“ไม่หรอกกระมัง? ที่นี่ดูไม่เหมือนที่อยู่ของสัตว์ร้ายเลย ถึงจะมี ก็คงไม่ใช่สัตว์เทวะหรอกกระมัง? ขอเพียงไม่ใช่สัตว์เทวะ ด้วยพลังของพวกเราก็ไม่ได้ยากเกินกว่าจะรับมือได้” กัว วจื่อฉียิ้มบอก เขาหันไปถามพวกมู่หลิง “พวกเจ้าว่าอย่างไร?”
………………………………….
ตอนที่ 3111 ข้าคือบรรพจารย์ของเจ้า
พวกเขามองหน้ามู่จิ่ว ก่อนจะหันไปพูดกับกัวจื่อฉีว่า “วันนี้หัวหน้ากลุ่มของเราคือมู่จิ่ว อย่างไรก็ทำตามที่เขาบอกเถอะ!” เรื่องที่พาผู้หญิงคนนั้นมาด้วยก็ทีหนึ่งแล้ว หากครั งนี้ยังไม่ไว้หน้าเขาอีก พวกเขากังวลว่ามู่จิ่วจะโกรธขึ้นมา
กัวจื่อฉียิ้มแห้งๆ “อย่างนั้นก็ได้ พวกเราฟังมู่จิ่ว” เขาหันไปพูดกับมู่จิ่วว่า “มู่จิ่ว ข้าไม่ได้คิดเป็นอื่น เจ้าอย่าใส่ใจเลยนะ” เขาไม่ได้คิดจะเมินเฉยต่อคำพูดของมู่จิ่ว แค่คิด ดว่าหากได้พักที่ถ้ำภูเขาแห่งนี้ กลางคืนคงได้นอนหลับสบายหน่อยก็เท่านั้นเอง
มู่จิ่วช่วยพวกเขามาหลายครั้ง เขาเห็นทุกอย่าง ฉะนั้นไม่มีทางที่เขาจะไม่ยอมรับมู่จิ่ว ยิ่งไปกว่านั้น ท่านอาจารย์ยังกำชับพวกเขาให้ดูแลมู่จิ่วดีๆ ถึงแม้ตอนนี้เขาจะเป็นฝ่ายดูแลพวก ตนมากกว่าก็ตาม
“พวกเราเดินไปดูข้างหน้าอีกหน่อยก็แล้วกัน!” เผยจื่อเซวียนเสนอ เขาชี้ไปด้านหน้า “พื้นที่ตรงนั้นมีด้านหนึ่งติดเขา กลางคืนสามารถบังลมหนาวได้ พักที่นั่นคงไม่เลว”
ด้วยเหตุนี้ ทุกคนจึงเดินต่อไปข้างหน้า พอมาถึงจุดที่เผยจื่อเซวียนบอก เฟิ่งจิ่วสังเกตรอบๆ ก่อนจะบอกพวกเขาว่า “พักที่นี่ก็แล้วกัน! มู่หลิง เจ้าไปสำรวจภูมิประเทศรอบๆ กับข้า จื่อเ เซวียน ที่นี่มอบหมายให้เจ้าดูแล”
“ได้”
พวกเขารับคำ มู่หลิงเดินออกไปพร้อมกับเฟิ่งจิ่วเพื่อสำรวจลักษณะพื้นที่บริเวณนี้ เผยจื่อเซวียนแบ่งหน้าที่ให้ทุกคนไปเก็บกิ่งไม้ที่อยู่แถวนั้นมาก่อไฟ
มู่หลิงเดินตามมู่จิ่ว หลังจากเดินออกมาระยะหนึ่ง มู่หลิงมีท่าทางลังเลเล็กน้อย เหมือนมีบางอย่างจะพูด เพียงแต่หลังจากขยับปากอยู่หลายครั้ง เขาก็ยังไม่พูดออกมา
เฟิ่งจิ่วย่อมสังเกตเห็น จึงบอกว่า “มีอะไรจะถามข้าอย่างนั้นรึ”
“อืม” มู่หลิงยอมรับ ก่อนจะบอกว่า “เพียงแต่ไม่รู้ควรเอ่ยปากอย่างไร”
เฟิ่งจิ่วยิ้มๆ “ในเมื่อไม่รู้ก็อย่าถามเลย”
มู่หลิงชะงัก สุดท้ายยังคงถามออกมา “เจ้าไม่ใช่คนของตระกูลมู่?”
“ไม่ใช่” เฟิ่งจิ่วตอบอย่างตรงไปตรงมา นั่นทำให้มู่หลิงที่เดิมทีไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะตอบชะงักงันไปเล็กน้อย ก่อนจะถามต่ออีกว่า “และไม่ใช่ศิษย์ของท่านอาจารย์?”
เฟิ่งจิ่วชำเลืองมองเขา เผยรอยยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงไม่สะทกสะท้านเช่นเดิม “ไม่ใช่”
“เจ้าเข้ามาที่นี่เพื่อตามหาเอ็นวิญญาณนิลพันปี?” เขาถามอีกครั้ง
“ถูกต้อง” เฟิ่งจิ่วพยักหน้า
“จะ…เจ้าเป็นใครกันแน่?” เขาโพล่งคำถามสุดท้ายออกมา ขณะที่มองอีกฝ่ายด้วยสายตาประหม่า “ท่านอาจารย์สั่งไว้ว่าห้ามถาม ห้ามก้าวก้ายเรื่องของเจ้า แต่ข้าก็ยังสงสัยอยู่ดี ข้าอย ยากรู้ว่าเจ้าเป็นใครกันแน่?”
เฟิ่งจิ่วยิ้ม ก่อนจะตอบอย่างทีเล่นทีจริงว่า “ข้าเป็นบรรพจารย์ของเจ้า”
มู่หลิงได้ยินคำตอบก็หน้าบึ้งเล็กน้อย นึกว่ามู่จิ่วกำลังล้อเล่นกับเขา หนำซ้ำยังเล่นมุกที่ไร้มารยาทเช่นนี้อีก ขณะกำลังจะเอ่ยปากสั่งสอน ความคิดหนึ่งกลับแล่นผ่านราวกับมีสาย ฟ้าผ่าลงมากลางสมอง เขาเบิกตากว้าง
“จะ…เจ้าไม่ใช่มู่จิ่ว จะ…เจ้าคือเฟิ่งจิ่ว?”
เขาสูดปาก พลางหลุดร้องออกมาด้วยความตะลึง มองคนตรงหน้าด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ
“ฉลาดไม่เบา”
เฟิ่งจิ่วพยักหน้า นางเผยยิ้ม “ใช่ ข้าชื่อเฟิ่งจิ่ว ฉะนั้นที่ข้าบอกว่าเป็นบรรพจารย์ของเจ้าก็คงไม่เกินไปกระมัง? บรรพจารย์ของเจ้ายังต้องเรียกข้าว่าอาจารย์ ฉะนั้น ข้าจึงเป็น ทั้งปรมาจารย์ของเจ้า แล้วก็เป็นบรรพจารย์ของเจ้าด้วย”